บทที่9
ูเาซ่อนลึก
ูเาหลายลูกทอดยาวสุดลูกหูลูกตาบริเวณซอกเขาที่ผู้คนกล่าวว่าเป็เส้นทางสู่ปรโลกมีเรือนขนาดกลางตั้งเอาไว้หนึ่งหลังเป็ที่อยู่อาศัยของของสามีภรรยาวัยเลขห้า
สถานที่แห่งนี้คือูเาซ่อนลึกหรือเรียกอีกอย่างว่าเส้นทางสู่ปรโลกมันคือชื่อที่ผู้คนภายในแผ่นดินเรียกกัน
ลู่หยางและบุตรสาวได้รับการช่วยเหลือจากผู้าุโทั้งสองเมื่อทำการฟื้นคืนสติทำความคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้
ลู่หยางต้องถามบุตรสาวของตนเองถึงเหตุการณ์ที่เขาสลบไปก่อนหน้านี้สรุปแล้วเขาได้ความว่าตอนที่เขาสลบไปคนผู้นั้นคิดจะจบชีวิตเขาจริงๆ
ผู้าุโทั้งสองที่เป็สองสามีภรรยาผ่านทางมาพอดีเลยช่วยเอาไว้แต่ที่มันน่าประหลาดหนึ่งอย่างก็คือหนิงหนิงกล่าวว่าาุโที่มีนามว่าติงหยวนเก่งกาจเป็อย่างมากเพียงแค่นิ้วเดียวทะลวงเข้าไปกลางหน้าอกคนผู้นั้นกระอักเืสิ้นใจตายในทันที
เมื่อได้ฟังลู่หยางรู้สึกไม่อยากจะเชื่อในคำพูดของบุตรสาวผู้ใดจะฆ่าคนได้ด้วยนิ้วมือเดียวกัน
จนกระทั่งในเวลาต่อมาหลังจากที่พักฟื้นอยู่ที่สถานที่แห่งนี้มันก็ทำให้เขาได้ล่วงรู้หลายๆอย่าง เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าลมปราณมันคือสิ่งที่ผู้คนภายในยุคนี้ฝึกฝน
ลมปราณหรือว่าพลังภายในร่างกายมันจะถูกขับเคลื่อนออกมาเป็กำลังและก่อกำเนิดกลายเป็วรยุทธ
ผู้าุโที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้กล่าวว่าคนที่ใช้ฝ่ามือเล่นงานเขาหนึ่งฝ่ามือเป็ยอดฝีมือขั้นที่ห้าโดยระดับฝีมือของผู้ฝึกฝนวรยุทธภายในยุทธภพมีอยู่ประมาณเก้าขั้น
เริ่มจากขั้นเก้าคือขั้นแรกและก็ไล่ไปเรื่อยๆจนถึงขั้นหนึ่งหรือว่าเป็ระดับสุดท้ายในการฝึกฝนลมปราณ
ลู่หยางไม่อยากจะเชื่อกระทั่งาุโติงหยวนแสดงให้เขาดูคนผู้นั้นสามารถใช้นิ้วเดียวทะลวงต้นไม้ต้นใหญ่ๆให้กลายเป็รูกว้างได้เมื่อได้มองเห็นก็รู้สึกตื่นตระหนกใ
แต่เมื่อลองคิดย้อนดูการที่เขาได้พบเจอเทพแห่งความตายก่อนหน้านี้มันน่าจะเป็สิ่งที่ประหลาดใจมากกว่าเสียอีก
ลู่หยางเวลาการพักฟื้นประมาณสิบสี่วันที่ร่างกายของเขาจะกลับมาเป็ปรกติสามารถเดินเหินได้โดยที่ไม่รู้สึกเ็ปหรือว่าไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบจากาแ
แต่การที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ทำให้เขาได้รู้ว่าาุโทั้งสองมีความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
ผู้เป็สามีเขามีนิสัยร่าเริงสนุกสนานชอบหัวเราะและมักจะเล่นกับหนิงหนิงมักจะพานางไปะโลงน้ำบ้างปีนขึ้นต้นไม้บ้างดูแลเป็อย่างดีเขาเป็คนที่มีวรยุทธสูงส่งแต่ไม่ถือตัว
ส่วนผู้ที่เป็ภรรยานางเป็คนที่นิสัยเ้าระเบียบแต่กลับเป็คนอ่อนโยนท่าทางที่เคร่งขรึมภายนอกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนเกรงกลัวเท่านั้นนางเองก็ช่วยดูแลและช่วยอบรมสั่งสอนหนิงหนิงในขณะที่เขาพักฟื้นตัวเช่นเดียวกัน
นางเป็คนที่เชี่ยวชาญในด้านศาสตร์การแพทย์แต่ว่าในด้านวรยุทธเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้เป็สามี
ในวันใดสามีของนางพาหนิงหนิงไปเล่นซนเช่นะโลงน้ำหรือว่าปีนขึ้นต้นไม้ทำอันใดที่ไม่สมเป็สตรีนางมักจะดุด่าว่าสามีของนางสุดท้ายแล้วท่านลุงผู้นั้นก็ได้แต่นั่งพับเพียบอยู่ด้านหน้ารับฟังคำดุด่าของภรรยาพร้อมกับทำหน้าตาเศร้าสร้อย
หนิงหนิงการอบรมให้มีคุณสมบัติของสตรีครบถ้วนด้วยตามคำสั่งของนางอยู่ทุกครั้ง
ลู่หยางาุโทั้งสองเอ็นดูบุตรสาวของเขาเขาก็รู้สึกยินดี
ยามเช้าแสงอรุณสาดส่องติงหยวนนำพาเด็กน้อยมาวิ่งเล่นซนอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนอ้ายอี้ผู้เป็ภรรยาเดินออกมาจากภายในเรือนอย่างรวดเร็วขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันต้องมองสามี
ติงหยวนััได้ถึงดวงตาเพชฌฆาตของภรรยาขนทั่วทั้งกายลุกพองหันไปมองอย่างรวดเร็ว
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ ทานข้าว!! ”
แม้ว่านางจะมีนิสัยที่ดุไปบ้างแต่นางก็เป็คนอ่อนโยนเื่นั้นผู้คนภายในสถานที่แห่งนี้รู้ดีที่สุดแม้กระทั่งลู่หยางและหนิงหนิงพี่เพิ่งเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ได้ไม่นาน
ทั้งสี่ชีวิตมานั่งล้อมวงอยู่บริเวณโต๊ะกลางเรือนที่มีอาหารทำจากฝีมือของนางตั้งวางไว้ประมาณ5-6 อย่าง
มื้ออาหารนี้ดูเหมือนว่าจะเป็มื้ออาหารธรรมดาทั่วไปแต่ว่าผู้าุโติงหยวนอยู่ๆก็พูดขึ้นมาท่ามกลางโต๊ะอาหาร“ ว่าแต่พวกเ้าเป็ผู้ใดมาจากไหนเหตุใดถึงอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้ ”
ในตลอดหลายวันอาศัยอยู่ที่สถานที่แห่งนี้พวกเขายังไม่ได้ถามพ่อลูกทั้งสองเลยว่าเป็ผู้ใดมาจากไหน
ลู่หยางได้ยินคำถามนั้นวางชามข้าวและตะเกียบในมือของตนเองลงมองตรงไปที่ผู้าุโผู้นั้นก่อนที่จะกล่าวแนะนำตัว “ข้าเดินทางมาจากเมืองอู่เซียนขอรับคนพวกนั้นตามพวกเราสองพ่อลูกมาก่อนหน้านี้มันฆ่าภรรยาของข้า ”
าุโสองสามีภรรยาเหลือบสายตามองกันและกันก่อนที่ผู้เป็สามีจะกล่าวถามอย่างแน่ชัด “ พวกมันฆ่าภรรยาของเ้า? ”
“ ใช่แล้วขอรับ ”
“ พวกมันฆ่าภรรยาของเ้าด้วยเหตุอันใด ” อ้ายอี้นางเอ่ยถามขึ้นถึงเหตุผล
ลู่หยางเม้มปากเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วก็มุ่งตรงไปยังสัมภาระของตนเองนำกล่องบางอย่างออกมา
มันเป็กล่องเหล็กที่ภรรยาของเขานั้นเก็บเอาไว้เป็อย่างดีเดินตรงมาที่โต๊ะอาหารวางมันลงตรงหน้าของาุโทั้งสอง“ ดูเหมือนว่าจะเป็เพราะว่าของสิ่งนี้ขอรับ ”
ทั้งสองใช้ดวงตาของตนเองมองไปที่สิ่งที่อยู่ด้านหน้า“ นกอินทรีย์สามตัว ”
เมื่อได้ยินผู้าุโติงหยวนกล่าวขึ้นมาเช่นนั้นลู่หยางขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันพูดสวนขึ้นมาอย่างทันควัน “ผู้าุโรู้จักหรือขอรับ? ”
ดูเหมือนว่าเขานั้นจะได้เบาะแสเกี่ยวกับเื่นี้แต่ไม่กี่ลมหายใจต่อมาก็ได้คำตอบผู้าุโผู้นั้นทำการส่ายหัวไปมาบอกว่าไม่รู้จัก
ลู่หยางดวงตาปรากฏความผิดหวังอยู่สามส่วน
“ แต่ว่าสัญลักษณ์เช่นนี้คนที่มีสัญลักษณ์เช่นนี้จะต้องเป็ตระกูลใหญ่อย่างแน่นอนไม่เช่นนั้นคงจะไม่ทำสัญลักษณ์แบบนี้ออกมาบนแม่กุญแจ ” าุโติงหยวนผู้นั้นกล่าว
ตามหลักแล้วถ้าเป็ตระกูลเล็กๆหรือคนที่ไม่มีชื่อเสียงไม่มีทางที่จะสร้างของที่เป็สัญลักษณ์เฉพาะเช่นนี้ขึ้นมาเพราะแบบนั้นเลยวิเคราะห์ได้ในทันทีว่าคงจะเป็เื่ราวเกี่ยวกับพวกตระกูลใหญ่ๆที่มีอำนาจเป็อย่างมาก
“ บางทีอาจจะเป็คนภายในราชสำนักก็ได้ ” ผู้าุโอี้กล่าวขึ้น
ลู่หยางปล่อยลมหายใจแห่งความหนักหน่วงออกมาจากทางปากและจมูกใช้มือของตนยื่นไปััที่ศีรษะของบุตรสาวที่กำลังตักข้าวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยจ้องมองนางด้วยความอาลัย
าุโติงหยวนมองเห็นเช่นนั้นก็พารู้สึกใจหดหู่ไปด้วยจึงพาเปลี่ยนเื่สนทนา“ แล้วเ้าจะเดินทางไปที่ไหนต่อหลังจากนี้? ”
ลู่หยางกลับมามองส่ายหน้าอย่างหมดหวัง“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นเดียวกันขอรับตอนแรกเดินทางออกมาจากเมืองเพราะหวังจะหนีจากคนพวกนั้นแต่เมื่อได้ยินพวกท่านพูดกันว่าพวกมันเป็ตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ใดที่รอดพ้นจากหูตาของพวกมันและสามารถปกป้องชีวิตบุตรสาวได้”
าุโทั้งสองทำการหันใบหน้ามองกันและกันหนึ่งคราก่อนที่ผู้าุโติงหยวนจะหันมามองแล้วก็ถามหาความจริงอย่างที่ตนเองสงสัย “เ้าหนุ่มศพก่อนหน้านี้ประมาณสี่ศพเ้าเป็คนสังหารเองงั้นรึ? ”
ลู่หยางเงยใบหน้าขึ้นเล็กน้อยทั้งผงกศีรษะของตนเองตอบรับกลับไป
ติงหยวนลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วเดินเข้ามาใกล้ๆใช้มือจับคำร่างกายของลู่หยางทุกส่วนลู่หยางได้แต่ร่างกายแข็งทื่อมองผู้าุโผู้นั้นที่ใช้มือจับคำร่างกายของตนเองอย่างประหลาดใจ
เมื่อจับคำร่างกายจนครบทุกส่วนาุโผู้นั้นถอยไปหนึ่งก้าวยกมือของตนเองขึ้นมาจากบริเวณปลายคาง พลางพยักหน้าขึ้นลงก่อนจะกล่าว “ ยอดเยี่ยมๆร่างกายยอดเยี่ยมพร์ยอดเยี่ยม เหมาะสมกับการฝึกฝนวรยุทธ ”
“ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เ้าหนุ่มถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปที่ใดอยู่ที่นี่ก่อนฝึกฝนวรยุทธกับข้าแล้วก็ฝึกฝนวิชาแพทย์จากภรรยาของข้านำเป็ความรู้ติดตัว มันสามารถทำให้เ้าอยู่รอดภายในยุทธจักรได้ ”ติงหยวนยื่นข้อเสนอออกมา
ลู่หยางกระพริบตามองก่อนที่จะบังเกิดความคิดภายในหัวหันไปมองที่บุตรสาวของตนเองหนึ่งคราเขาในตอนนี้ไม่สามารถปกป้องลู่หนิงหนิงได้จริงๆ
เมื่อคิดได้เช่นนั้นภายในใจบังเกิดเปลวเพลิงแห่งความพยายามหันกลับไปมองที่ผู้าุโทั้งสองพยักหน้าตอบรับข้อเสนอนั้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นลู่หยางยกน้ำชาคารวะผู้าุโทั้งสองเป็อาจารย์ตามธรรมเนียมเขาร่ำเรียนวิชาจากผู้าุโติงเป็วิชาการต่อสู้และวรยุทธส่วนอีกหนึ่งท่านเขานั้นร่ำเรียนเป็วิชาการแพทย์คิดว่าเมื่อออกไปจากสถานที่แห่งนี้จะใช้วิชานี้ในการหาเลี้ยงชีพ
1 ปีผ่านไป
ดวงตะวันจันทราผ่านพ้นอากาศหนาวคลืบคลานเข้ามาแล้วก็ผ่านพ้นไปแต่โดยดี ลู่หยางมานะบากบั่นพยายามร่ำเรียนวิชาของผู้าุโทั้งสองโดยใช้เวลาทั้งหมดของวันไม่เคยเกลียดคร้านแม้แต่วันเดียวศึกษาวรยุทธจนถึงแก่นแท้ศึกษาวิชาแพทย์จนถึงรากฐานแม้ว่าจะยังไม่เชี่ยวชาญเท่าาุโทั้งสองผู้เป็อาจารย์แต่ความรู้ขนาดนี้ขาดซึ่งเพียงแค่ประสบการณ์เท่านั้น
ลู่หยางพร้อมนำพาบุตรสาวของตนเองกลับคืนสู่โลกภายนอกอีกครั้งหลังจากที่เร้นกายอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มา1 ปีเต็มๆ
่เวลาแห่งการจากลาแสนจะโศกเศร้าก่อนจะจากกันผู้เป็อาจารย์ทั้งสองทำการมอบของติดตัวมาให้กับเขาด้วยอาจารย์ติงหยวนมอบกล่องกระบี่ที่ภายในกล่องกระบี่มีกระบี่บรรจุอยู่ประมาณเจ็ดเล่มส่วนอาจารย์อี้มอบซองเข็มเทวะภายในมีเข็มเทวะทั้งหมดสิบหกเล่มให้
ลู่หยางพร้อมกลับคืนสู่โลกภายนอกอีกครั้ง
จบบท