“สองร้อยหนึ่ง!”
“สองร้อยสอง~!”
“สองร้อยสาม~!!!”
เสียงร้องะโของเหล่านักเรียนดังก้องไปทั่วค่ายฝึกหลังจากพวกเขาปล้นอาหาร ไม่ได้อยู่ในห้องพักตามคำสั่ง จึงถูกครูฝึกลงโทษอย่างหนัก แม้พวกเขาจะวิดพื้นจนเหนื่อยล้ากลับไม่ได้พักถูกเปลี่ยนให้ลุกนั่งสลับกับวิ่งไปรอบๆแทน จากเดิมการฝึกจะเกิดขึ้นใน่เช้ามันกลับถูกใช้ใน่กลางดึก ทำให้พวกเขาเหนื่อยใจแทบขาด
“วิ่ง วิ่งให้เร็วกว่านี้ เร็วให้เหมือนที่พวกแกพุ่งเข้าไปขโมยข้าว~!”
ครูฝึกร้องตามหลังมองจ้องดูนักเรียนวิ่งไปตามสนามที่มีสิ่งกีดขวางหลายอย่าง เหล่าทหารที่มาใช้บริการโรงอาหารของค่ายฝึกต่างยืนล้อมมองจ้องการฝึกและการลงโทษที่กำลังจะเกิดด้วยความพอใจ นอกจากจะมองแล้วพวกเขายังเตรียมช่วยเหลือคนที่หมดสติออกจากการลงโทษและการฝึกในคืนนี้อีกด้วย
“ร้องดังๆ ร้องะโให้เพื่อนของพวกแกที่แอบหลบซ่อนออกมารับโทษกับพวกแก ร้องดังๆ~!”
แอชเชอร์มองดูเพื่อนที่กำลังวิ่งเข้ามาถึงโค้งที่เขาหลบซ่อนตัว อาหารมื้อนี้นับว่าช่วยเขาให้ลดความกระหายลงได้มาก หากมันไม่เค็มเขาจะให้คะแนนของมันเต็มสิบ กระทั่งจำนวนนักเรียนวิ่งมาถึงโค้งที่แอชเชอร์หลบอยู่นี้เอง เสียงะโน้ำจากเหล่านักเรียนก็เริ่มดังขึ้นอย่างถี่รัว แอชเชอร์ที่เห็นดังนั้นเขาจึงใช้สกิลพุ่งลงไปในน้ำปะปนไปกับคนอื่นๆ โดยไม่มีใครจับได้ เพื่อนร่วมห้องพักที่ไม่เจอเขาในครั้งแรกจะทำได้เพียงสงสัยเท่านั้นว่าเขาเข้ามาตอนไหน แต่จะไม่มีใครกล้าถามถึงตำแหน่งที่เขาไปหลบซ่อนตัวพึ่งปรากฎออกมา
การลงโทษดำเนินไปเรื่อยๆ แอชเชอร์ไม่ได้คิดอะไรมาก ยิ่งเขาได้วิ่งและได้รับการลงโทษร่างของเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันจึงเป็ผลดีมากกว่าผลเสีย กระทั่งพระอาทิตย์ค่อยๆเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า เหล่านักเรียนที่ไม่ได้นอนกลับเอาแรงมาวิ่งรับโทษต่างก็เริ่มง่วงนอนจากแรงที่หมดลงไป
“ฉันจะให้เวลาพวกแก 10 นาที อยากจะหลับตาทำอะไรใน 10 นาทีก็เชิญ~!”
เสียงเหมือน์ลงมาโปรดทำเอาเหล่านักเรียนที่กำลังอยู่ในท่าเตรียมวิดพื้นล้มตัวลงนอนไม่สนใจใดๆทั้งสิ้น บางคนที่เหนื่อยมาทั้งคืนเลือกที่จะหลับ แม้จะมีเวลาเพียง 10 นาทีพวกเขากลับคิดว่ามันดีกว่าไม่ได้อะไร
แอชเชอร์ที่อยู่ในกลุ่มเขาเลือกที่จะหลับตานอนเช่นเดียวกัน จากประสบการณ์ 10 นาทีในเช้านี้มันจะยาวนานมากเพราะครูฝึก้าให้พวกเขาได้พัก จากนั้นการลงโทษจึงจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง หากเขาเดาไม่ผิด 10 นาทีเช้านี้อาจจะนานถึง 2 ชั่วโมง ใครก็ตามที่เลือกนอนจะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ถึงอย่างนั้นทุกคนกลับไม่ได้เลือกที่จะนอนหลับ แต่ร่างกายของพวกเขาถูกกระตุ้นให้หลับ ดังนั้นเช้านี้ก่อนฟ้ากำลังสว่างนักเรียนนับพันจึงพากันหลับที่สนามกลางค่ายฝึก
“ให้ตายสิ เล่นเอาง่วงไปด้วยเลย”
ครูฝึกเดินจากไปไกลปล่อยให้นักเรียนได้พัก ส่วนตัวของเขาเดินไปยังโรงอาหารเพื่อหาข้าวเช้ากิน วันนี้จะเป็วันที่แปลกใหม่ในค่ายฝึก การทานอาหารของเขาและนักเรียนจะต่างจากทุกวันที่ผ่านมา หลังจากผ่านหลายๆอย่างที่ทางค่ายฝึกจัดขึ้น
“ไปกันเถอะ เราก็ควรจะแยกย้ายกันได้แล้ว”
ผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการที่มองดูการลงโทษมาทั้งคืนแยกย้ายกันกลับไปยังห้องของพวกเขาเพื่อพักผ่อน ตอนนี้ทุกๆอย่างที่สำคัญหมดลงแล้ว พวกเขาได้เห็นหลายอย่างที่อยากเห็นจนพอจะรู้ความคิดของแอชเชอร์ไม่มากก็น้อย ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังต้องถามแอชเชอร์อีกทีเพื่อดูว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับแอชเชอร์คิดจะเหมือนกันหรือไม่ การดับไฟ การชิงหม้อข้าว การวางหม้อข้าวเอาไว้ให้เพื่อน ทุกๆอย่างพวกเขาอยากรู้จากปากแอชเชอร์ว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร พวกเขาไม่เชื่อว่าแอชเชอร์จะรักพวกพ้องถึงขั้นแบ่งข้าวให้ทุกคนแบบนี้ มันจะต้องมีแผนอะไรซ่อนเอาไว้แน่นอน
“ตื่นๆ พวกแกจะนอนไปถึงเมื่อไหร่กัน~!”
เสียงร้องของครูฝึกปลุกเหล่านักเรียนให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล บางคนสะดุ้งขึ้นมาด้วยความใกลับมาอยู่ในท่าเตรียมวิดพื้น ยังดีที่ระบบภายในค่ายฝึกใช้การจำลองแสงของพระอาทิตย์เทียมทำให้พวกเขาไม่ได้ไหม้เกรียมจากแสงพระอาทิตย์ที่ส่องมาในตอนเที่ยงวัน
“ทั้งหมดลุก แถวตรง~!”
เหล่านักเรียนรีบลุกตามคำสั่ง พวกเขาใมากเพราะจำได้ว่าตัวเองได้รับโอกาสให้พักเพียง 10 นาทีเท่านั้นแต่แสงของแดดเทียมในตอนเที่ยงวันกลับทำให้พวกเรารู้ว่าเวลาพักที่ผ่านมามันไม่ใช่ 10 นาทีแต่เป็หลายชั่วโมง
“แถวหน้ากระดานเรียง 5 ทั้งหมดจัดแถว~!”
การเข้าแถวเริ่มต้นขึ้น ทุกๆคนล้วนแล้วมีสภาพไม่ต่างจากขอทาน เสื้อผ้าหน้าผมล้วนเต็มไปด้วยดิน การลงโทษที่เกิดขึ้นพวกเขาได้ลงทั้งน้ำ ได้คลานไปกับพื้น กลิ้งไปกับทราย มุดเข้ากองใบไม้แห้งจึงไม่มีใครอยู่ในสภาพดี กระทั่งพวกเขาจัดแถวได้นี้ครูฝึกก็ออกคำสั่งที่ทำให้พวกเขาหลายคนสงสัยแต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม
“ซ้ายหัน หน้าเดิน~!”
แถวของนักเรียนค่อยๆเดินตรงไปยังทิศทางของโรงอาหารหลายคนเริ่มวิตกกังวลกลัวว่าครูฝึกจะพาเดินไปดูผลงานที่เกิดในตอนกลางคืนที่ผ่านมา จากการปะทะระหว่างนักเรียนและครูฝึกรวมไปถึงทหารที่มาสังสรรค์ มีหลายคนที่ต้องเข้าห้องพยาบาล อย่างไรก็ตามเมื่อทุกๆคนเดินเข้าไปในโรงอาหารสิ่งที่พวกเขาเห็นกลับต่างออกไป
โต๊ะ เก้าอี้ ที่พวกเขาจำได้ว่าวิ่งชนจนล้มระเนระนาดถูกจัดให้เป็ระเบียบ ของที่แตกหักล้วนถูกเปลี่ยนเป็ตัวใหม่ ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังเห็นหม้อใบใหญ่หลายใบวางเรียงกันอยู่ฝั่งทิศเหนือของโรงอาหาร โดยมีทหารกำลังสวมใส่ผ้ากันเปื้อนเหมือนจะรอตักข้าวเหล่านี้
“พวกแกเดินมานี่ ตรงนี้ตัดเข้าไปยังฝั่งนั้น เร็วหน่อยเดี๋ยวข้าวจะเย็นก่อน”
ครูฝึกตัดแถวแบ่งจำนวนนักเรียนให้เข้าไปนั่งล้อมโต๊ะแต่ละตัว เมื่อพวกเขาได้ยินทุกๆอย่างจากปากครูฝึกหลายคนถึงขั้นกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ร้องไห้ออกมา แต่ก็ไม่สามารถส่งเสียงได้ จึงมีเพียงแค่น้ำตาที่กำลังไหลหลังจากได้รู้ว่าพวกเขาจะได้กินข้าวจริงๆแล้ว กินโดยไม่มีความผิด กินให้อิ่มโดยไม่ต้องกังวล
แอชเชอร์ที่อยู่ในแถวเขาก็เริ่มทำตามคำสั่งของครูฝึกพร้อมกับเรียนรู้ระเบียบการกินข้าวในโรงอาหารแห่งนี้จากการร้องะโของครูฝึกและทหารที่ออกมาแสดงวิธีการที่ถูกต้องตรงตามระเบียบที่พวกเขาปฎิบัติ กระทั่งทุกๆคนได้รู้วิธีการนั่งรอและวิธีการรับข้าว แถวแรกของโต๊ะก็เริ่มลุกเดินต่อแถวกันไปรับจากจากนั้นก็เดินผ่านหม้อแกงหลายหม้อที่มีทหารยืนรอตักข้าวให้พวกเขา
“ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ”
เสียงกล่าวขอบคุณดังขึ้นเป็่ๆ มันเป็เสียงที่ดังกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา กระทั่งการรับอาหารของเหล่านักเรียนได้ครบทุกคนนั้น พวกเขาก็นั่งตัวตรงรอรับฟังคำสั่งจากครูฝึก
“กินให้อิ่ม กินให้อร่อย ต่อจากนี้ไปข้าวเช้า ข้าวเที่ยง ข้าวเย็น พวกแกจะต้องมากินที่นี่ กินพร้อมกัน จะไม่มีใครได้กินก่อนหรือกินหลัง ส่วนเื่ที่พวกแกทำเมื่อคืนนั้นยังคงมีความผิดที่ขัดคำสั่งฉัน หลังจากที่กินเสร็จแล้วพวกแกจะต้องได้รับโทษ ทราบ~!”
“ทราบ~!”
เสียงร้องะโดังฟังชัดส่งออกมาจากเหล่านักเรียนแม้พวกเขาจะรู้ว่าต้องได้รับโทษอีกกลับไม่มีใครบ่นเนื่องจากทุกๆคนได้รับข้าวอย่างที่พวกเขาอยากได้
“เอาล่ะเชิญ~!”
“ขอบคุณครับ~!”
สิ้นเสียงกล่าวขอบคุณนักเรียนเตรียมทหารต่างลงมือกัดกินเนื้อในจานพร้อมกันตักข้าวคำใหญ่ คนไหนที่คิดถึงรสชาติซุปพวกเขาก็ซดเป็คำแรก ภายใต้การกินอาหารด้วยความตะกละตะกลามนี้เอง แอชเชอร์ได้ลองชิมอาหารทุกๆอย่างก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเมื่อมันไม่ได้เค็มเหมือนเมื่อคืน
“แอชเชอร์ แอสลาส”
เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำเอาแอชเชอร์สะดุ้งใ เมื่อรู้ตัวว่าครูฝึกเข้ามาใกล้เขา
“หลังจากกินข้าวเสร็จให้แกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นไปรอที่หน้าตึกวิจัย ”
“ทราบ~!”
แม้จะงุนงงเล็กน้อยเกี่ยวกับการที่เขาไม่จำเป็ต้องรับโทษ แอชเชอร์ก็พอจะรู้ได้ว่าการแยกตัวของเขาน่าจะเป็เพราะการซิงโครไนซ์ระดับ S ดูเหมือนนักวิจัย้าจะทำบางอย่างกับเขา กระทั่งกับข้าวหมดเขาก็รีบนำจานไปเก็บจากนั้นก็กลับไปอาบน้ำเดินไปรอที่หน้าตึกวิจัยตามคำสั่งของครูฝึก แม้การกระทำของแอชเชอร์จะทำให้เพื่อนสงสัยที่ไม่ต้องรับโทษร่วมกัน แต่พวกเขาก็เลิกที่จะอยากรู้อยากเห็นเมื่อรู้ทิศทางที่แอชเชอร์เดินตรงไป
“โอ้ว มาแล้วสินะ มาๆเข้ามาเลย~!”
นักวิจัยเปิดประตูออกมาพบเข้ากับแอชเชอร์ที่กำลังยืนตรง เขาจึงถูกเชิญเข้าไปในตึกอย่างรวดเร็ว กระทั่งการเดินตามหลังของแอชเชอร์มาถึงห้องๆหนึ่งที่เต็มไปด้วยกระเบื้องสีขาวและอุปกรณ์บางอย่างคล้ายกับกล้องติดเอาไว้หลายมุมของห้อง เขาก็ถูกสั่งให้ยืนตรง
“สงสัยไหมว่าทำไมนายถึงต้องมาที่นี่”
“สงสัยครับ”
“ไม่มีอะไรมาก นายก็แค่ต้องได้รับการฝึกพิเศษสักหน่อย แต่ทางเรากลับไม่มีเครื่องมือดีขนาดนั้น จึงทำได้เพียงเท่านี้ อธิบายเลยก็แล้วกัน ชุดเกราะที่นายจะต้องสวมใส่มันเป็ชุดเกราะที่เชื่อมต่อเข้ากับกล้องทั้ง 10 ตัวภายในห้องแห่งนี้”
“ผมต้องทำอะไรอย่างนั้นเหรอครับ”
“นายไม่ต้องทำอะไรมาก แค่สู้กับสิ่งที่โปรแกรมสร้างขึ้นมา เดิมทีนายจะเหมือนฟันอากาศ แต่ชุดเกราะนี่จะคอยปรับแต่งหลายอย่างให้นายรู้สึกสมจริง หากนายฟันถูกภาพฉายมอนสเตอร์ มันจะสั่นสร้างแรงปะทะไม่ต่างจากการฟันของจริง เพราะงั้นจงสู้ไปเรื่อยๆ”
“มีอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมผมถึงต้องฝึกแบบนี้”
“ไม่มีอะไรมาก ผู้บัญชาการเพียง้าให้นายที่เป็ระดับ S เกิดความคุ้นชินให้ได้มากที่สุดก่อนจะถูกส่งตัวไปยังค่ายฝึกพิเศษ”
“มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ เหมือนพวกคุณดูจะเร่งรีบ”
แอชเชอร์เกิดความสงสัย เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองไม่จำเป็ต้องทำอะไรนอกจากฝึกร่วมกันกับเพื่อนจนกว่าจะถึงวันส่งตัวไปยังค่ายฝึกพิเศษ ตัวของเขากลับถูกแยกออกมาฝึกเดี่ยว เหมือนกับมีเื่บางอย่างกำลังจะเกิดแล้วกองทัพ้าพลังของระดับ S อย่างเขา
“เื่นั้นผู้บัญชาการจะตอบนายเองเมื่อถึงเวลา ตอนนี้สิ่งที่นายต้องทำมีเพียงสองอย่าง หนึ่งปรับตัวให้ชินกับชุดเกราะ สองฆ่าทุกๆอย่างที่ปล่อยเข้ามาในห้องนี้”
“เดี๋ยวก่อน ฉันขอพูดกับเขาสักหน่อย ”
แอชเชอร์ทำความเคารพผู้บัญชาการที่เดินเข้ามาในห้อง พลางปล่อยให้นักวิจัยสวมชุดเกราะให้กับเขา