ด้วยความที่ฮ่องเต้ก็ทรงเป็นชายชาติทหารมาตั้งแต่ยังทรงเป็นองค์รัชทายาท บุคลิกขององค์ชายรองล้วนถ่ายทอดมาจากพระบิดาแทบทุกกระเบียด ทรงมีบุคลิกเข้มแข็ง เก็บความรู้สึก จึงมีเพียงคนที่ตั้งใจสังเกต ที่จะเห็นน้ำพระเนตรเอ่อคลอเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่แสดงออกให้เห็นว่าทรงเสียพระทัย ก่อนจะหายไปแทบจะเกือบทันที
ฮ่องเต้ทรงสั่งการกับท่านราชเลขา ก่อนจะหันไปหาองค์ชายสาม ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หากน้ำเสียงอ่อนโยน
“เจ้าสาม...”
ไป๋หลงหลินคุกเข่าลงกับพื้น ก่อนจะกราบทูลด้วยรู้พระทัยว่าฮ่องเต้ทรงกังวลสิ่งใด
“หม่อมฉันก็เสียใจพระเจ้าค่ะ อย่างไรเสด็จพี่ใหญ่ก็เป็นพี่ชายร่วมครรภ์มารดากับหม่อมฉัน แต่พี่ใหญ่เลือกเดินทางผิด ทำสิ่งที่ผิดทั้งศีลธรรม และผิดต่อเสด็จพ่อ ผิดต่อสายเลือด เพราะเห็นแก่อำนาจ หม่อมฉันก็คงช่วยอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ด้วยน้ำตาเอ่อคลอ ก่อนจะหันมาทางไป๋หลงหลาน “แล้วหม่อมฉันก็ทรยศเสด็จพี่รองไม่ได้เช่นกัน เสด็จพี่รองทรง ‘เป็นพี่ชาย’ ให้หม่อมฉันมาตลอดชีวิต ทรงทำตัวเป็นมากกว่าพี่ชายแท้ๆ ของหม่อมฉันเสียอีก อดีตฮองเฮาเองก็ทรงเมตตา ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่หม่อมฉันเสมือนพระโอรสอีกคน ไม่ต่างจากเสด็จพี่รองเลย พี่รองเคยสอนหม่อมฉันเมื่อนานมาแล้วว่า ‘สายน้ำแห่งชีวิตที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน...ตัดกันไม่ขาด’ ที่สำคัญหม่อมฉันไม่เคยอยากได้บัลลังก์ ไม่เคยคิดช่วงชิง ด้วยหน้าที่ ความรับผิดชอบที่เสด็จพ่อทรงมอบหมายให้ดูแล หม่อมฉันก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมากแล้วที่ได้รับความไว้วางพระทัยให้ดูแลงานสำคัญ ได้ทำงานเพื่อแผ่นดิน หม่อมฉันพอใจแล้วพระเจ้าค่ะ และหม่อมฉันสาบานว่าทั้งหมดนี้ เป็นความจริงจากหัวใจของหม่อมฉันพระเจ้าค่ะ”
องค์ชายสามเอ่ยทั้งหมดในขณะที่คุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้
ฮ่องเต้ยื่นมือที่สั่นเพียงเล็กน้อย ไปลูบศีรษะของไป๋หลงหลิน ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเครือเพียงเล็กน้อย
“...’พ่อ’ ขอบใจเจ้ามาก อย่างน้อยพ่อก็ยังมีลูกที่ดี และเก่งมากๆ ถึงสองคนให้ชื่นใจ พ่อดีใจที่เจ้ารู้ว่าพ่อมอบหมายเรื่องสำคัญมากให้เจ้าดูแล เพราะพ่อเชื่อใจ เชื่อในความสามารถ และไว้ใจเจ้าไม่แพ้หลงหลาน เรื่องปากท้องของประชาชน และเรื่องการค้าของแผ่นดินเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องการทหาร ซึ่งพ่อภูมิใจในฝีมือของเจ้ามาก เจ้าทั้งสองคนคือเสาหลักของแผ่นดินในอนาคต” จำไว้นะ...ในฐานะพ่อ พ่อย่อม ‘รัก’ ลูกทุกคนเหมือนกัน แต่ในฐานะฮ่องเต้ พ่อก็ต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ต้องเลือกใช้คนที่ถูกต้อง การปกครองและแผ่นดินมันถึงจะอยู่รอด ปลอดภัย สงบสุข เพื่อราษฎรที่มีความสุข...ลุกขึ้นเถอะ” ทรงใช้สองแขนประคองไป๋หลงหลินให้ยืนขึ้น ก่อนจะเข้าไปกอดเขา และไป๋หลงหลินกอดตอบ ฮ่องเต้ในเวลานี้ดูเหมือนชายชราที่อบอุ่นผู้หนึ่ง จ้าวรั่วซีกับไป๋หลงหลานยังอดยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้
“เราต้องรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะข่าวลือจะกระพือไปไกล แล้วจะแก้ไขลำบาก ประชาชนจะไม่รู้ว่าจะเชื่อถือใครได้อีก” ทรงหันมาทางจ้าวรั่วซี แล้วทรงถาม “เมื่อสักครู่หลงหลานเล่าว่าเจ้าเคยแอบเข้าไปดู จดหมายสั่งการปลอมที่เว่ยซิงหยวนใช้เป็นหลักฐานใช่หรือไม่”
“ใช่เพคะ”
“เช่นนั้น เจ้ายังจำว่ามันเก็บของไว้ที่ไหนได้หรือไม่”
“จำได้เพคะ”
“งั้นข้าจะนำทหารเข้าไปคืนนี้เลย ไม่ให้ทันตั้งตัว ไหนจะเรื่องกลุ่มพยัคฆ์ดำที่เจ้าเล่ามา หากเราไม่เข้าไปเอามา มันก็จะไม่ได้เปิดโปง...ว่าแต่...เจ้าไหวหรือไม่สนมจ้าว”
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ” แม้ใบหน้าซีดเซียว แต่ดวงตามุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวฉายชัด
ความชื่นชมฉายผ่านแววพระเนตรฮ่องเต้...ถึงจะรอมานานมาก แต่เจ้ารองมันเลือกลูกสะใภ้ได้ไม่เลวทีเดียว
“เช่นนั้น หม่อมฉันจะให้ลู่เจ๋อลอบเข้าไปหาสายของหม่อมฉัน ให้เขาเตรียมพาเสด็จพ่อเข้าไปในห้องนั้นพระเจ้าค่ะ เพราะหากเว่ยซิงหยวนต้องโทษแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นที่ต้องอยู่ที่นั่นอีกแล้ว” ไป๋หลงหลานกราบทูล ก่อนจะหันไปสั่งลู่เจ๋อ “เจ้ารีบไปเตรียมตัวกับสายของเราให้เขาเตรียมเก็บของ แล้วคอยรอรับพวกเรา เจ้ามีเวลาประมาณครึ่งชั่วยามก่อนที่เสด็จพ่อจะเสด็จไปถึง คิดว่าทันหรือไม่”
“จวนนั้น ใกล้กับที่นี่ ครึ่งชั่วยามน่าจะเพียงพอ หม่อมฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ
“ท่านแม่ทัพก็อยู่ที่นี่ด้วยใช่ไหม ข้าจะไปเยี่ยมเขาสักหน่อย พวกเจ้าเตรียมเรื่องการพิสูจน์จดหมายปลอมนั่นในท้องพระโรงพรุ่งนี้เถอะ จับเว่ยซิงหยวนไปก่อน แล้วค่อยไต่สวนในวันพรุ่งนี้” แล้วทรงหันไปพยักหน้าเรียกนายทหารคนสนิทของท่านแม่ทัพ “ไป...เจียงเว่ย เจ้าไปหาท่านแม่ทัพกับข้า”
“พระเจ้าค่ะ/เพคะ” ทั้งสามคนรับคำพร้อมกัน
ฮ่องเต้พร้อมทหารรักษาพระองค์ และไป๋หลงหลานกับจ้าวรั่วซี บุกไปถึงจวนอัครมหาเสนาบดี โดยไม่ให้เว่ยซิงหยวนได้ทันตั้งตัว
“หากท่านบริสุทธิ์ใจ ให้ข้าตรวจสอบเสียหน่อยคงมิเป็นไรกระมัง ท่านอัครมหาเสนาบดี” ทรงเอ่ยประชดขุนนางเก่าแก่ ที่พระองค์พยายามมองข้ามการวางอำนาจบาตรใหญ่ของเขามาตลอด เพราะเห็นแก่การที่รับราชการมาตั้งแต่สมัยพระองค์ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ และความเป็นพระญาติของพระสนมเอก แต่ความอดทนก็มีขีดจำกัด วันนี้ทรงถึงจุดที่จะไม่ทนอีกต่อไป
พ่อบ้านซึ่งเป็นคนของไป๋หลงหลาน ได้นำเสด็จฮ่องเต้และทุกคนไปยังห้องทำงานของเว่ยซิงหยวน จ้าวรั่วซีทำเป็นขยับโน่นนี่ จนสุดท้ายมาขยับรูปภาพเพื่อเปิดช่องลับ โชคดีที่จดหมายสั่งการปลอมและกล่องตราประทับพยัคฆ์ดำยังคงอยู่ที่เดิม
ฮ่องเต้จึงสั่งให้ทหารจับตัวเว่ยซิงหยวนไปไว้ที่คุกหลวง แบบขังโดดเดี่ยวพร้อมทหารอารักขาอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันการฆ่าปิดปาก และให้นำเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันรุ่งขึ้นทันทีโดยไม่ฟังเสียงอุทธรณ์ขอความยุติธรรมจากขุนนางเฒ่า
“ข้าไม่ได้มีราชโองการให้จับหลงหลาน เจ้ายังอ้างคำสั่งข้าไปจับ ‘พระราชโอรส’ เอาไปขังคุกหลวงโดยยังไม่ได้ใต่สวนเช่นกันมิใช่หรือ ข้าเป็นฮ่องเต้ จะทำเช่นนั้นบ้างจะเป็นอะไร” ทรงรับสั่งตรงๆ จนอีกฝ่ายเถียงไม่ออก ต้องยอมจำนนให้ทหารคุมตัวกลับไปอยู่ในคุกหลวง
***
ฮ่องเต้เรียกประชุมขุนนางในวันรุ่งขึ้นทันที เพื่อพิจารณาคดีขององค์ชายรอง โดยมีราชเลขาเป็นผู้รายงานผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุฆาตกรรม และสืบคดีเรื่องจดหมายสั่งการปลอม
องค์ชายกราบทูลอธิบายถึงความแตกต่างของตราประทับจริงกับปลอม รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ของหอจดหมายยุทธศาสตร์ทหารนำจดหมายสั่งการเก่าๆ ของพระองค์ย้อนหลังสามและห้าปี มาเพื่อเปรียบเทียบให้เป็นที่ประจักษ์ต่อหน้าขุนนางทุกคน จนไร้ข้อกังขา
เมื่อพิสูจน์ได้ว่าองค์ชายไม่ได้เป็นกบฏ จึงถึงคราวพิจารณาคดีของอัครมหาเสนาบดี ที่ให้การซัดทอดไปถึงองค์ชายใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลัง และเป็นผู้ที่ปลอมราชโองการสั่งประหาร สั่งการให้สังหารองค์ชาย พระสนมจ้าวรั่วซี และลู่เจ๋อ โดยมีองค์ชายสามเป็นพยาน และยังมีหลักฐานการสั่งการฆ่าเสนาบดีหยวนเสี้ยวเพื่อป้ายสีให้ไป๋หลงหลาน โดยที่ฮ่องเต้ทรงสั่งการให้เจียงเว่ยไปจับตัวชายสี่นิ้วมาจากจวนขององค์ชายใหญ่ แล้วนำมาปรากฏกายในท้องพระโรง ทำให้ทั้งองค์ชายใหญ่ และอัครมหาเสนาบดีไม่สามารถแก้ต่างได้
นอกจากคดีป้ายสีองค์ชาย ยังมีคดีฆาตกรรมขุนนางผู้ใหญ่ถึงสองคนด้วยกันที่เชื่อมโยงไปสู่กลุ่มพยัคฆ์ดำ และเป็นที่ฮือฮาก็คือหลักฐานรายชื่อคนในกลุ่มนั้น ที่ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านราชเลขาเปิดโปงรายชื่อขุนนางที่อยู่ในสมุดเล่มนั้น พร้อมให้ปิดท้องพระโรงและให้ทหารจับกุมตัวในทันที
---------------------------------------
สนุกกันมั้ยคะ? ส่งเสียงบอกกันด้วยน้า
~ เลิฟๆ