ยอดเชฟกระทะเหล็กผจญภัยต่างโลก The Crescent Moon Cafe

    บทที่ 15 คุณแม่แสนสวย

    วันนี้อลันได้วัตถุดิบจากกิลด์มามากมายรวมทั้งเนยแข็งหรือชีสที่ทำจากนมของโคโดด้วย รสชาติดีเลยทีเดียวคล้ายๆ เชดดาร์ชีสเพียงแต่จะมีกลิ่นเข้มข้นกว่า น่าเสียดายถ้าหากว่าเขามีเตาอบกับพวกภาชนะเซรามิกสักหน่อยละก็ คงจะสามารถทำซูเฟล่ในระดับไฟน์ไดนิ่งได้เลยทีเดียว จะได้สมกับเป็นเมนูเปิดตัวของร้านเครสเซนต์มูนอย่างสมศักดิ์ศรี เขาคิดว่าจะลองขอให้กลออินทำให้สักหน่อยดีกว่าตอนนี้ก็ได้แต่ใช้กระทะเหล็กนี่ไปก่อนติดไฟในเตาฟืนตั้งกระทะย่างเบคอนด้วยเนยรอไว้ ขั้นตอนที่เขาทำเหมือนกับที่ทำซูเฟล่ไข่นุ่มปกติ แต่ว่าคราวนี้เขาใส่ชีสที่ทำจากนมของโคโดและเบคอนแวร์พิกลงไปผสมในไข่แดงด้วยเลยผสมเข้ากันดีแล้วพักไว้ จากนั้นก็ตีไข่ขาวด้วยตะกร้อมือที่ได้มาใหม่ด้วยความดีใจ ก่อนหน้านี้อลันก็ไม่เคยเห็นความสำคัญมาก่อน เป็นเรื่องธรรมดาคนเราถ้าไม่สูญเสียไปจะไม่เห็นความสำคัญของสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัว พอเทียบกับการตีไข่ให้ขึ้นฟูด้วยส้อมแล้วความสะดวกสบายที่ได้รับจากตะกร้อมือที่ธรรมดาสุดๆ นี่มัน...เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมพอตีไข่ขาวจนตั้งยอดดี ก็นำส่วนผสมไข่แดง โคโดชีส แวร์พิกเบคอน ที่เตรียมไว้มาผสมเข้าด้วยกันดีอย่างช้าๆ จากนั้นก็นำไปย่างในกระทะด้วยเนยประมาณ 4 นาทีจนขอบเป็นสีน้ำตาลก็เอาชีสโคโดหั่นเป็นเส้นๆ โรยลงไป ย่างไฟต่อจนชีสเดือดขึ้นฟองน่ากินก็ยกลงจาน ที่เป็นจานไม้แบนๆ โรยหน้าด้วยต้นหอม วางเคียงด้วยขนมปังมาสลินที่ปิ้งเล็กน้อย กับถั่วคั่วหอมๆ ซูเฟล่ไข่นุ่มใส่เบคอนและชีส (Omlette Souffle with bacon and cheese) ของร้านเครสเซนต์มูน ก็เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ
    “สวยมากเลย นี่ก็คือซูเฟล่เหรอ” เลเนอริลมองไปที่ถาดในมือของอลันอย่างหลงใหลทันที สีสันที่แต่งแต้มลงในจานนั้นผสมผสานกลมกลืนกันอย่างลงตัว สีครีมของไข่แซมด้วยสีแดงเข้มของเบคอน ตัดกับสีของจานไม้ราวกับงานศิลปะอันซับซ้อน เธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยตั้งแต่ที่อลันเริ่มทำอาหาร กลิ่นหอมเข้มข้นชนิดหนึ่งก็ลอยฟุ้งออกมาตลอดเวลา เลเนอริลอดไม่ได้ที่จะแอบกลืนน้ำลายเล็กน้อย กลิ่นหอมนวลของไข่ เบคอน และโคโดชีส ผสมรวมกันย่างด้วยเนยบนกระทะเตาถ่าน เพียงพอที่จะฆ่าคนที่กำลังหิวได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่ออลันเดินผ่านเธอไป ความคิดชั่วขณะหนึ่งเธออยากจะคว้าถาดนั่นมากินเดี๋ยวนั้นเลย“กลออิน นี่เบคอนแอนด์ชีสออมเลตต์ซูเฟล่ของคุณครับ” อลันวางถาดซูเฟล่ลงตรงหน้ากลออินพร้อมกับส้อมและมีด“โอ้ กำลังจะทนไม่ไหวแล้วทีเดียว หากท่านทำช้ากว่านี้ข้าคงจะขาดใจตายเพราะกลิ่นหอมนี้แน่ๆ” พอซูเฟล่มาวางตรงหน้าดวงตาของกลออินก็ไม่อาจขยับโดยสิ้นเชิง เขามองไปที่จานอาหารที่สวยงามตรงหน้าแล้วถอนหายใจเล็กน้อย เขาประหลาดใจที่อาหารของอลันดูจะน่าอร่อยขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เขาสั่ง เมนูที่ชื่อซุเฟล่นี่ราวกับจะเปลี่ยนแปลงได้ไม่สิ้นสุดหยิบส้อมและมีดขึ้นมาตักซูเฟล่เข้าปากอย่างช้าๆ เพิ่มลิ้มรสชาติของส่วนผสมทุกๆ ชนิดที่ผสมผสานกันอยู่ในคำนั้น สัมผัสนุ่มนวลที่ราวกับกำลังกินก้อนเมฆ รสชาติและความหอมเข้มข้นไหลรินของไปในคอของเขา ราวกับอยู่บนสวรรค์ รสชาติของชีสย่างยังทำให้เขาอยากกินเอลขึ้นมาอีกด้วย ซัดตามเข้าไปอึกใหญ่เอลรสชาติขมๆ ของเอลเข้ากันได้ดีกับชีสจริงๆหลังจากนั้น ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดวันก็ถูกลบหายไปอย่างรวดเร็วรู้สึกสบายเหมือนกับอายุน้อยลงสักสิบปี“มันอร่อย! อร่อยมาก! ไม่รู้จะพูดยังไงดี พูดได้แค่ว่ามันอร่อย ให้เคราดกตายเถอะ!” กลออินตะโกนขึ้นมาจากนั้นก็หยุดไม่ได้แล้ว ตักคำที่สอง ที่สามเข้าปากอย่างรวดเร็วเลเนอริลได้ยินเสียงในคอของเธออย่างชัดเจน เธอกลืนน้ำลายอีกแล้ว โชคดีที่อลันอยู่ห่างออกไปเขาไม่น่าจะได้ยินหรอกพอมองไปที่กลออินกำลังจ้วงซูเฟล่เข้าปากอย่างเพลิดเพลิน สีหน้าของเขาดูมีความสุขสุดๆ ทำให้เธอเริ่มหวั่นไหว เอามือล้วงไปในกระเป๋าเงินโดยไม่รู้ตัวนับดูมีเหรียญทองอยู่ 9 เหรียญและเศษเหรียญอื่นๆ อีกเล็กน้อย(หยุดเลยนะ เธอน่ะ ใช้เงินอีกไม่ได้แล้ว)ยิ่งมองไปที่หน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของกลออิน รู้สึกอิจฉาจนอยากกินอาหารในจานของเขา ความรู้สึกนี้ทำให้เธอตกใจมาก เป็นไปได้ยังไงกัน เธอรังเกียจคนแคระเหม็นๆ มาตลอด กลับอยากกินอาหารที่คนแคระกำลังกินอยู่!(เลเนอริลเธอเป็นเอลฟ์นะ มีความคิดแปลกๆ แบบนี้ได้ยังไง) เธอกัดฟันกำมือแน่นพยายามไล่ความคิดที่อยากจะเอาธนูยิงเจ้าคนแคระนี่แล้วแย่งอาหารเขา ออกไปจากหัวในที่สุดกลออินก็กินซูเฟล่จนหมด ไม่มีเหลือติดจานแม้แต่ถั่วเม็ดเดียว เขารู้ว่าเอลฟ์สาวแอบมองอยู่ตลอดเวลา เขากล้าสาบานว่าได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังมาอีกด้วย หัวเราะขึ้นอย่างพึงพอใจ"ฮาๆ อร่อยจริงๆ อร่อยจนอยากกินเคราลงไปด้วยเลยล่ะท่านอลัน ข้าขออีกที่นึงเถอะ" กลออินพูดพลางขยิบตามาให้เลเนอริลอย่างล้อๆ"ฮึ! " เลเนอริลหันหน้าไปอีกทาง ทิฐิและศักดิ์ศรีของเอลฟ์ทำให้เธอไม่สามารถยอมรับได้ สิ่งที่คนแคระบอกว่าดีมันจะดีได้ยังไง เธอยังคงพยายามสะกดจิตตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย(มันต้องไม่อร่อยแน่ๆ รสนิยมพวกคนแคระเชื่อได้ที่ไหนกัน!)กลออินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจระหว่างที่รอจานที่สองก็ซัดเอลเข้าไปอีกอึกใหญ่พวกเอลฟ์มักจะรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าอยู่ตลอดเวลานั่นล่ะ ก็แค่อายุมากเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอไง เมียเขายังสวยเซ็กซี่กว่าตั้งเยอะ กลออินไม่อยากจะถือสา เพราะตอนนี้เขากำลังดื่มด่ำกับรู้สึกที่มีกำลังมากขึ้นราวกับได้รับพร (Blessing) จากนักบวชชั้นสูงเลยทีเดียว วันนี้เขาทำเงินมากมายจากการซ่อมชุดเกราะให้กับทหารรักษาเมืองได้หลายชุด เพราะผลของเวทอกิลิตี้เพิ่มความคล่องแคล่วที่ได้รับจากการกินซูเฟล่เมื่อตอนกลางวัน น่าเสียดายที่ผลของมันคงอยู่เพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนซูเฟล่จานนี้ก็ได้รับเบลสซิ่ง ซึ่งเป็นเวทมนตร์ขั้นที่สามใช้สำหรับเพิ่มพละกำลังชั่วคราว ดูเหมือนว่าอาหารแต่ละจานของอลันจะมีผลของเวทมนตร์ไม่เหมือนกันเลย
    ......“ป๊ะป๋า ...” ตอนนั้นเองก็มีเสียงเด็กและไร้เดียงสาดังมาจากด้านหลังเคาน์เตอร์กลออินมองไปตามเสียงก็เห็นเอลิน่าตัวน้อยกำลังเดินลงมาจากชั้นบนด้านหลังเคาน์เตอร์ รู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เหตุผลที่ทำให้เขามาที่นี่นอกจากอยากมากินอาหารอร่อยๆ แล้วครึ่งหนึ่งน่าจะเป็นเพราะอยากมาเจอเด็กมนุษย์ตัวน้อยคนนี้ วันนี้ก็เลยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะมากินข้าวเอลิน่าตัวน้อยเดินงัวเงียลงมาจากห้องนอน ยังไม่ทันปรับสภาพสายตาดีมองเห็นเลเนอริลก็เอามือขยี้ตาครั้งหนึ่งอย่างไม่เชื่อสายตา ทันใดดวงตาก็เบิกกว้างอย่างตื่นเต้น พลางเอามือเขย่าเสื้อของอลันเบาๆ“ป๊ะป๋า นั่นคุณเอลฟ์ล่ะ”เลเนอริลได้ยินเสียงและมองไปที่เคาน์เตอร์ด้วยความประหลาดใจ เธอเห็นว่ามีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ในคนหนึ่งเดินเข้าไปหาอลันและยังเรียกเขาว่า ป๊ะป๋า อีกด้วย เด็กผู้หญิงที่มีดวงตาสีเหลืองอำพันหน้าตาน่ารักน่ากอดคนนี้ เธอรู้สึกชอบเอลิน่าทันทีที่เห็น ค่อนข้างยากที่จะได้เห็นเด็กในสังคมของเอลฟ์เพราะว่าอายุขัยอันยาวนานทำให้ไม่ค่อยมีการให้กำเนิดมากนัก ทำให้เผ่าเอลฟ์มีเด็กตัวเล็กๆ น้อยกว่าเผ่าอื่น และเพราะเอลิน่าตัวเล็กน่ารักเหมือนตุ๊กตาหมีน่ากอด ใบหน้าเล็กๆ เข้ากับนัยน์ตาสีเหลืองอ่อนส่องประกายสะท้อนแสงเทียนราวกับอัญมณี แก้มกลมป่องน่ารักนั่น เลเนอริลรู้สึกคันมืออยากจะหยิกแก้มเธอเล่น(ตัวเล็กน่ารักจังเลยน๊า)อลันเพิ่งเอาซูเฟล่จานที่สองออกมา หลังจากวางไว้บนโต้ะกลออินแล้วเขาก็หันมาหาเอลิน่าแล้วเสยผมขึ้น เขายิ้มและพูดว่า "เอลิน่าลูกตื่นเร็วจัง"“อืม เอลิน่าตื่นแล้ว แล้วก็หิวด้วย อยากกินซูเฟล่ที่ป๊ะป๋าทำจังเลย” เอลิน่าพูดแล้วเขย่าชายเสื้อของอลันแล้วกระซิบพูดต่อว่า"ป๊ะป๋าๆ เอลิน่าไม่เคยเห็นใครสวยขนาดนี้มาก่อนเลย เอลิน่าอยากมีคุณแม่แสนสวยเหมือนคุณเอลฟ์คนนี้” อลันนั่งยองๆ ตามแรงดึงของเอลิน่าได้ฟังก็อึ้งอ้าปากค้างไปหลายวินาที เสียงกระซิบของเอลิน่าเบา แต่ก็ไม่ได้เบาพอที่วู้ดเอลฟ์จะไม่ได้ยินหรอกนะ อดไม่ได้ที่จะหันไปทางเลเนอริลโดยไม่ตั้งใจแน่นอนว่าเลเนอริลได้ยินทุกอย่าง เธอเป็นวู้ดเอลฟ์และเป็นฮันเตอร์ที่มีพรสวรรค์ คำพูดของเอลิน่าทำให้เธออึ้งไปเล็กน้อยอดไม่ได้ที่จะมองไปทางอลันเห็นแววตาเขาก็มองมาเช่นกัน สลับกับสายตาที่คาดหวังของเด็กผู้หญิงที่แสนน่ารักเห็นแล้วอยากจับเธอแต่งตัวเสียเหลือเกิน ความรู้สึกของเลเนอริลตอนนี้ค่อนข้างสับสนเล็กน้อยจากกลิ่นอายพลังเวทที่แผ่ออกมาจากตัว เด็กน้อยแสนน่ารักคนนี้น่าจะเป็นลูกครึ่งเผ่ามนุษย์สัตว์ไม่ผิดแน่ และการที่เธอเป็นลูกสาวของเขา ซึ่งหมายความว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมีคนรักเป็นผู้หญิงเผ่ามนุษย์สัตว์ ทำให้เลเนอริลรู้สึกทึ่งเล็กน้อย ตามที่เธอรู้มาเผ่ามนุษย์สัตว์กินเนื้อส่วนใหญ่ล่ามนุษย์กินเป็นอาหารโดยเฉพาะเผ่าหมาป่าและสิงโตเลเนอริลคิด คงไม่อาจตอบสนองความหวังของเธอได้หรอก วู้ดเอลฟ์มีอายุขัยที่ยาวนานนับพันปีอย่างพวกเธอแทบไม่เคยคบหากับมนุษย์เป็นเพื่อนเสียด้วยซ้ำ ความเจ็บปวดที่ต้องทนเห็นคนที่รักแก่ตายไปเรื่อยๆ ต่อหน้ามันทรมานเกินไป ถึงจะเคยเกิดเรื่องราวอันโรแมนติกแบบนี้ขึ้นอยู่บ้างแต่ก็มักจะจบลงด้วยความเศร้า ถึงแม้ว่ามนุษย์ผู้ชายที่นั่งยองๆ กำลังมองมาอยู่นี้จะมีบรรยากาศที่อบอุ่นแปลกๆ ทำให้เธอใจเต้นอยู่เล็กน้อยก็ตามแต่แววตามุ่งหวังของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังจ้องมาทางนี้ก็ทำให้เธอใจละลาย อดส่งยิ้มให้เธอไม่ได้ พูดว่า“ถ้าเธอต้องการละก็ เรียกฉันว่าคุณแม่ก็ได้นะ”



    error loaded Omelette Souffle with Kodo Cheese and Werepig Bacon