บทที่ 3 ชีวิตใกล้จะถึงจุดจบ
ขณะกำลังครุ่นคิด จ้าวหนิงเยว่ก็เอามือยันกำแพงแล้วหันไปมองทางขวา ทว่าก่อนจะมีโอกาสได้เห็นสถานการณ์ภายในห้องนั้นอย่างครบถ้วนชัดเจน หลินชี่หยางกลับก้าวเข้ามาโอบร่างเธอไว้
“เธอไม่เหมาะที่จะเห็นอะไรพวกนี้หรอกนะ ฉันอยู่ตรงนี้แล้วอย่ากังวลไปเลย ฉันจัดการพวกจางหวางป้าเรียบร้อยแล้ว” หลินชี่หยางยิ้มมุมปาก จิ้มนิ้วไปที่ปลายจมูกบนใบหน้างดงามของจ้าวหนิงเยว่
ใบหน้าของเธอแดงก่ำซับสีเืในทันที
‘น่าขายหน้าจริง ทำอย่างกับว่าฉันคือเด็กน้อยไปได้’
“ฮึ่ม... ในวันนี้คุณก็ทำได้ไม่เลวนักหรอก ฉันจะละเว้นให้ไปก่อนก็แล้วกัน แต่ถ้าคุณก่อเื่ขึ้นอีกละก็… ระวังตัวไว้ได้เลย!” จ้าวหนิงเยว่ขู่ด้วยใบหน้าดึงดูดชวนหลงใหล
ชายหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ เพราะในความทรงจำที่ผ่านมา น้องสะใภ้ตัวน้อยคนนี้มักจะรังเกียจและดูถูกเ้าของร่างเสมอ ไม่เคยแสดงท่าทางเขินอายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ามาก่อน
หลินชี่หยางมองไปที่ภรรยาของตน
ถึงแม้จะทราบถึงรูปลักษณ์ของเธอจากความทรงจำเ้าของร่างเดิมแล้ว แต่ตัวจริงของภรรยาก็ยังทำให้หลินชี่หยางอดตกตะลึงในเสน่ห์ชวนลุ่มหลงนี้ไม่ได้
ความงามของจ้าวหนิงเยว่อยู่ในขอบเขตของความอ่อนหวาน น่ารัก เยาว์วัยและบริสุทธิ์
ผิดกับความงามของจ้าวหนิงซีซึ่งกระเดียดไปทางร้อนแรงเย้ายวน เต็มไปด้วยเสน่ห์ในแบบของผู้ใหญ่ แถมปัจจุบันพอเธอเมามายไม่ได้สติ เกราะความเ็าที่เคยสวมใส่เอาไว้ในทุก ๆ วันจึงมลายหายไปจนหมดสิ้น ส่งเสริมเค้าลางความยวนใจให้ยิ่งเข้มข้นเข้าไปใหญ่
เขาช่างโชคดีเสียเหลือเกิน
หลินชี่หยางอารมณ์ดี ก้าวไปข้างหน้าแล้วอุ้มจ้าวหนิงซีขึ้นมาแนบอก
จ้าวหนิงซีคนที่เมาจนแม้แต่จะให้ยืนก็ยังไม่มั่นคง
ดังนั้นต่อให้หลินชี่หยางจะยังไม่ทันได้โอบกอดเธออย่างเต็มที่ หญิงสาวก็ทำท่าทีคล้ายหาหลักยึด ก่อนซุกซบลงไปบนกายของหลินชี่หยางด้วยตัวของเธอเองแล้ว
ผิวกายนั้นเนียนนุ่มละเอียดอ่อนขาวนวลราวหยก ลมหายใจของเธอดิ่งลงปะทะแผ่นอกของผู้เป็สามีเบา ๆ
บนตัวของจ้าวหนิงซีมีกลิ่นกายรัญจวนใจผสมกับกลิ่นร้อนผะผ่าวจากเหล้า ผสมผสานรวมควบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้หลินชี่หยางพลอยรู้สึกคล้ายเมามายตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
จ้าวหนิงเยว่มองหลินชี่หยางอุ้มพี่สาวขึ้นมาก็ใ แต่พอนึกถึงจางหวางป้าก็เลยไม่พูดอะไร ทุกคนเดินออกไปอย่างไม่ยั้งหันกลับมามองหลัง
กระนั้นกลับมีคนไม่ยอมให้พวกเขาจากไป
ยังไม่ทันถึงประตูใหญ่ กลุ่มของหลินชี่หยางกลับถูกขวางไว้
“ก่อเื่วุ่นวายในโรงแรมไห่จวินเยี่ยน แล้วยังคิดจะเดินจากไปแบบนี้ พวกนายไม่คิดจะให้เกียรติกันบ้างหรือไง?”
เสียงพูดเพิ่งจบลง ตัวคนก็โผล่เข้ามากั้น
ทุกคนมองตามเสียงนั้นไป แขกในห้องโถงใหญ่ต่างหายไปจนหมดแล้ว
มีเพียงชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้แกะสลักดูหรูหรา กำลังจิบน้ำชา
ด้านหลังเขามีแต่บอดี้การ์ดร่างใหญ่และดูกำยำอยู่เต็มไปหมด กับประโยคเมื่อครู่ ก็เป็เขาอีกนั่นแหละที่เอ่ยเอง
ถึงแม้ใบหน้าจะไร้อารมณ์ แต่ราศีอันปราศจากความเกรี้ยวกราดของเขาก็หนักอึ้งพอทำให้ผู้พบเห็นใขวัญหายจนเข่าอ่อนได้
‘เขาคือ… ’
สีหน้าของจ้าวหนิงเยว่เปลี่ยนไป และการพยายามคาดเดาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็มีแต่จะทำให้เธอหายใจติดขัด
“น่าสนใจ ไม่คิดว่าจะเจอคนแบบนี้ในเมืองไห่เฉิงได้ หนิงเยว่พวกเธอกลับไปก่อนเถอะ ฉันขอจะคุยกับเขาเสียหน่อย”
คำพูดของหลินชี่หยางขัดจังหวะความคิดของเธอ
ให้กลับไป?
เธอขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปากถาม แต่กลับต้องใจนอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นตรงหน้าแทน
เกิดอะไรขึ้น?!
หลินชี่หยางเดินไปผลักบอดี้การ์ดที่ขวางทางออกไปด้วยท่าทางสงบเย็น ก่อนจะลดกายลงนั่งตรงข้ามกับชายคนนั้นอย่างไม่เกรงกลัว!
นั่งประจันหน้ากับเ้าของโรงแรมไห่จวินเยี่ยนเนี่ยนะ?
‘เป็ไปได้ยังไง! ’ จ้าวหนิงเยว่ตกตะลึง
เพราะธุรกิจของครอบครัวกำลังอยู่ใน่ขาลง จ้าวหนิงเยว่จึงไวและััถึงความเข้มข้นของอิทธิพลได้อย่างง่ายมาก
ตลอดมา อิทธิพลของไห่จวินเยี่ยนเป็สิ่งที่เธอเคารพนับถือ เพราะมีแค่เงินอย่างเดียวไม่เท่ากับการมีสิทธิ์ก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ แม้แต่ตระกูลจ้าว พวกเขาก็ยังต้องอาศัยบุญเก่าจากอิทธิพลในอดีตของตระกูล รวมถึงบารมีจากการที่จ้าวหนิงซีเฝ้าฟื้นฟูตระกูลขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ ถึงจะมีสิทธิ์เหยียบที่นี่ได้
จะเห็นได้ว่าไห่จวินเยี่ยนมีอิทธิพลต่อเมืองไห่เฉิงขนาดไหน
กับเ้าของไห่จวินเยี่ยนยิ่งแล้วใหญ่ เขาถือเป็บุคคลสำคัญอันดับต้น ๆ ทั้งในเมืองไห่เฉิงและเมืองชายฝั่งโดยรอบเลยทีเดียว!
แม้แต่จางหวางป้าที่ปากดีอวดเบ่งบารมีจนเกินหน้าเกินตาใครในเมืองไห่เฉิง ก็ยังต้องหุบปากเงียบ เป็เพียงลูกเต่าน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
เพราะกระทั่งพ่อของจางหวางป้าเองก็ไม่มีฐานะพอจะขึ้นมานั่งเทียมกับชายตรงหน้าด้วยซ้ำ
ยามปกติ หากได้พบคนระดับนี้จ้าวหนิงเยว่ต้องขอถ่ายรูปแล้วเอาไปอวดเพื่อน ๆ ของเธอแน่นอน
แต่กับตอนนี้...
หลินชี่หยางกลับกล้าเข้าไปนั่งเสมอกันกับเขา! และถึงจ้าวหนิงเยว่จะเริ่มมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปแล้ว แต่ก็อดคิดไม่ได้เช่นกัน ว่าเขามันช่างบ้าบิ่นและไร้สมองเกินไปจริง ๆ
“หลินชี่หยาง…” เธอกำลังจะตักเตือน แต่ดันถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“หนิงเยว่ พาพี่สาวของเธอกลับไปก่อนเถอะ ฉันว่าเธอ้าการพักผ่อนแล้วนะ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “หลี่จง… ปล่อยให้พวกเธอไปก่อนได้ไหม เดี๋ยวฉันคุยกับนายเอง พวกเธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้”
หลี่จงถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
เขาไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะรับรู้ถึงตัวตนของเขา แต่ก็ยังทำใจเย็น แม้หลินชี่หยางจะกล้ามานั่งประจันหน้าและพูดจาสบาย ๆ แบบนี้ก็ตาม
หลี่จงจ้องใบหน้าของชายหนุ่มที่ไม่มีความเกรงกลัวปะปนอยู่แม้แต่เสี้ยว และก็อดจะหัวเราะไม่ได้
“น่าสนใจจริง ๆ คนที่กล้านั่งเสมอกับฉันในเมืองไห่เฉิงนี้มีแค่ไม่กี่คน และคนที่ไม่กลัวฉันจริง ๆ ก็ไม่มีสักคน ในเมื่อนายกล้าทำให้ฉันประหลาดใจ ฉันก็ยินดีรับข้อเสนอนั้นของนาย”
“ไปส่งพวกคุณนายจ้าวให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยซะ”
หลี่จงออกคำสั่ง บอดี้การ์ดด้านนอกสองสามคนก็ออกแถวมาหยุดอยู่ตรงหน้าจ้าวหนิงเยว่
หญิงสาวตั้งใจจะอ้าปากพูด แต่สุดท้ายแรงกดดันจากเหล่าบอดี้การ์ดก็ทำให้เธอไม่ได้กล่าวอะไรออกไป และเลือกเดินตามพวกเขาไปยังจุดหมายอย่างเชื่อฟัง
“พวกเธอไปแล้ว งั้นมาคุยเื่ของเรากันเถอะ คุณหลิน… คุณนี่เก่งเสียจริงนะ คุณชายตระกูลจางนั้นหัวแตกยับ แถมร่างกายยังมีรอยช้ำไปทั่วทั้งตัว ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าก่อนลงมือนายได้คิดไตร่ตรองจนถี่ถ้วนดีแล้วใช่ไหม”
“ต่อให้ตระกูลจางจะไม่ถือสาหาความ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะเข้ามารังแกแขกของไห่จวินเยี่ยนของฉันได้ง่าย ๆ!”
น้ำเสียงของหลี่จงขรึมลง
“นายอาจจะโชคดีที่จ้าวหนิงซีเห็นความสำคัญของนาย แต่นายก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของฉันหรอกนะ วันนี้นายทำตัวโอหังไม่ไว้หน้าคนอื่นเสียขนาดนี้ คงจะเบื่อไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะ? เธอควรรู้ไว้นะว่าคนก่อนหน้านี้ คนที่มันมาทำตัวผยองต่อหน้าฉันลงไปนอนกองใต้ทะเลกันหมดแล้ว”
นายใหญ่แห่งไห่จวินเยี่ยนจะเป็คนคุยง่ายได้อย่างไร? ในเมื่อเขาเกิดในตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง และเดินทางมาอยู่ที่เมืองไห่เฉิงด้วยตัวคนเดียวเมื่อหลายปีก่อน เขาเปิดกิจการไห่จวินเยี่ยนภายในระยะเวลาอันแสนสั้น ธุรกิจนี้ทำกำไรมหาศาล เป็ที่นิยมและดึงดูดผู้คนมากมาย รวมถึงพวกมุ่งร้ายที่แฝงมาในกลุ่มคนเ่าั้ด้วย
กระนั้นเหล่าเ้าของมือที่พยายามยืดยาวเข้ามาหยิบฉวยผลประโยชน์ของหลี่จงกลับเป็ฝ่ายถูกกลืนกินเสียเอง ธุรกิจของพวกเขาสูญสิ้น เป็อันต้องพลัดพรากจากคนรักและครอบครัวจนแตกสลาย
นับว่ากุลยุทธ์ของนายท่านผู้นี้น่าทึ่งมากจริง ๆ
ดังนั้นที่กล่าวว่าเขาไม่ได้ใส่ใจจางหวางป้านั้นก็เป็ความจริง
สำหรับคนธรรมดา ยามถูกกดดันด้วยบารมีของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเช่นนี้ ก็มักจะต้องกลัวจนตัวสั่นรีบยอมแพ้ไปเสียทุกราย แต่สิ่งที่หลินชี่หยางทำกลับเป็เพียงการหัวเราะเบา ๆ
“นี่นับว่าโชคดีใช้ได้เลยนะ เพราะคนสุดท้ายที่กล้าพูดกับฉันแบบนี้ กระดูกของเขากลายเป็เถ้าถ่านไปจนหมดแล้ว”
“นายอยากตายสินะ!”
หลี่จงโกรธจัด และทันทีที่เสียงพูดจบลง บอดี้การ์ดข้าง ๆ ก็เดินเข้าไปหมายเค้นลำคอหลินชี่หยาง
‘ดันไปทำให้นายท่านโกรธ ช่างไม่รักชีวิตเอาเสียเลย! ’
แต่บอดี้การ์ดยังไม่ทันได้ยื่นมือไปถึงตัวหลินชี่หยาง แขนของเขาก็ถูกคว้าและควงอย่างรวดเร็วราวกับลูกบิดประตู
“อ๊าก!”
ความเ็ปจากกระดูกที่หักอย่างกะทันหันทำให้บอดี้การ์ดร่างกำยำถึงกับร้องออกมาด้วยความเ็ป ตาจ้องมองและเห็นว่าแขนแข็งแรงของตัวเองถูกบิดไปเกือบครึ่งรอบ ก่อนจะลู่ห้อยลงมาอย่างปวกเปียกราวไม้ผุ ๆ
“มันเป็ไปได้ยังไงกัน”
หลี่จงอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ ด้วยความตกตะลึง
บอดี้การ์ดคนนี้เป็คนที่เขาเฟ้นมาจากการคัดเลือกนับหมื่นคน ฝีมือนับว่าแข็งแกร่งมาก และแทบไม่เคยได้รับาเ็เลย จนเคยถูกสงสัยว่ามีโครงกระดูกทำมาจากเหล็กหรือเปล่าด้วยซ้ำ
แต่เพียงพริบตาโดยยังไม่ทันได้เริ่มต่อสู้ แขนของเขากลับถูกหลินชี่หยางหักลงอย่างง่ายดายเสียแล้ว!
‘เขยขี้แพ้ตระกูลจ้าวมีฝีมือที่น่ากลัวขนาดนี้ได้ยังไง’
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!
“นายเป็ใครกันแน่?!”
หลี่จงลุกขึ้นยืนทันที ขาก้าวไปข้างหน้าราวกับเสือดุร้าย
บอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลังเขาก็ก้าวตามมาด้วย ร่างกายตั้งท่าคล้ายพร้อมสู้ รอเพียงสัญญาณจากหลี่จงเท่านั้น พวกเขาก็จะพุ่งเข้าไปจัดการหลินชี่หยางในทันที
“แค่เื่เล็กน้อย ไม่ต้องใไปหรอก”
“แทนที่จะสนใจฉัน หรือไอ้หนุ่มจางน่ารังเกียจนั้น ตอนนี้นายควรห่วงตัวเองมากกว่านะ คุณหลินชี่หยาง”
“เพราะชีวิตนายใกล้จะถึงจุดจบแล้ว”
หลินชี่หยางไม่ได้สนใจเหล่าบอดี้การ์ดที่ก้าวเข้ามารุมล้อมรอบกาย เขายังคงมองไปที่หลี่จงด้วยความสบายอกสบายใจ
แต่คำพูดของเขากลับสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนภายในห้อง!