
ลลิตาพยายามลืมตาที่หนักอึ้งเมื่อรู้สึกได้ถึงััอุ่นๆ ที่หน้าผาก
“คุณฟารีส...” เธอเอ่ยชื่ออีกฝ่ายเบาๆเมื่อเห็นคนที่ยืนทำหน้ากังวลอยู่ข้างเตียง ภายในศีรษะปวดตุบและหนักอึ้ง
“คุณตัวร้อนมาก เป็อย่างไรบ้างครับมีไข้ไหม ปวดหัวหรือเปล่า?” ฟารีสถามอย่างกังวล
“เหมือนหัวจะะเิเลยค่ะแต่นอนพักอีกหน่อยคงดีขึ้น” ลลิตาตอบเบาๆ พยายามยิ้มให้อีกฝ่าย
“ผมเอาพารามาให้กินเสียหน่อยจะได้ดีขึ้น” ฟารีสยื่นพาราเซตามอล 2 เม็ดพร้อมแก้วน้ำให้ ลลิตาหยิบยาเข้าปากและดื่มน้ำตามอย่างว่าง่าย
“ว่าแต่...คุณเข้ามาในห้องฉันได้ยังไงคะ?”หญิงสาวเลิกคิ้ว มองร่างสูงตรงหน้าอย่างเคลือบแคลง
“ใช้กุญแจสำรองครับ” ฟารีสตอบนิ่งๆ
“คุณนอนไปนานเคาะเรียกก็ไม่ตอบผมเลยเปิดเข้ามาดูเห็นคุณตัวร้อนมากเลยเอายามาให้ แต่วางใจได้ปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์ ผมไม่ทำอะไรคุณแน่นอน อาลีก็ด้วย” เขายกมือขึ้นทำท่าเหมือนปฏิญาณตนและให้คำมั่นเผื่อแผ่ไปถึงอาลีซึ่งเป็พ่อบ้านของบ้านเรือลำนี้ด้วย
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ขอทำตอนมีแรงมากกว่านี้หน่อย...” หญิงสาวพึมพำตอบก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้งฟารีสชะงัก กระพริบตาปริบอย่างไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน ชั่วครู่มุมปากของชายหนุ่มก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆเขาโน้มตัวลงคลี่ผ้าห่มคลุมให้คนป่วย อากาศที่แคชเมียร์ปลายเดือนตุลาคมกลางวันแดดจัดและลมแรงพอตกเย็นจะเริ่มหนาวจัด บวกกับพักผ่อนไม่พอนี่อาจเป็สาเหตุให้คนตรงหน้าหมดสภาพอย่างที่เห็น หญิงสาวหลับไปแล้วเขาปิดประตูอย่างเบามือเกรงจะรบกวนอีกฝ่ายและออกจากห้องไป
...แต่เมื่อประตูห้องถูกปิดลงรอยยิ้มเ้าเล่ห์ก็ระบายอยู่บนริมฝีปากของคนหลับ...!
เมื่อลลิตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งท้องฟ้านอกหน้าต่างก็มืดแล้วมีเพียงแสงไฟจากบ้านเรือกระจายทั่วริมฝั่งทะเลสาบเงียบสงบ อาการครั่นเนื้อครั่นตัวและปวดศีรษะหายไปหมดแล้วหญิงสาวเดินไปที่หน้าต่างคู่บานยาว เอื้อมมือปลดกลอนและผลักออกลมเย็นเยียบและมวลอากาศหนาวเหน็บโหมปะทะใบหน้าหญิงสาวอย่างไม่ทันตั้งตัว
“โอ้ย...หนาวจัง!!” เธออุทานห่อไหล่และใช้สองมือลูบต้นแขนตัวเองไปมา สอยเท้าอยู่กับที่อย่างทำอะไรไม่ถูกชั่วครู่ความหนาวเย็นที่ปะทะใบหน้าเธออยู่ก็หายไป...และหน้าต่างตรงหน้าถูกดึงปิดลง
“ข้างนอกมันหนาว เดี๋ยวไข้กลับนะครับ”เสียงทุ้มดังอยู่เหนือศีรษะ ลลิตากลั้นหายใจไม่กล้าหันกลับไปมองเ้าของเสียง ได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่อย่างนั้นตรงหน้าเห็นเพียงท่อนแขนล่ำสันที่ยังคงเท้าอยู่ที่กรอบหน้าต่างทั้งสองข้างเหนือศีรษะเธอเส้นเืปูดโปนบนท่อนแขนนั้นทำให้ใจเธอสั่นไหว
“หิวหรือยังครับ”เสียงทุ้มถามอย่างห่วงใย
“หะ...หิวค่ะ หิวมาก...” เธอตอบเสียงพร่ารวมรวมความกล้าหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าเ้าของเสียง
ฉับพลัน ลลิตารู้สึกเหมือนจะสำลักลมหายใจตัวเองร่างสูงตรงหน้ายืนโน้มตัวนิดๆสองแขนยังคงเท้าอยู่ที่ขอบหน้าต่างทั้งสองข้างด้านหลังเธอดวงตาคมที่จับจ้องมาสะท้อนแสงไฟจากด้านนอกฉายแววประหลาดยากจะคาดเดา เหมือนถูกสะกดเธอยืนตะลึงสบสายตาคมคู่นั้นอยู่เนิ่นนาน
ลลิตากระพริบตาปริบเมื่อร่างสูงตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้เธอยิ่งขึ้นสองแขนผละออกจากขอบหน้าต่างทั้งสองข้างเลื่อนลงมาเท้าที่ขอบด้านล่างแทน ลลิตารู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นจากคนตรงหน้าหญิงสาวรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวราวกับว่าเขากำลังโอบกอดเธอทั้งที่ไม่ได้แตะต้องเธอแม้แต่นิด
‘...ขอบหน้าต่างก็ไม่เลว...’ เธอนึกในใจพลางคิดหาทางหนีทีไล่ในใจเร็วๆ ‘...แต่หน้ากรุกระจกต้องปิดผ้าม่านก่อน....แต่ถ้าเกิดพลาดตกน้ำล่ะ? ต้องหนาวมากแน่ๆ ต้อง....’
...แกรก ๆ... เสียงเบาๆ จากด้านหลังทำให้ลลิตาต้องหยุดความคิดที่กำลังเตลิดไปไกล
“ตอนกลางคืนลมแรง ต้องลงกลอนให้แ่าครับ”ฟารีสพูดพร้อมใช้มือเรียวยาวขยับตรวจสอบกลอนหน้าต่างทั้งสองบานเมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วจึงผละมือออกพร้อมส่งรอยยิ้มใสซื่อให้หญิงสาว ลลิตามองคนตรงหน้าด้วยสายตางุนงง
“อาหารพร้อมแล้ว เชิญครับ”ฟารีสพูดพร้อมกับเดินนำอีกฝ่ายไปที่ห้องรับประทานอาหาร
“ค่ะ....”เธอเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย...และมึนงง
ระหว่างส่วนห้องพักและห้องรับประทานอาหารถูกกั้นด้วยห้องเอนกประสงค์ขนาดเล็กที่มีประตู2 ด้าน ซ้ายมือเป็ประตูที่กั้นด้วยผ้าม่านสีขาวลายดอกไม้เปิดออกสู่ทางเดินเล็กๆภายในเรือ อีกประตูอยู่ตรงกลางผ่านเข้าสู่ห้องรับประทานอาหาร ภายในห้องเอนกประสงค์วางโซฟาขนาด1 ที่นั่งไว้มุมละตัวเพื่อพักผ่อนนับเป็การออกแบบที่ฉลาดของเ้าของสถานที่ในการแบ่งพื้นที่ส่วนห้องพักและพื้นที่รับประทานอาหารออกจากกันเมื่อเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารแม้ก่อนมาจะอ่านรีวิวมาพอสมควรแต่ภาพจริงที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้อดทึ่งในความหรูหรางดงามไม่ได้
ห้องรับประทานอาหารเป็ของห้องโถงขนาดใหญ่ปูพรมลวดลายงดงามเต็มพื้นที่ตรงกลางเป็ที่ตั้งของชุดโต๊ะอาหารไม้แกะสลักตัวยาวขนาด 10 ที่นั่งพร้อมเก้าอี้ไม้แกะสลักเข้าชุดหน้าต่างบานคู่เรียงรายถูกปิดสนิท ผนังบางส่วนประดับด้วยพรมทอลายงดงามแสงไฟจากโคมระย้าบนเพดานสะท้อนกับผนังไม้วอลนัทและพรม ทำให้บรรยากาศห้องอบอุ่น
“คนอื่นล่ะคะ?” ลลิตาเอ่ยปากถามเมื่อเห็นห้องที่ว่างเปล่าเพราะทราบมาว่าบ้านเรือหลังนี้มีห้องพัก 2 ห้อง จึงน่าจะเห็นแขกคนอื่นบ้าง แต่บนโต๊ะมีเพียงชุดรับประทานอาหารอาหารสำหรับ1 ที่ เท่านั้น
“ไม่มีครับ หลังนี้มีคุณเป็แขกคนเดียวส่วนอาลีกลับบ้านไปแล้ว” ฟารีสตอบพร้อมเลื่อนเก้าอี้ให้อีกฝ่าย
“เชิญครับวันนี้ผมรับหน้าที่พ่อบ้านให้คุณเอง” เมื่อเห็นว่าลลิตานั่งเรียบร้อยแล้วร่างสูงจึงเดินหายเข้าอีกฟากของห้องรับประทานอาหารชั่วครู่ก็ออกมาพร้อมอาหารในถาดพร้อมเสิร์ฟ
“แกงเผ็ดลูกแกะ ขนมปังนานและสลัด ครับ”ชายหนุ่มแนะนำอาหารแต่ละอย่าง จากนั้นรินน้ำใส่แก้วให้ลลิตา แล้วขยับถอยออกมาจากโต๊ะเพื่อเว้นระยะให้อีกฝ่ายรู้สึกผ่อนคลายและเป็ส่วนตัวตอนรับประทานอาหาร
“เอ่อ...โต๊ะใหญ่มากเลยค่ะนั่งกินคนเดียวแล้วรู้สึกแปลก ๆ คุณช่วยมานั่งเป็เพื่อนหน่อยได้ไหมคะ?” ลลิตาเอ่ยปากอย่างเกรงใจฟารีสไม่ตอบได้แต่ยิ้มรับพร้อมสาวเท้าเข้ามาเลื่อนเก้าอี้นั่งที่ฝั่งตรงข้าม
ฟารีสเผลอเหม่อมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างลืมตัววงหน้าขาวผ่องรูปหัวใจ ดวงตากลมโต หางตาชี้ขึ้นนิดๆ ขนตายาวหนาเป็แพคิ้วเรียวสวยได้รูปแม้ไม่ได้รับการแต่งเติม ผมดำยาวปลายผมดัดเป็ลอนสลวยถูกเ้าตัวรวบมัดเป็หางม้า เผยลำคอระหงขาวผ่อง ไหล่ลาดดูบอบบางเ้าตัวยังคงใส่ชุดพร้อมนอนชุดเดิมอยู่
‘...เหมือนแมว...” ฟารีสนึกในใจ
“รับชาไหมครับ?”ชายหนุ่มถามเมื่อสังเกตเห็นว่าลลิตาเสร็จจากมื้ออาหารตรงหน้าแล้วเมื่ออีกฝ่ายยิ้มและพยักหน้าตอบรับฟารีสเดินหายเข้าในครัวและกลับออกมาพร้อมกาน้ำชาเซรามิคสีขาวขอบทองและถ้วยชาเข้าชุด
“ชาคะวะห์ครับแก้ปวดหัวและช่วยให้ร่างกายอบอุ่น” ร่างสูงเลื่อนถ้วยชามาตรงหน้าไออุ่นจากถ้วยชาพลั่งพรูพร้อมกลิ่นหอมสมุนไพรทำให้ลลิตารู้สึกผ่อนคลายเธอสูดหายใจลึกรับกลิ่นชาหอมละมุน และส่งยิ้มให้คนที่นั่งตรงข้าม
“กินข้าวแล้วพอมีแรงขึ้นไหมครับ?”ฟารีสถามเบาๆ หญิงสาวชะงักรู้สึกหน้าร้อนฉ่าเมื่อหวนนึกถึงคำพูดที่ตนได้พูดยั่วเย้าเขาไปเมื่อตอนบ่าย..... “ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ขอทำตอนมีแรงมากกว่านี้หน่อย” ‘...เขาได้ยินสินะ...’
“...ก็พอมี...” หญิงสาวพึมพำตอบเสียงเบา
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอ....”ชายหนุ่มเว้น่อย่างสื่อความหมาย ตาคมฉายแววเ้าเล่ห์ รอยยิ้มพรายผุดบนริมฝีปากใต้ไรหนวด หากแต่ตาแมวคู่นั้นกลับสบตาตอบเขานิ่งอย่างท้าทาย