ตอนที่ 21 อาจารย์สอนเปียโน
สามชั่วโมงต่อมา
ลุงโจวขับรถพาซ่งเย่กลับมาถึงวิลล่า
เส้าม่านเอ๋อเดินเข้ามาหาซ่งเย่และทำท่าจะกอดลูกสาวแต่เมื่อเหลือบมองเห็นซ่งเย่ที่ทำตัวแข็งทื่อ
จึงเปลี่ยนใจจับแขนสองข้างเบาๆและถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและห่วงใยว่า
“เป็อย่างไรบ้างลูก? ข้อสอบยากไหมจ๊ะ?”
ซ่งเย่ไม่รู้สึกรำคาญกับคำถามมากมายจากแม่เธอตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า “ทำได้ไม่ยากค่ะ”
จากนั้นเส้าม่านเอ๋อและซ่งเย่เดินเข้าห้องโถงรับแขกด้วยกัน
เส้าม่านเอ๋อพลันได้ยินเสียงโทรศัพท์ของตนเองดังขึ้น“กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง”
เมื่อหยิบมาดูพบว่าเป็เบอร์โทรของสามีตนเองจึงกดรับสายด้วยความแปลกใจ
“ม่านเอ๋อ พอดีคุณพ่อผมโทรมาชวนให้ซ่งเย่ไปฝากตัวเป็ศิษย์อาจารย์กั๋วจงเจ๋อที่จะมาทดสอบทักษะเปียโนของหลานสาวบ้านตระกูล
ซ่งในวันพรุ่งนี้ตอนเย็นน่ะคุณว่าอย่างไรดีครับ?”
ซ่งซ่านจิงถามความคิดเห็นของภรรยาตนเองอย่างกังวลใจ
เนื่องจากซ่งซ่านจิงและตระกูลซ่งแยกครอบครัวออกจากกันแล้ว
และเขากังวลว่าเส้าม่านเอ๋อและซ่งเย่จะไม่พอใจกับคำเชิญที่มาจากชายชราซ่งซ่านโจว
“บอกคุณพ่อไปว่า หนูจะไปค่ะ”ซ่งเย่มีแผนในใจตนเองอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเสียงของพ่อถามแม่ เธอจึงตอบทันที
“ลูกจะไม่ลำบากใจหรือจ๊ะเย่เอ๋อร์ไม่จำเป็ต้องเกรงใจบ้านนู้นเลยนะลูก”
เส้าม่านเอ๋อเป็ห่วงความรู้สึกของลูกสาวตนเองมากกว่าคนในตระกูลซ่ง
“ไม่ลำบากค่ะ” ซ่งเย่ตอบยืนยัน
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้จ้ะ”เส้าม่านเอ๋อตอบรับอย่างไม่มั่นใจว่าลูกสาวของตนจะไปจริงหรือไม่?
แต่เธอก็ตอบกลับสามีตามคำพูดของซ่งเย่
ซ่งเย่เดินถือกระเป๋าเป้ขึ้นไปบนห้องนอนส่วนกระเป๋าเดินทางนั้นมีแม่ครัวหลี่ถือขึ้นไปก่อนหน้านั้นแล้ว
เธอเปิดหนังสือแพทย์แผนจีนออกอ่านเพิ่มเติมในประเด็นที่สนใจเป็พิเศษนั่นคือ วิทยาการกระดูก
ความรู้ด้านแพทย์แผนจีนที่เธอเรียนรู้ไปก่อนหน้านี้คือฝังเข็ม-รมยา อาบยา ศิลายา สมุนไพร
คงเหลือวิชาวิทยาการกระดูกและการดูแลแม่และเด็กเท่านั้น
ซ่งเย่นึกถึงอาการของคุณตาที่เธอพบเห็นล่าสุดและเปรียบเทียบกับความรู้ที่ได้ศึกษามา
ไม่ว่าจะเป็แพทย์แผนตะวันตกหรือแพทย์แผนจีน
ปรากฏว่ามีความรู้แพทย์แผนจีนบางจุดที่สามารถทดลองรักษาคุณตาได้!
“พรุ่งนี้ไม่น่ามีเื่เปียโนเลยไม่เช่นนั้นคงได้ไปดูคุณตาที่โรงพยาบาล” ซ่งเย่คิดในใจอย่างเสียดาย
แต่เธอมีแผนสำคัญที่จะทำให้ซ่งจูหว่านอับอายขายหน้าในการขอเป็ศิษย์ของอาจารย์กั๋วจงเจ๋อ
เพราะเธอมั่นใจในทักษะเปียโนของตนเองที่เคยไปลองเล่นที่บ้านของหลิวเย่มาก่อน
เวลานี้ซ่งซ่านจิงเดินทางกลับมาถึงบ้านแล้ว
ขณะที่ครอบครัวทั้งสี่คน ม่อฮวา ซ่งซ่านจิงเส้าม่านเอ๋อ และซ่งเย่ทานอาหารอยู่นั้น
ม่อฮวาพลันถามซ่งเย่ขึ้นมาว่า “หลานรัก เพื่อนของยายจะมาเปิดนิทรรศการภาพวาดที่หอศิลป์ของเมืองกรีนวันเสาร์นี้หลานไปด้วยกัน
กับยายไหมจ๊ะ?”
“ได้ค่ะคุณยาย”ซ่งเย่คิดครู่หนึ่งก่อนตอบรับ
“ดีมากจ้ะยายอยากพาหลานไปเปิดหูเปิดตาและชมฝีมือการวาดภาพของศิลปินหลายๆคน”
ม่อฮวาแสดงความคิดเห็นที่อยากให้ซ่งเย่ได้พัฒนาทักษะของเธอมากไปกว่านี้
“ค่ะคุณยาย”ซ่งเย่ตอบรับอย่างเข้าใจในเจตนาที่ดีของยายเธอ
“เย่เอ๋อร์ลูกอึดอัดใจที่จะไปบ้านตระกูลซ่งวันพรุ่งนี้ไหมครับ?” ซ่งซ่านจิงที่ยังกังวลใจได้ถามซ่งเย่ย้ำอีกครั้ง
ซ่งเย่เข้าใจความรู้สึกของพ่อที่ไม่อยากให้พบญาติที่ไม่ต้อนรับเธอเหมือนดังเช่นก่อนหน้านี้
แต่ในเวลานี้ซ่งเย่มีแผนที่จะสร้างความอับอายให้กับซ่งจูหว่าน
เธอจึงพยักหน้าและตอบยืนยันกับพ่อด้วยเสียงหนักแน่น“ไม่อึดอัดค่ะ หนูจะไป”
ซ่งซ่านจิงยิ้มเล็กน้อยอย่างคลายกังวลใจและหันไปสบตากับภรรยาตนเองอย่างเข้าใจกัน
“ผมจะไปกับเย่เอ๋อร์สองคนก็พอคุณรออยู่ที่บ้านแล้วกันนะครับ”
ซ่งซ่านจิงรู้ดีว่าคนตระกูลซ่งไม่ยินดีต้อนรับเส้าม่านเอ๋อดังนั้นเขาจึงเสนอเงื่อนไขที่ไม่ทำให้เธอลำบากใจ
“ขอบคุณค่ะที่เข้าใจ”เส้าม่านเอ๋อยิ้มเล็กน้อยที่สามีเข้าใจตนเอง
เมื่อทุกคนทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย
ซ่งเย่แยกตัวกลับห้องนอนเพราะเธอกำลังอ่านหนังสือแพทย์แผนจีนค้างไว้
เธออ่านหนังสือจนถึงเวลา 23.00 น.
เมื่อปิดไฟเตรียมเข้านอนพลันได้ยินเสียงบางอย่างจากนอกรั้ววิลล่าด้านหนึ่งซึ่งติดกับป่าทึบ
ซ่งเย่เปลี่ยนชุดนอนเป็ชุดกีฬาอย่างรวดเร็วและเปิดหน้าต่างอย่างแ่เบา
จากนั้นะโลงชั้นล่างและพุ่งตัวไปที่ริมรั้วแล้วะโเกาะรั้วตีลังกาข้ามรั้วอย่างรวดเร็ว
“ตุ๊บ”เสียงเท้าแตะพื้นอย่างแ่เบาด้านนอกรั้ว
ซ่งเย่หรี่ตามองเสียงต่อสู้กันของใครหลายคนซึ่งห่างออกไปราว200 เมตร
ท่ามกลางความมืดมิดที่มีแสงจันทร์สาดส่องเลือนลาง
และนั่นเป็ทิศทางไปยังวิลล่าของหลิวเย่
เธอวิ่งอย่างรวดเร็วไปที่ตำแหน่งของการต่อสู้นั้นทันทีโดยอาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์
ซ่งเย่หลบอยู่หลังต้นไม้เฝ้าดูการต่อสู้ของชายสามคนแต่งกายด้วยเครื่องแบบตำรวจที่รุมล้อมทำร้ายชายคนหนึ่ง
เธอมองดูทักษะการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสี่คนแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก
แต่ในเวลานี้เธอยังไม่้าแสดงตัวจึงทำได้แค่เฝ้าดูต่อไป
“ผัวะ ผัวะ ปั้ง ปั้ง”
แรงปะทะกันระหว่างหมัดและเท้าอย่างรุนแรงทำให้ต้นไม้บริเวณนั้นแตกหักและโค่นล้มจำนวนมาก
ซ่งเย่พบว่าชายที่ถูกรุมล้อมเริ่มเสียเปรียบคนทั้งสามแล้ว
พลันชายคนนั้นซัดมีดบินดาวกระจายเข้าใส่ตำรวจทั้งสามคนจนทำให้พวกเขาได้รับาเ็“โอ๊ย! อ๊าก!”
จากนั้นเขาหันหลังวิ่งหนีไปอีกทาง
ซ่งเย่ที่เห็นดังนั้นเธอวิ่งตามเขาไปทันที
อึดใจต่อมาซ่งเย่ะโตัวลอยถีบชายคนนั้นเข้าที่กลางหลังอย่างแรงจนเขาลอยกระเด็นไปไกล
“ปั้ง! โอ๊ย!” จูเฉว่ตกตะลึงเมื่อหันกลับมามองคนที่เตะตนเองจนกระเด็นไปไกล
ปรากฏว่าเป็หญิงสาวผมยาวคนหนึ่ง
แต่ทว่าเขามองเห็นหน้าไม่ชัดเจนเนื่องจากเธอยืนอยู่ในตำแหน่งเหนือแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา
“พรึ่บ”จูเฉว่ซัดมีดบินเข้าใส่ซ่งเย่ทันที
แต่ซ่งเย่รับไว้ได้อย่างง่ายดาย “ฟึ่บ”มีดบินนั้นอยู่ในมือของซ่งเย่และเธอซัดคืนใส่เขาทันที “ฉึก ตุ๊บ”
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับของซ่งเย่เกิดขึ้นแค่ชั่วพริบตา
ทำให้จูเฉว่ไม่มีโอกาสหนีได้อีกเพราะมีดบินนั้นพุ่งเข้าตัดขั้วหัวใจอย่างแม่นยำและเขาตายโดยที่ยังตาค้างตะลึง
ซ่งเย่เดินไปสำรวจร่างกายของชายคนร้ายที่มีมีดบินด้วยความสนใจ
พลันพบมีดบินอีกหลายอันที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อคลุมสีดำ
แต่ที่ทำให้ซ่งเย่ทอแววตาโเี้เนื่องจากต้นคอชายคนร้ายมีรอยสักเป็รูปดาว“องค์กร KA”
ซ่งเย่พึมพำเบาๆกับตัวเอง “ฮึฮึเก็บดอกเบี้ยได้หนึ่งตัว”
จากนั้นซ่งเย่วิ่งหลบไปอีกทางเพื่อกลับบ้านโดยไม่สนใจกับศพของชายคนร้ายที่เป็สมาชิกองค์กรนั้น
เพราะนั่นเป็หน้าที่ตำรวจที่จะจัดการต่อไป
และซ่งเย่ไม่ได้กังวลใจว่าจะมีรอยนิ้วมือเธอปรากฏบนมีดบินดาวกระจาย
นั่นเป็เพราะเธอจับบนด้านแหลมคมที่พุ่งเข้าตัดขั้วหัวใจคนร้าย
..........
รุ่งเช้าซ่งเย่ตื่น 04.00น.เพื่อไปออกกำลังกายเป็กิจวัตร
เมื่อวิ่งออกมาที่หน้าวิลล่าพลันพบกับหลิวเย่ที่ยืนรอเธออยู่พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
หลิวเย่ได้เห็นสาวน้อยของตนเองอีกครั้งทำให้รู้สึกสดชื่นหายเหนื่อยจากภารกิจเป็ปลิดทิ้ง
“อรุณสวัสดิ์ครับสาวน้อย”หลิวเย่ทักทายสาวน้อยของตนเองอย่างมีความสุข
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” ซ่งเย่ทักทายกลับ
ทั้งคู่วิ่งไปด้วยกันจนถึงสวนสาธารณะและวิ่งอบอุ่นร่างกายอีก10 รอบสนาม
จากนั้นไปมุมสงบที่เดิมเพื่อฝึกฝนทักษะต่อสู้ที่ซ่งเย่ชอบฝึกเป็ประจำ
หลิวเย่พลันถามสาวน้อยขึ้นมาอย่างห่วงใยว่า“เมื่อคืนมีเหตุนิดหน่อยแถวบ้านคุณ ถ้ามีอะไรโทรหาผมได้นะครับ”
เขาเสนอความช่วยเหลือให้กับเธอทั้งที่รู้ว่าเธอสามารถเตะอันธพาลแถวโรงเรียนจนาเ็สาหัสได้
“ขอบคุณค่ะไม่เป็ไร” ซ่งเย่ปฏิเสธโดยตรงเพราะในเวลานี้เธอมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
“มาสู้กัน!” ซ่งเย่ชวนหลิวเย่อย่างจริงจัง
หลิวเย่ส่ายหัวและยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะตั้งท่าและพุ่งเข้าต่อสู้กันเต็มแรง
“ฟิ้ว ผัวะผัวะ ปั้ง”
“ฟิ้ว ผัวะผัวะ ปั้ง”
เมื่อใกล้ถึงเวลา06.00 น. หลิวเย่ส่งสัญญาณให้ซ่งเย่หยุดพักเนื่องจากวันนี้เธอต้องไปโรงเรียน
“หมดเวลาแล้วครับ”หลิวเย่ส่งเสียงเตือนสาวน้อยของตนเองที่พบว่าวันนี้เธอแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก
พลางคิดไปว่าที่เขาเป็ห่วงเธอนั้นเขาอาจจะคิดมากไปและควรเป็ห่วงฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาวอแวเธอมากกว่า
“ตกลงค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจและรู้สึกพอใจกับความแข็งแกร่งในวันนี้
เมื่อสำรวจสภาพร่างกายและพลังกำลังของตนเองเธอพบว่าได้ก้าวขึ้นสู่ระดับ 4 แล้ว
นั่นหมายความว่าถ้าเปรียบเทียบกับโลกใบนี้เธอสามารถจัดการทหารหน่วยซีลได้มากถึง 5 คนในคราวเดียว
หลิวเย่และซ่งเย่วิ่งเหยาะๆกับไปด้วยกัน
เมื่อถึงวิลล่าของซ่งเย่
หลิวเย่ทำหน้าเศร้าและพูดขึ้นมาว่า“ผมทานอาหารเช้าด้วยได้ไหมครับ?”
ซ่งเย่ที่หันมาเห็นท่าทางที่ดูซึมเซาของหลิวเย่พลันรู้สึกเห็นใจเขาเล็กน้อย“ได้ค่ะ”
“ขอบคุณครับ”หลิวเย่มีท่าทางสดชื่นขึ้นทันทีซึ่งแตกต่างจากเมื่อครู่เป็อย่างมาก
ซ่งเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจกับพฤติกรรมที่แตกต่างของหลิวเย่
……….
เมื่อลุงโจวจอดรถส่งซ่งเย่ที่หน้าประตูโรงเรียน
ขณะที่ซ่งเย่เดินเข้าโรงเรียนพลันมองเห็นซ่งจูหว่านที่คล้ายกับยืนรอเธออยู่
เมื่อซ่งเย่กำลังจะเดินผ่านซ่งจูหว่านพูดกับซ่งเย่อย่างโอ้อวด
“น้องสาวจ้ะ พรุ่งนี้คุณปู่ได้บอกไหม? ว่าให้มารับการทดสอบทักษะเปียโนกับอาจารย์กั๋วจงเจ๋อนั่นเป็อาจารย์ระดับประเทศเลยนะ”
“อืม แล้วจะไป”ซ่งเย่ตอบรับเสียงเรียบแต่แววตาทอประกายความสนุกสนาน
“งั้นพวกเราเจอกันตอนเย็นที่บ้านตระกูลซ่ง”
ซ่งจูหว่านเน้นเสียงท้ายของประโยคเพื่อตอกย้ำฐานะและความแตกต่างระหว่างพวกเธอสองคน
แต่อนิจจา!
ซ่งเย่ไม่มีปฏิกิริยากับการพูดจากระทบกระเทียบของเธอ
จนคล้ายกับหมัดของซ่งจูหว่านที่ต่อยบนหมอนนุ่มๆ
ซ่งจูหว่านจ้องมองแผ่นหลังของซ่งเย่อย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ซ่งเย่มาถึงห้องเรียนพร้อมกับมีเสียงทักทายเธอถึงการสอบแข่งขันทั้ง4 วิชาจากเพื่อนหลายคนในห้อง
ซูฉีกระซิบกับเธออย่างระมัดระวังเมื่อซ่งเย่นั่งลงบนเก้าอี้แล้ว
“ซ่งเย่จ๊ะ รู้ไหมว่าจะมีนิทรรศการภาพวาดวันเสาร์นี้?”
ซ่งเย่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่ซูฉีสนใจเื่นี้และถามกลับคืน“อยากไปหรือจ๊ะ?”
“ใช่จ้ะ แต่ฉันไม่มีบัตรเข้างานอ่ะ”ซูฉีบอกด้วยน้ำเสียงหดหู่เพราะเธอมีความฝันที่อยากจะเป็จิตรกรที่มีชื่อเสียง
“แล้วจะหาให้จ้ะ”
ซ่งเย่นึกถึงคุณยายของเธอที่ชวนไปงานนี้เช่นกันพลางคิดว่าคุณยายน่าจะหาบัตรเพิ่มอีกใบได้ไม่ยากนัก
“จริงหรือ? ถ้าได้มาจริงๆก็ดีสิจ้ะ”ซูฉีมีสีหน้าสดชื่นทันใด
ซ่งเย่ไม่ตอบแต่คิดว่าตนเองสามารถจัดหาให้เพื่อนสนิทได้อย่างแน่นอน
“พรุ่งนี้ผลสอบแข่งขันระดับจังหวัดจะประกาศผลแล้วตื่นเต้นไหมจ๊ะ?”ซูฉีเปลี่ยนเื่คุยและหันมาถามซ่งเย่
และทันใดนั้นเหมือนเธอจะนึกขึ้นมาได้ว่าซ่งเย่เฉยเมยกับทุกสิ่งจึงตอบตัวเองว่า“อ้อ ลืมไป”
ภาคเช้าเรียนวิชาฟิสิกส์และเคมี
แต่ซ่งเย่หยิบหนังสือแพทย์แผนจีนวิชาวิทยาการกระดูกมาอ่านต่อในห้องเรียน
เพื่อนนักเรียนในห้องเริ่มคุ้ยเคยกับการเห็นเธอเพลิดเพลินไปกับการอ่านหนังสือ
จนทำให้นักเรียนหลายคนเริ่มซึมซับพฤติกรรมของซ่งเย่และหันมาตั้งใจอ่านหนังสือเรียนกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ยกเว้นหรูเพ่ยเพ่ยที่แอบมองและเฝ้าสังเกตซ่งเย่เป็ระยะ
เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน
เกาเฉินและเพื่อนชายอีกสามคนมารอที่หน้าห้องเรียน
ปรากฏว่าเป่ยกวงและซูฉีได้เปิดตัวเป็แฟนกันอย่างเปิดเผย!
และทำให้ซ่งเย่มีแววตาล้อเลียนซูฉีเป็ระยะเมื่อคนทั้งคู่หยอกล้อกัน!
เธอดีใจที่เห็นเพื่อนสนิทมีความสุขซึ่งแตกต่างจากชีวิตก่อนที่ซูฉีออกจากโรงเรียนกลางคันด้วยฝีมือของแม่เลี้ยง
อย่างน้อยในเวลานี้เธอสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของซูฉีให้ดีขึ้นได้บ้าง
ขณะกำลังทานอาหาร
เกาเฉินได้ถามซ่งเย่ด้วยความห่วงใยทั้งที่เขารู้อยู่แก่ใจว่าเธอมีความสามารถและไม่ยากลำบากสำหรับเธอเลย
“สอบเป็อย่างไรบ้าง ทำได้ไหมครับ?”
“ไม่ยากค่ะ” ซ่งเย่ตอบสั้นตามเคย
“เก่งมากครับ” เกาเฉินชมเชยซ่งเย่อย่างจริงใจ
“ขอบคุณค่ะ”
“ตอนบ่ายเล่นบาสเก็ตบอลด้วยกันไหมครับ?” เกาเฉินชวนซ่งเย่เล่นบาสเก็ตบอลด้วยกัน
“เอาสิค่ะ” ซ่งเย่ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
หลังทานอาหารกลางวันทุกคนเดินเล่นย่อยอาหารก่อนเข้าเรียนอีกหนึ่งวิชาในภาคบ่าย
“กริ๊ง กริ๊ง” เสียงกริ่งหมดเวลาเรียนภาคบ่าย
วิชาต่อไปเป็วิชาอิสระที่กลุ่มของซ่งเย่มักไปเล่นบาสเก็ตบอลด้วยกันเป็ประจำ
นั่นเป็วิธีสลายกำลังวิธีหนึ่งสำหรับซ่งเย่
เนื่องจากเธอมีพละกำลังในการต่อสู้มากและส่วนเกินของพละกำลังนั้นจำเป็ต้องระบายออกโดยการต่อสู้หรือออกกำลังกายนี่คือผลก
ระทบของศิลปะการต่อสู้ “ซาเซิน”
แต่ซ่งเย่พยายามออกแรงในการเล่นกับเพื่อนๆน้อยที่สุดเพราะไม่เช่นนั้นอาจมีคนาเ็ได้
เมื่อเล่นด้วยกันจนถึงเวลาเลิกเรียน
ซ่งเย่และเพื่อนๆเดินออกไปด้วยกันที่หน้าประตูโรงเรียน
เวลานี้ซ่งซ่านจิงได้มารอรับซ่งเย่ไปบ้านตระกูลซ่งด้วยกันแล้ว
“ไปก่อนนะจ้ะ”ซ่งเย่บอกลาเพื่อนๆก่อนเดินไปขึ้นรถกับพ่อตนเอง
“เรียนเหนื่อยไหมครับลูก?”ซ่งซ่านจิงถามลูกสาวตนเองด้วยความห่วงใย
“ไม่ค่ะ” ซ่งเย่ตอบตามตรง
จากนั้นพ่อลูกนั่งรถตรงไปบ้านตระกูลซ่ง
สามสิบนาทีต่อมา
รถของซ่งซ่านจิงจอดที่หน้าลานกว้างของวิลล่าซึ่งมีรถยนต์จอดอยู่ก่อนหน้าแล้วสองคัน
ลุงโจวที่เป็คนขับรถพามาได้ขออนุญาตซ่งซ่านจิงไปพบเพื่อนร่วมงานเก่าที่ด้านหลังวิลล่า
“พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะครับ”ซ่งซ่านจิงหันหน้ามาบอกกับลูกสาวตนเองโดยมีความกังวลหลงเหลืออยู่
ซ่งเย่ไม่ตอบแต่พยักหน้ารับรู้
เมื่อเข้าไปในห้องโถงรับแขกพลันพบกับคนแปลกหน้าสี่คนที่นอกเหนือจากคนบ้านตระกูลซ่งเดิม
นั่นคือ ชายชรากั๋วจงเจ๋อ ที่เธอเคยพบที่บ้านของหลิวเย่มาก่อน
ซ่งซ่านเหม่ยลูกสาวของซ่งซ่านโจวและสามีของเธอเพ่ยิ
และเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่อายุไล่เลี่ยกับเธอคือเพ่ยหลิน เด็กสาวขี้ขลาดที่นิสัยดีคนหนึ่ง
เพ่ยหลินนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างซ่งซ่านเหม่ยและเพ่ยิ
แต่ที่ซ่งเย่รู้สึกประหลาดใจคือชายชรากั๋วจงเจ๋อมาอยู่ที่นี่
เธอไม่นึกว่าจะเป็ชายชราที่เคยพบที่วิลล่าของหลิวเย่เขาเป็อาจารย์สอนเปียโนระดับประเทศ
ด้านกั๋วจงเจ๋อที่เหลือบเห็นซ่งเย่เขามีอาการตื่นเต้นดีใจที่ได้พบกับเธออีกครั้ง
แต่ติดที่ว่ามีคนอยู่มากมายเขาจึงทำได้แค่ส่งรอยยิ้มให้กับเธอ
ซ่งเย่ที่มองเห็นพฤติกรรมของกั๋วจงเจ๋อเธอพยักหน้ารับเล็กน้อยอย่างเข้าใจกับท่าทีของเขา
“คุณพ่อคะให้เด็กกำพร้าไร้มารยาทมาร่วมด้วยแบบนี้ จะดีหรือคะ”ซ่งซ่านเหม่ยถามพ่อตนเองอย่างไม่เกรงใจ
ซ่งซ่านจิงที่ได้ยินคำพูดของน้องสาวตนเองพลันตัวแข็งทื่ออย่างใ
เขาไม่คิดว่าน้องสาวตนเองจะรังเกียจลูกสาวตนเองขนาดนี้
“แม่ก็บอกตาเฒ่าไปแล้ว แต่เขาไม่ฟังไม่รู้อะไรนักหนา” หญิงชราเว่ยผิงพูดสนับสนุนลูกสาวตนเองทันที
“แหม! คุณแม่ก็น้องรองคงอยากให้ลูกสาวได้เข้าสังคมบ้างน่ะค่ะ” ไป๋จูซีพูดสนับสนุนอีกคน
“พวกเราต้องให้โอกาสน้องสาวบ้างสิคะ”น้ำเสียงหวานใสของซ่งจูหว่านคล้ายเห็นใจซ่งเย่
มีเพียงเพ่ยหลินที่ยิ้มให้ซ่งเย่อย่างเป็มิตรเธอจะลุกมาหาซ่งเย่แต่ถูกแม่ตนเองจับแขนไว้แน่น
“พ่อเป็คนชวนพวกเขามาเองล่ะอย่างไรก็เป็ลูกเป็หลานคนหนึ่งเหมือนกัน” ชายชราออกตัวอย่างยุติธรรม