“นะนายน้อย... ท่าน...”
ข้ารับใช้ที่ติดตามข้างกายอยากจะกล่าวบางสิ่งอออกไปแต่กลับต้องหยุดลงพร้อมกับคิดอยู่ภายใน
"เหตุใดนายน้อยถึงได้หัวเราะเสียงดังออกมาเช่นนี้กันเล่า? ซึ่งหากว่าท่าน้าหัวเราะเสียงดังในที่ของท่าน ก็คงไม่มีใครว่าแต่นี้มันกลางตลาด! ผู้คนมากมายเดินผ่านไปผ่านมาจำนวนมากถึงแม้ว่าท่านจะไม่อายผู้อื่น แต่ตัวข้าอาย!"
แน่นอนว่ามันไม่กล้ากล่าวออกมาเพราะหากได้เอ่ยความคิดของตนออกไป ด้วยอุปนิสัยของนายน้อย ตัวมันคงต้องถูกลงโทษให้ไปเป็ยามเฝ้าประตูพร้อมทั้งให้อดข้าวอดน้ำถึงสามวันสามคืนอีกครั้งอย่างแน่นอน ซึ่งมันไม่อยาก!
ในตอนนี้ผู้คนโดยรอบเริ่มกล่าวสนทนากันเพราะได้เห็นร่างของชายหนุ่มซึ่งหัวเราะเสียงดังออกมา อย่างไม่สนใจสายตาของผู้ใด
เสียงหนึ่งจึงได้ดังขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนด้วยความสงสัย
“บุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใดกัน? เหตุใดจึงหัวเราะออกมา คล้ายกับคนเสียสติเช่นนั้นตัวข้าสังเกตุเห็นว่าชายผู้นี้ ได้หยุดยืนนิ่งอยู่ก่อนหน้าตั้งนานสองนานก่อนที่จะหัวเราะเสียงดัง หรือว่าคนผู้นี้จะเสียสติขึ้นมาจริงๆ?”
เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาได้คลายความสงสัยให้แก่ชายคนที่กล่าวถามออกมาเมื่อสักครู่
“เ้าคงพึ่งมาถึงเมืองแสงอรุณแห่งนี้เป็ครั้งแรกละสิท่าถึงไม่ทราบว่าบุรุษผู้นี้เป็ผู้ใด นั่นคือนายน้อยตระกูลเฟยนามว่า จูเยว่ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของผู้นำตระกูลเฟยหากผู้ใดที่อยู่ภายในเมืองแห่งนี้มาก่อนย่อมไม่มีทางที่จะไม่รู้จักเขาอย่างแน่นอน!”
หลังจากที่ฟังคำตอบดังกล่าวเสียงของผู้ที่สงสัยเมื่อครู่ได้ดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมทั้งแววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม หันไปมองยังบุรุษหนุ่มผู้นั้นอีกครา
“ถึงกับไม่มีผู้ใดในเมืองนี้ที่ไม่รู้จักเขาเชียวรึ?! นี้หาใช่ว่านายน้อยผู้นี้...เป็บุคคลที่มีทักษะยุทธสูงส่งเป็อันดับหนึ่ง หรือไม่ก็...เป็บุคคลที่มีคุณธรรมเลิศล้ำ ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทั้งเมืองใช่หรือไม่?!”มันได้พยักหน้าออกมาขณะกล่าว เพราะรู้สึกมั่นใจในสิ่งที่ตนคิด
แต่หาได้สังเกตุถึงสีหน้าของผู้คนรอบกายแต่อย่างใดที่ส่วนใหญ่แทบทั้งหมดเป็ผู้คนภายในเมือง ได้เริ่มหันมาจ้องมองมายังมันพร้อมทั้งแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวเหยเก คล้ายคนถ่ายทุกข์ไม่ออก ราวกับคำพูดที่มันกล่าวออกมาเมื่อครู่ได้กระทบกระเทือนจิตใจของผู้รับฟังอย่างรุนแรง
ทำให้มีเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจดังขึ้นมาทันทีในขณะที่ผู้คนรอบกายนั้นยังคงตกตะลึงในคำกล่าวนั้นอยู่
“เพ้ย!!เ้าช่างมีจินตนาการอันเลิศล้ำยิ่งนัก! ถึงคิดเื่เช่นนี้ออกมาได้มีทักษะยุทธสูงส่งอันดับหนึ่งอันใดกัน! อายุมากถึง 15 ปี กลับยังไม่เข้าถึงระดับรวมลมปราณขั้นแรก!ไม่แม้แต่เหยียบย่างเข้าสู่หนทางการฝึกยุทธด้วยซ้ำ!!”พร้อมกับรีบกล่าวออกมาต่อเนื่องเสมือนกลัวผู้ใดจะกล่าวแทรกตัวมัน
“คุณธรรมเลิศล้ำ! หึ!คุณธรรมเลิศล้ำอันใดของเ้า! เพียงมันไม่พอใจผู้ใดเล็กน้อยก็ส่งข้ารับใช้มากระทืบ! จนคนผู้นั้นแทบจะนอนหยอดน้ำข้าวต้มเป็เดือนๆวันก่อนมัน้าที่จะซื้อหยกจากร้านข้ามันต่อราคาต่ำเสียยิ่งกว่าต้นทุนที่ข้ารับมาซะอีก! พอข้าไม่ลดให้เพียงเท่านั้นมันเร่งกล่าวสั่งข้ารับใช้ ให้พังร้านข้า ซะยับเยิน!!”น้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจและความโกรธแค้น
เมื่อเสียงของผู้ที่ถูกพังร้านค้าของตนได้กล่าวจบเสียงเสียงหนึ่งก็รีบกล่าวแทรกขึ้นมา อย่างเห็นด้วยกับคำกล่าวก่อนหน้าทันที
“ใช่แล้ว! เมื่อปีที่แล้วข้ากับคู่หมั้นของข้ามีสัญญาหมั้นหมายว่าจะแต่งงานกัน แต่เ้าบัดซบผู้นี้!ได้พบเจอกับนางด้วยความบังเอิญ และรู้สึกพอใจในตัวนางเป็อย่างมาก...มันจึงได้สั่งให้ข้ารับใช้ฉุดคร่านางไปจากข้า! และเมื่อมันละเล่นกับนางจนเบื่อก็ได้ทิ้งนางไป เสมือนกับว่านางนั้น... เป็ดั่งแค่เศษขยะเพียงชิ้นหนึ่งเท่านั้น!!จนบัดนี้... นางยังคงได้แต่ขังตัวเองอยู่แต่ภายในบ้านไม่กล้าออกมาพบเจอกับผู้คนภายนอก..แต่อย่างใด...”
เมื่อสิ้นประโยคสุดท้ายความเศร้าเสียใจเกินบรรยายก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของบุรุษหนุ่มผู้นั้น พร้อมกับในมือที่กำแน่นและดวงตาที่แดงก่ำ แทบจะมีหยดน้ำใสๆไหลออกมาได้ทุกเมื่อ
จากนั้นก็มีอีกหลายเสียงที่กล่าวสอดแทรกขึ้นมา ว่าตนเองนั้นถูกนายน้อยผู้นี้กระทำระยำตำบอนเช่นใดบ้างออกมา
ชายผู้เอ่ยชื่นชมในตอนแรกถึงกับั์ตาเบิกโพลงพร้อมกับหันไปมองยังฝูงชน ที่กล่าวขึ้นมาด้วยอารมณ์อันโกรธแค้นแล้วจึงหันกลับไปมองยังร่างชายหนุ่มผู้นั้นอีกคราหนึ่งอย่างช้าๆเพื่อจดจำใบหน้าอันบัดซบนี้เอาไว้ภายใน ตัวมันจะได้หลีกหนีไปให้ไกลเมื่อได้พบเจอกับบุคคลผู้นี้อีก!พร้อมกับกล่าวถามผู้คนรอบกายในขณะที่มองบุรุษผู้นั้นออกมา
“ช่างเป็ชายหนุ่ม...ที่เลวทรามต่ำช้ายิ่งนัก แต่... ทำไมถึงไม่มีผู้ใดลงมือ เพื่อแก้แค้นกับคนผู้นี้?”
ชายผู้นั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัยในเมื่อเลวระยำตำบอนถึงขั้นนี้ เหตุฉไนจึงยังมีชีวิตรอดมาได้ไม่ใช่ว่าต้องถูกผู้คนรุมประชาทัณฑ์จนต้องตกตาย เยี่ยงสุนัขข้างถนนหรอกรึ?
เมื่อได้ยินถึงคำกล่าวถามนั้นชายผู้ถูกแย่งชิงคู่หมั้นไป จึงรีบกล่าวตอบออกมาด้วยความคับแค้นใจทันที
“ล้างแค้น? จะทำอะไรกับมันได้!!มันเป็บุตรชายสุดรักเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลเฟย ซึ่งเป็ตระกูลอันดับ 1 จากทั้ง 3 ตระกูลใหญ่ของเมืองแห่งนี้!แล้วดูนั่น... ข้ารับใช้ที่คอยติดตามอยู่ข้างกายมัน!เป็ถึงผู้ฝึกยุทธระดับเชื่อมโยงชีพจร หากข้าพุ่งตัวออกไปสังหารมัน... คงเป็ข้า!ที่ต้องลงไปนอนสนทนากับหนอนในดิน ภายในวันนี้อย่างแน่นอน!แล้วมารดาที่แก่ชราที่บ้านข้า ใครเล่าจะดูแล!!”
ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวออกกมาด้วยความรู้สึกที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ถึงมันจะไม่ยินยอมสักเพียงใดแต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่สามารถกระทำได้แล้วในตอนนี้
เสียงหนึ่งได้ดังขึ้นมาเพื่อกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
“ชู่ๆ อย่าเสียงดังเกินไป เกิดนายน้อยตระกูลเฟยผู้นั้นได้ยินเข้าละก็...ชีวิตเ้าอาจหาวันคืนดีๆในเมืองแห่งนี้ไม่ได้อีกเลย!"
ตอนนี้ข้ารับใช้ผู้ติดตามนายน้อยตระกูลเฟยรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่อยู่บริเวณใบหน้า ถึงตัวมันไม่อยากที่จะยอมรับในสิ่งที่ผู้คนรอบๆกล่าวออกมา แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นกันเนื่องจากเื่ราวที่เกิดขึ้นมานั้น เป็ความจริง!เพราะผู้ที่ลงมือช่วยเหลือนายน้อยกระทำในสิ่งดังกล่าว ก็คือตัวมันนั่นเอง!!
แต่มันเพียงลงมือกระทำไปตามคำสั่งเท่านั้นหาใช่สิ่งที่ตน้ากระทำแต่อย่างใด เพราะมันไม่สามารถปฏิเสธคำขอของนายน้อยที่ตนได้ดูแลั้แ่ยังเยาว์วัย ทำให้มีความรู้สึกผูกพันราวกับเป็น้องชายแท้ๆของตนเอง
จึงยินดีทำตามคำสั่งที่นายน้อย้าทุกอย่างไม่เคยปฏิเสธแม้เพียงครั้ง แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ความ้าของนายน้อย ถึงได้เลยเถิดไปได้ถึงเพียงนี้!
จากเด็กน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูผู้หนึ่งกลับกลายเป็อัธพาลที่ผู้คนภายในเมืองนั้น ต่างหวาดกลัว!