ไฟราคะ

    บทที่ 9

    ???? ไฟราคะ ????


    บทที่ 09



             เขมิกายืนมองตัวเองในกระจก วันนี้เธอมีนัดทานข้าวกับครอบครัวของชาตรี ซึ่งเธอไม่อยากไปและไม่อยากเจอเขา เธอไม่ได้บอกพ่อกับแม่เธอว่าเขาทำอะไรเธอไว้บ้าง เธอไม่อยากให้พ่อกับแม่เธอมานั่งกังวล วันนี้เขมิกาเลือกใส่ชุดเดรสกระโปรงลายลูกไม้สีฟ้าอ่อนๆ ยิ่งขลับให้ผิวของเธอดูขาวผ่องมากยิ่งขึ้น เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ทาเพียงลิปมันสีชมพูบางๆ เธอหยิบส้นสูงสีขาวมาใส่ ก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง


            "วันนี้สวยจังเลย อย่างกับนางฟ้าแน่ะ" แขไขเอ่ยปากชมบุตรสาว ที่งดงามราวกับเทพธิดาก็ไม่ปาน


            "แม่ก็ชมเกินไปค่ะ" เธอยิ้มอย่างเขินๆ


            "ปะ ไปกันเถอะ ให้ผู้ใหญ่รอนานจะไม่ดี" มานพบอกกล่าวก่อนจะเดินนำขึ้นรถไป รถลีมูซีนสีดำคันใหญ่แล่นออกไปจากคฤหาสน์หลังงาม มุ่งตรงสู่ภัตตาคารหรูย่านใจกลางเมือง ไม่นานก็มาถึงทุกคนเดินไปยังห้องวีไอพีที่จองไว้ก่อนหน้า


            "อ้าว มานานหรือยัง ขอโทษที่ให้รอนะ" มานพเอ่ยบอกเพื่อนสนิท เมื่อเห็นชาญวิทย์นั่งรออยู่ก่อนแล้ว


            "ไม่นานๆ พึ่งมาเมื่อกี้เอง เชิญนั่งๆ" เขาเชิญทุกคนนั่ง


            "เขม สวัสดีคุณอาชาญวิทย์สิลูก" แขไขเอ่ยบอกบุตรสาว


            "สวัสดีค่ะอาชาญ" เธอส่งยิ้มสดใสไปให้ผู้เป็๞อา เพื่อนสนิทของพ่อ ที่เธอเห็นมา๻ั้๫แ๻่เด็ก


            "สวัสดีจ้ะ หนูเขมสวยมากเลย สวยกว่าที่อาคิดไว้เสียอีก" ชาญวิทย์เอ่ยชมหลานสาวตอนเด็กว่าน่ารักแล้ว ไม่คิดว่าโตมาจะสวยขนาดนี้ เขายิ้มอย่างพึงพอใจ


            "แล้วตาชาตรีล่ะ" มานะเอ่ยถามหลานชายที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี


            "ตาชามันไปเข้าห้องน้ำ สักพักก็คงมาแหละ..อะ นั่นไงมาพอดี" เขาหันไปมองบุตรชายที่กำลังเปิดประตูเข้ามา


            "คุณอานพ อาแขไข สวัสดีครับ" ชาตรียกมือไหว้อาทั้งสองคน พลางเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่


            "สวัสดีจ้ะ ชาตรีหล่อมากเลยนะ อาไม่คิดว่าโตมาจะหล่อขนาดนี้" แขไขเอ่ยชมหลานชายที่โตเป็๞หนุ่มจนเธอจำแทบไม่ได้ "อ้าว ยัยเขม สวัสดีพี่ชาตรีสิจ้ะ" แขไขหันไปบอกบุตรสาว


            "สวัสดีค่ะ" เธอเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย พอเห็นเขามองอยู่เธอก็รีบก้มหน้าลงอย่างไว


            "น้องเขมใช่มั้ยครับ" ชาตรีแสร้งถามเธอออกไป ทั้งๆที่ในใจสะอิดสะเอียนเธอยิ่งกว่าอะไร


            "คะ?..เอ่อ ค่ะ" เธองุนงงเมื่อเขาเอ่ยถามอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


            "เอาล่ะๆ มากินข้าวกันฉันสั่งไว้แล้ว" ชาญวิทย์เอ่ยบอกทุกคนก่อนจะเริ่มลงมือกินข้าว เขมิกาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมพูดอะไร มีแต่ผู้ใหญ่ที่พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย


            "เอ่อ เขมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ" ร่างบางลุกขึ้นเดินออกไป ชาตรีรอจังหวะสักพักก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำอีกคน ชายหนุ่มยืนรอหญิงสาวที่หน้าห้องน้ำ พอเธอออกมาเขาก็กระชากแขนเธอผลักติดกำแพง


            "โอ้ย!! นี่..คุณ!!" เขมิกาเบิกตากว้างอย่าง๻๷ใ๯ เมื่อเห็นคนที่ผลักเธอตรงหน้า ร่างบางพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่สู้แรงเขาไม่ได้


            "หึ ทำเป็๞ไม่รู้จักกันไปได้ ไม่ยอมมองหน้าฉันเลยนะ" ชาตรีตรึงแขนเธอไว้ติดกำแพงพลางก้มหน้าเข้าไปใกล้ๆ จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจของเธอ


            "คะ..คุณชาตรี ปล่อยฉันเถอะค่ะ ใครมาเห็นจะไม่ดี" เธอบอกเขาพลางเบี่ยงหน้าหนี เมื่อเขาก้มลงสูดดมกลิ่นหอมที่แก้มนวลของเธอ


            "ทำไม! อยู่กับฉันอึดอัดมากรึไง! อ้อ..คงจะไม่เหมือนผัวเธอสินะ หึ!" เขาเค้นเสียงต่อว่าเธอ เขมิกากำมือแน่นหล่ยครั้งแล้วที่เขาต่อว่าเธอ ทั้งๆที่มันไม่ใช่เ๹ื่๪๫จริง


            "............" เธอจ้องหน้าเขานิ่ง


            "ทำไม จ้องหน้าฉันทำไม ฉันพูดแทงใจดำเธองั้นหรอ" เขาแสยะยิ้มเหยียดเธอ


            "ปล่อยค่ะ" เธอพยายามพูดอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้


            "ทำไม! จะรีบกลับไปหาผะ..."


            เพี๊ยะ!!!

             ยังไม่ทันที่ชาตรีจะพูดจบ เขมิกาก็ตวัดฝ่ามือลงบนแก้มสากเขาอย่างเร็วและแรงพร้อมๆกัน จนเขาไม่ทันตั้งตัว


            "อย่ามาดูถูกฉะ..อื้อ!!" ชาตรีกระชากหญิงสาวเข้าไปบดขยี้ปากอิ่มอย่างจาบจ้วง เขาสอดลิ้นเข้าไปในโพลงปากของหญิงสาวอย่างลงโทษ เขมิกากัดลิ้นหนาที่สอดเข้ามาในโพลงปากของเธออย่างแรง


            "โอ๊ยยย!!!" ชาตรีร้องอย่างเ๽็๤ป๥๪ พลางจับลิ้นที่ถูกกัด เขาจ้องเธอตาเขม็ง


            "อย่ามายุ่งกับฉัน! ต่างคนต่างอยู่" เขมิการีบวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว กลัวว่าเขาจะตามมาทัน เธอเดินกลับเข้าไปในห้องอาหารที่พ่อกับแม่ และอาเธอรออยู่


            "อ้าว ยัยเขม ทำไมไปนานล่ะลูก" แขไขเอ่ยถามบุตรสาว


            "เอ่อ พอดีเขมท้องเสียค่ะ เลยนานไปหน่อยขอโทษนะคะ" เธอพูดโกหกออกไป สักพักชาตรีก็เดินกลับเข้ามา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


            "ฉันนึกว่าแกตกส้วมไปแล้วสะอีก" ชาญวิทย์พูดแขวะลูกชายอย่างไม่จริงจังนัก


            "ขอโทษครับ พอดีผมเจอเพื่อนน่ะ ก็เลยคุยกันนาน" เขาพูดปดออกไป พลางเหลือบมองหญิงสาวที่ก้มหน้างุดๆ


            "เอ้าๆ มาทานข้าวกันต่อเถอะ" ชาญวิทย์เอ่ยชวนทุกคนทานข้าว กว่าจะคุยธุระกันเสร็จก็กินเวลาไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว ชาตรีทำหน้าเซ็งๆ อย่างเบื่อหน่าย


            "เอาล่ะ สรุปว่างานแต่งงานจะจัดขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้านะ ส่วนเ๱ื่๵๹สินสอดจะเรียกเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย ฉันไม่เกี่ยง" ชาญวิทย์เอ่ยบอกเพื่อนสนิท


            "ก็แล้วแต่แกจะเห็นสมควรละกัน แค่นี้แกก็ช่วยครอบครัวฉันมากพอแล้วนะ" มานพเอ่ยอย่างเกรงใจ


            "เอาน่า เราเพื่อนกันนะ มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกันสิ" ชาญวิทย์ตบบ่าเพื่อนอย่างไม่คิดอะไรมาก


            "ขอบคุณมากนะคะ" แขไขยกมือไหว้ขอบคุณ เธอติดหนี้บุญคุณครอบครัวของชาญวิทย์ หากเขาไม่ชวยครอบครัวเธอเดือดร้อนแน่นอน แม้มันจะต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีของลูกสาวเธอก็ตาม


            "เหอะ!" ชาตรีเค้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เอาแต่จ้องหน้าเขมิกานิ่ง แม้เขาจะไม่พูดแต่เธอก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังสมเพชเธออยู่


            "งั้นพวกเรากลับก่อนนะ" มานพเอ่ยบอกเพื่อนสนิท


            "เอาสิ ฉันก็จะกลับแล้วเหมือนกัน"


            "สวัสดีค่ะ" เขมิกายกมือไหว้ลาชาญวิทย์และชาตรี ชาญวิทย์มองเธออย่างเอ็นดู เขาคิดไม่ผิดที่เลือกเขมิกาให้แต่งงานกับชาตรี


            "ว่างๆก็แวะไปหาอาที่บ้านบ้างนะหนูเขม เดี๋ยวก็ต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นแล้วจะได้ชิน " เขาลูบหัวหญิงสาวอย่างเอ็นดู


            "ผมไปรอที่รถนะพ่อ อาแขไข อามานพ สวัสดีครับ" ชาตรีตัดบทอย่างรำคาญ เธอจะเสแสร้งทำเป็๲คนดีทำไม พ่อเขาอาจจะเชื่อ แต่เขาไม่เชื่อเธอเด็ดขาด


            "อย่าไปถือสาชาตรีเลย เขาก็เป็๲แบบนี้แหละ" ชาญวิทย์พูดปลอบหญิงสาว


            "ไม่เป็๲ไรค่ะ งั้นหนูลานะคะ" เธอยกมือไหว้อีกครั้งก่อนจะเดินออกไปพร้อมพ่อและแม่ของเธอ