บทที่ 8
ออกเดินทาง
ณ ทางเดินนอกพระตำหนักหยางซินเตี๋ยน
“ท่านอาจารย์ขอรับ ทำไมท่านไม่กำราบท่านเฟยหวงเสีย ที่มายื้อแย่งผู้มีพร์กับท่านอาจารย์” ฉีกงกง ผู้ที่เป็ขันทีเฒ่าในองค์จักรพรรดิมนุษย์ และยังเป็ศิษย์ในสำนักของบรรพชนผู้เฒ่าเฉินด้วย ได้กล่าวถามในขณะที่เดินตามหลังบรรพชนผู้เฒ่าเฉินอยู่
“เ้าอย่าได้กล่าวร้ายเลย เื่อันใดที่เราต้องไม่แย่งชิงศิษย์กับท่านเฟยหวงด้วยเล่า ข้าแค่ไม่ชอบใจที่เ้าเกาเหวยกวงมีจิตไม่ซื่อแค่นั้นเอง ส่วนการจะไปสู้รบปรบมือ กับท่านเฟยหวง อีกสักพันปีคงพอจะทำได้” บรรพชนผู้เฒ่าเฉินยืนกล่าวแบบสุภาพในขณะที่เอามือไพล่หลังอยู่
“ท่านเฟยหวงหน้ากลัวขนาดนั้นเลยหรือขอรับ” ฉีกงกง ยังไม่เข้าใจ
“ถึงแม้ว่าท่านเฟยหวงจะมีศิษย์เพียงแค่ห้าคน นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือนางเป็ศิษย์ของท่านมอเยวียน เทพเ้าแห่งาซึ่งอยู่มาั้แ่เมื่อยุคาแล้ว ไหนจะศิษย์ผู้พี่ของนางอีกเล่า ความขมขื่นจะมีมากกว่าความหวานชื่นนะ เ้าว่าอย่างนี้ไหมละ” ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินกล่าวยิ้มในหน้า แล้วหันไปถามท่านฉีกงกงอีกครา
“ฮ่า ๆ ขอรับ ข้าน้อยผิดที่รู้เท่าไม่ถึงการจริง ๆ ขอท่านอาจารย์โปรดอภัยด้วย ว่าแต่ท่านเฟยหวงผู้นี้ ทำไมนางถึงเลือกรับศิษย์คนนี้กัน ข้าน้อยอยู่มาเกือบจะพันปี เด็กเพ่ยเจินคนนี้กำลังเป็คนที่สามเองนะขอรับ” ฉีกงกง เอ่ยขอโทษด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ก็ยังมีคำถามที่อยากถามสืบต่อไป
“เหตุผลในข้อนี้ ข้าก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่การที่เด็กเพ่ยเจินได้นางเป็อาจารย์ ย่อมเป็คุณอย่างมหาศาลมากกว่าโทษแน่นอน”
หลังจากท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินกล่าวเสร็จ ก็แปลงร่างเป็แสงประจุสายอัสนีสายหนึ่ง แล้วก็แว๊บหายไป
ในพระบรมราชวังขององค์จักรพรรดิมนุษย์กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ณ ทางเดินตอนหนึ่ง
“ท่านอาจารย์เ้าค่ะ ท่านจะให้ข้าติดตามท่านไปตอนนี้เลยหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินในขณะที่รีบเดินจวนจะวิ่งเพื่อติดตามท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง
เมื่อท่านเฟยหวงได้สดับดังนั้นก็หยุดเดิน แล้วหันกลับมากล่าวอย่างเย็นฉืดว่า
“ใครเป็อาจารย์เ้า ข้าแค่ทำหน้าที่ของข้า เ้าก็อยู่ส่วนเ้า” นางกล่าวด้วยสีหน้าที่แข็งกระด่าง ซึ่งการกระทำนี้ขัดกับบุคลิก และการแต่งกายและการประทินโฉมของนางอย่างสิ้นเชิง
หลังจากที่ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าวจบ ก็เดินเข้ามาใกล้เพ่ยเจิน แล้วก็ล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ
“เอาติดตัวไว้ นี่เป็เครื่องรางของข้า หากเ้าอยู่ไหนข้าจะไปหาเ้าได้โดยพลัน” หลังจากกล่าวจบท่านเฟยหวงก็แปลงเป็ดวงไฟดวงน้อย แล้ววูบหายไป
เพ่ยเจินหยิบเครื่องรางรูปดวงไฟนั้นไว้ ด้วยความชื่นใจที่ว่า อย่างน้อยท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงก็ไม่ได้รังเกียจ หรือปฏิเสธนางเสียทุกอย่างไม่
หลังจากทุกคนออกมานอกประตูวัง ก็ต่างร่ำลากันแยกย้ายไปคนที่คนละทาง
ในตอนนี้ตาเฒ่าหม่า และคนตระกูลเสินก็มารอเพ่ยเจินแล้วเหมือนกัน ทุกคนมองนางด้วยความปิติ ที่นางสามารถเข้าสำนักได้ตามที่หวัง
“เอาละ พวกท่านจะไปพักที่จวนของเราก่อนก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยเดินทาง” ท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกัง ที่เป็ผู้เอื้อนเอ่ยวาจามาหาเพ่ยเจินเป็คนแรก
เสินว่านเองก็รีบเดินมาจับต้นแขนของเพ่ยเจิน เป็การแสดงออกว่าขอให้อยู่ที่จวนก่อน อย่างน้อยนางเองก็ยังคงคิดถึงครอบครัวบ้าง
เมื่อเพ่ยเจินตระหนักได้ถึงความรู้สึกของเสินว่านก็ได้แต่น้อมรับคำกล่าวนั้น ทั้ง ๆ ที่นางเองก็อยากกลับไปที่บ้านใต้สะพานของตนเอง เพราะท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าวมาแบบนั้น
“ก็ได้ พักที่นี่ก่อนสักคืน อย่างน้อยก็เพื่อให้ท่านได้คลายความเหงา” เพ่ยเจินจับมือเสินว่านแล้วกล่าวด้วยอาการยิ้มแย้ม เป็การบ่งบอกว่านางรักในน้ำใจของเสินว่านมาก ๆ ทุกคนในตระกูลเสินเองก็ชื่นชมในตัวเพ่ยเจินหลาย ๆ ด้าน ยกเว้นเสียแต่ เสินเหยา และเสินหยง เท่านั้นที่ไม่ยินดีอะไรเลย
เมื่อมาถึงที่จวยตระกูลเสิน ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพื่อมารับประทานอาหารค่ำ เพราะใกล้ได้เวลาพอดี
เพ่ยเจิน เข้ามาที่ห้องที่ตนเองเคยพัก ก็พบว่ามีใครคนหนึ่งนั่งกึ่งนอนบนตั่งไม้เก่าคร่ำครึอยู่ก่อนแล้ว
“เ้าทำได้ไม่เลวนะ” เสียงนั้นกล่าวกับเพ่ยเจินอย่างเรียบเฉย โดยยังไม่ลืมตาเป็ปกติ
“ขอบคุณเ้าค่ะ ข้ารู้นะเ้าค่ะ ว่าท่านแอบช่วยให้ข้าเข้าสำนักปราณยุทธ์พลาญโลกันต์ของท่านเฟยหวงได้” เพ่ยเจินกล่าวในขณะที่นางก้มหัวแสดงออกว่าขอบคุณเขา
“เ้ายังต้องพึ่งพาข้าอีกมาก หึหึ” เสียงนั้นกล่าวเรียบเย็น
“ต่อแต่นี้ข้าต่อทำยังไงต่อไปดีเ้าค่ะ” เพ่ยเจินถามบุรุษผู้นั้นอย่างหน้าใสซื่อ
“แค่ทำตามปกติที่เ้าปรารถนา เื่อื่นใดอย่าได้กังวลไป” เสียงนั้นกล่าวอย่างอบอุ่น แม้สีหน้าท่าทางจะไม่แปลเปลี่ยนไปก็ตาม
เพ่ยเจินพยักหน้าเป็การแสดงออกว่าเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดแล้ว เพ่ยเจินนั่งพินิจมองไปที่บุรุษผู้ที่นั่งหลับตาอยู่อย่างนั้น ซึ่งครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่นางได้มองเขาอย่างชัดเจนที่สุด สิ่งหนึ่งสิ่งใดในความรู้สึกอันอธิบายยากของนาง กลับรู้สึกคุ้นเคยกับเขาเป็อย่างมาก
“ท่านเ้าค่ะ ท่าเป็…”
“ท่านเพ่ยเจินเ้าค่ะ ได้เวลาอาหารค่ำแล้วเ้าค่ะ เชิญที่โถงหลักได้เลยเ้าค่ะ”
พอดีที่เพ่ยเจินกำลังจะกล่าวถามอันใดได้นั้น ก็มีสาวใช้ได้เดินเข้ามาในห้องเสียก่อน พร้อมกับเอ่ยคำเชิญให้ไปรับประทานอาหารได้แล้ว
“ได้สิ งั้นไปด้วยกันตอนนี้เลยเ้าค่ะ” เพ่ยเจิน ทำหน้าเสียดายอย่างไม่มีใครเห็น แต่ก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเดินตามสาวใช้ไป
“ท่านพูดกับข้าน้อยแบบนี้มันดูไม่ดีนะเ้าค่ะ” สาวใช้ทำหน้าเป็กังวล
“ไม่เป็ไรหรอก ข้าก็เป็เพียงขอทานน้อยเท่านั้นเอง อย่าได้เกรงใจอะไรเลย” เพ่ยเจินจับมือสาวใชนางนั้น พร้อมกับกล่าวอย่างอ่อนโยน
“ท่านชื่ออะไร” เพ่ยเจินเอ่ยถามขณะที่จับมือนางอยู่
“ข้าชื่อเหม่ยเซียงเ้าค่ะ ท่านมาอยู่ใกล้บ่าวรับใช้อย่างข้า และยังกล่าวด้วยท่าทีแบบนี้ ข้าอาจจะทำให้ท่านเสียเกียรติได้นะเ้าค่ะ” เหม่ยเซียงกล่าวในขณะที่นางก้มหน้าต่ำอย่างเจียมตัว
“ข้าจำท่านได้ ั้แ่วันแรกที่ข้ามาถึงที่นี่ ก็มีท่านนี่แหละที่คอยช่วยเหลือข้าอย่างไม่รังเกียจ แล้วข้าจะไปรังเกียจท่านได้อย่างไร คำว่าเกียรติ มันก็เป็เพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น จิตใจที่ประเสริฐสิที่น่าจะมีเกียรติมากกว่า ท่านว่าไหมละ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มอย่างอ่อนโยน และยังจูงมือเดินนำหน้าเหม่ยเซียงอย่างไม่รังเกียจอันใด ทำให้เหม่ยเซียงได้แต่ก้มหน้าอย่างปลืมปิติ
“เอาละ เรามาถึงโถงหลักแล้ว เหม่ยเซียงหากมีโอกาสท่านอยากติดตามข้าไหม” เพ่ยเจินหันไปกล่าวอย่างจริงจัง
“เออออ หากข้ามีวาสนานั้นจริง ท่านโปรดเมตตาข้าด้วยเ้าค่ะ” เหม่ยเซียงเอ่ยกล่าว ด้วยท่าทีจริงใจ จากนั้นนางได้นั่งชันเข่าซ้ายลง และค้อมหัวเป็การคารวะให้แก่เพ่ยเจินอย่างจริงใจ
“เอ๋… นี่ข้าจะมีคู่แข่งแล้วหรือนี่” เสียงของเสินว่านกล่าวอย่างอารมณ์ดีมาด้านหลัง นางพูดด้วยยิ้มด้วยอย่างเป็กันเองแก่เพ่ยเจิน และยังส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แก่เหม่ยเซียงด้วย
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินเข้าไปด้านในโถง
ด้านในโถงตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่าผู้าุโภายในตระกูล และลูกหลานในบ้านทั้งสามสายของตระกูลเสิน และยังมีตาเฒ่าหม่าที่อยู่กับท่านประมุขตระกูลเสินกุ้ยจง โดยหัวโต๊ะตรงตำแหน่งประธานก็คงไม่พ้นท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกังนั่นเอง
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติอยู่นั้น ก็มีเสียงใครคนหนึ่งที่พูดโพล่งออกมาอย่างกระทันหัน จนทุกคนต้องหยุดพูดและหันไปมอง
“จุ๊ ๆ นั่นมันเด็กขอทานผู้ต่ำต่อยนั่นนี่นา” ใช่แล้วนั่นเป็เสียงของเสินเหยาผู้พี่ ที่นั่งอยู่ข้างเสินหยงผู้น้องนั่งเอง
“ไม่เอาน่า” เสินเซียวพยายามกล่าวทัดทานแบบเบา ๆ เพราะกลัวผู้าุโทั้งหลายจะพลอยโกรธไปด้วย
“จะไปกลัวอันใดเล่าท่านพี่ใหญ่เสินเซียว ถึงนางจะเป็ที่หนึ่ง หรือเป็ผู้ที่สำเร็จถึงขั้นหลังฟ้า แล้วยังไงกัน นางก็หลีกหนีกำพืชที่ว่านางเป็ขอทานไม่ได้” เสินเหยาใช้ศักดิ์ที่มีอายุมากกว่าเสินว่าน และเพ่ยเจินเข้าข่มแหงนางอย่างไม่แยแสสายตาของใคร ขนาดเสินเซียวทัดทานแล้วนางก็ยังไม่หยุด
“พอแล้วหน่า” ท่านประมุขเสินกล่าวเตือนเบา ๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับสายตระกูลที่สาม
“ทำไม่เ้าค่ะ ตอนนี้ข้าเสินเหยา ก็เป็ถึงศิษย์ราชสำนัก ต้องกลัวอันใดกับนางเล่า ใคร ๆ ก็รู้ว่าศิษย์สายสำนักราชวงศ์นั้นน่าเกรงขามเพียงใด” นางกล่าววาจาอย่างถากถาง หยามเหยียดเพ่ยเจินอย่างร้ายกาจที่สุด
“หึหึ ศิษย์สำนักราชวงศ์รึ! แล้วเ้าคิดไม่ออกหรือว่านางเป็ศิษย์ของใคร!!!”
ทันใดนั้น เสียงที่คำรามออกมาอย่างแผดร้อนจากใครคนหนึ่ง ที่มาจากเงามืดด้านหลังเพ่ยเจิน
ทุกคนในที่นั้นต่างผงะตื่นตะลึงงันกับบุคคลที่มา บรรยากาศโดยรอบเริ่มร้อนระอุ เหงื่อแต่ละคนเริ่มออกเม็ดเนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างกระทันหัน คอทุกคนเริ่มแห้ง ลมหายใจเริ่มผ่าวร้อน แม้แต่เพ่ยเจินที่หันหลังกลับไปนางยังคงตื่นตะลึงงันไปด้วย
“ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง!!!” เสียงของท่านราชครูผู้เฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ด้วยอาการตื่นกลัว ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจาอันใดออกจากปากตนสักคำ
“ทุกคนคารวะ ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง”
เมื่อสิ้นเสียงของท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน ทุกคนในที่นั้นแม้แต่เสินเหยาเอง ก็ต่างนั่งลงชันเขาซ้ายขึ้น และค้อมตัวลงคารวะ นี่คือ การคารวะบุคคลระดับเทพเซียนโดยอาการยอมศิโรราบอย่างแท้จริง
“เ้ามั่นใจจริง ๆ รึ ว่าเฉียนชิ่ง หรือเฉินหว่าชุน สามารถล้มข้าได้ และเ้าแน่ใจรึว่า…” ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงหยุดเว้นระยะกล่าว และเน้นหนักทุกคำพูด ทุกคนต่างหยุดลมหายใจตาม
“ค่ำคืนนี้ข้าจะ… ไม่เผลอพลั้งมือฆ่าล้างตระกูลเ้า!!!”
หลังจากคำพูดทั้งหมดหยุด ทุกคนในที่นั้นต่างเหมือนท้องนภา ผืนปฐีนี้จะถล่มถลายก็มิปาน
“ปะ ปะ โปรดเมตตาตระกูลข้าน้อยด้วยขอรับ” ท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน กล่าวได้แต่ละคำอย่างทุลักทุเล แต่ก็ไร้คำได้ออกมา บรรยากาศตรึงเครียดเป็ที่สุด อากาศก็ยิ่งร้านระอุจนแสบผิวไปหมดทุกคน
“มหามรรคาฟ้าอัคคีพลาญโลกันต์ วิถีทำลายที…”
“ท่านอาจารย์เมตตาศิษย์ด้วยยย” เสียงของใครคนหนึ่งที่ดังดั่งจะะโกลบเสียงของบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงจนหมดสิ้น
ทุกคนต่างมองหาต้นเสียงที่เอ่ยวาจาขัดท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง ว่าอยู่ที่ไหน
“นั่นเ้าทำอะไรกัน!” บรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเป็ที่สุด
ในขณะที่เพ่ยเจินเอ่ยวาจานั้น นางก็ได้นั่งลงชันเขาซ้ายค้อมกายลงต่อหน้าบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงด้วยความสมัครใจของนางเอง
เมื่อทุกสายตามองเห็นเพ่ยเจินอันเป็ที่มาของเสียงอันไปขัดกับวาจาแห่งท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงนั่งค้อมกายอยู่ตรงนั้น
ครืนนน!!!
ทันใดนั้น บนท้องนภาก็พลันปรากฏเสียงะเืเลือนลั่น ทั่วทั้งมหานครหลวงต่างมีบรรยากาศน่าสยดสยองใจอย่างถนัดตา แต่ก่อนที่จะเกิดอันใดต่อนั้น
“ยืนขึ้นเดียวนี้!” ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงตวาดลั่น ก่อนจะสะบัดมือ จากนั้นก็มีพลังไร้รูปลักษณ์ชนิดหนึ่งฉุดให้เพ่ยเจินยืนขึ้นอย่างฉับไว
แล้วเสียงบนท้องนภาก็สงบลง บรรยากาศโดยรอบเมืองหลวงก็พลันกลับมาเป็ปกติดั่งเดิม
“เ้ากล้าออกหน้าปกป้อง พวกต่ำตมที่เหยียดหยามเ้ากระนั้นรึ” บรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าววาจาตำหนิอย่างเดือดดาลใจ
“มิใช้เช่นนั้นเ้าค่ะท่านอาจารย์ นั่นเพราะตระกูลเสินเป็ตระกูลเดียวที่ข้าน้อยรู้จัก และยังเป็ตระกูลเดียวที่ค่อยสงเสริมข้าน้อยมาโดยตลอด” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าที่วิงวอนต่ออาจารย์ตน
“เช่นนั้น เ้ายินดีจะตกตายพร้อมพวกมันกระนั้นรึ” เสียงกล่าวของบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงนั้นดังกังวาลฟังชัดทุกถ้อยคำ ทุกคนต่างหายใจไม่ทั่วท้อง เหงื่อไหลพรากโทรมกาย
“เ้าค่ะ หากท่านอาจารย์เห็นสมควรว่าศิษย์ผู้นี้ไม่ดี เนื่องเพราะข้าน้อยสำนึกในบุญคุณของผู้มีพระคุณ ข้าน้อยก็ยินดีเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง สายตาของนางแนวแน่ว่าจะไม่ยอมหลบหลีกแม้แต่ก้าวเดียว
บรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง ยกมือขึ้นสูงเป็สัญลักษณ์ว่าจะใช้ศาสตร์คาถา พลันเกิดพลังปราณยุทธ์มหาศาลมากมายหลั่งล้นทะลัก จนทุกคนต่างกลัวจนสุดที่จะกลัวได้แล้ว บางคนถึงกับร้องร่ำไห้ออกมา แม้แต่ท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกังเอง ตอนนี้ก็จนปัญญาแล้ว เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีใครในพิภพนี้จะกล้าเสี่ยงออกหน้าเพื่อช่วยตน ที่ตกเป็เป้าของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง และยิ่งเป็ท่านเฟยหวงที่ในรอบพันปีนี้ ยังไม่เคยลงมือสักครั้งหนึ่ง ใครหน้าไหนจะกล้าขัดนางได้
(ตระกูลเสินที่อยู่มานานนับสามพันปี คงจบสิ้นกันในวันนี้แล้ว) ท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกังหลับตาลงกล่าวในใจตนอย่างปลงกับชีวิตนี้แล้ว
(ท่านหลิงเทียนเ้าค่ะ โปรดเมตตาข้าด้วย) เพ่ยเจินกล่าวร้อนใจในห้วงกระแสจิตของตนเอง แต่ก็ไร้วี่แววว่าจะมีเสียงใดตอบรับมา นั่นยิ่งทำให้นางทำได้แต่ยืนเกรงงอตัว แล้วหลับตาลง น้อมทำใจยอมรับชะตากรรมตรงหน้านี้
แต่ทันใดนั้นก็เหมือน์โปรดก็มิปาน
“เหอะ ดี วันนี้มันเป็วันดี ข้ารับศิษย์ที่เยี่ยมยอดมา ข้าจะให้อภัยพวกเ้าสักคราหนึ่ง แต่จงสำเหนียกไว้ ว่าข้าหาได้ปล่อยให้ใครหน้าไหนมาข่มเห่งศิษย์ข้าได้ไหม หนึ่งครา พลาญหนึ่งเมือง จำไว้” เสียงของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าวอย่างเรียบเย็นเสียงนั้นประดุจคมกระบี่ทิ่มแทงทะลุทุกดวงใจในที่นั้น
“ขอบพระคุณท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงที่โปรดเมตตาสกูลเสินข้า ข้าจะจำใส่ใจไว้ในคำกล่าวนั้น และจะสอนลูกสอนหลานสืบไปอีกพันปีขอรับ” ท่านราชครูผู้เฒ่าเสินรีบกล่าวขอบพระคุณในน้ำใจของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงที่เมตตาอย่างพลันวัน
“โบยนางห้าสิบไม้ กักบริเวณภายในจวนห้าเดือน และโบยบ้านสายสามคนละสามสิบไม้ ไม่เว้นนาย ไม่เว้นบ่าว” ท่านราชครูผู้เฒ่าเอ่ยวาจาเฉียบขาด จากนั้นท่านประมุขตระกูลเสินกุ้ยจงก็ได้นำพวกบ้านสายสามไปลงโทษ ส่วนเสินเหยา เมื่อได้ยินดังนั้นด้วยความกลัวจากเื่ราวที่พึ่งเกิด ทำให้นางสลบลงหมดสติไป
เมื่อบ้านสายสามออกไปจนหมด ท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน รีบเทียบเชิญท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงไปนั่งที่หัวโต๊ะตรงตำแหน่งประธาน
“นับแต่นี้ ศิษย์ข้าไม่ติดค้างอันใดแก่สกูลเ้าอีก” ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวงกล่าวด้วยวาจาที่ประดุจดั่งพยัคฆ์ร้ายขย้ำเหยื่อ ท่านราชครูผู้เฒ่าเสินได้แต่ค้อมกายคารวะรับคำแต่โดยดี
“วันนี้ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลยสักอย่าง ในท้องข้ามีแต่สุรา ดั่งนั้นพวกเ้าคงไม่ว่ากระไรมั้ง ที่ข้าจะฝากท้องไว้กับตระกูลเ้า” ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง กล่าวโดยไม่มองหน้าท่านราชครูด้วยซ้ำไป นั่นเป็การแสดงออกอย่างชัดเจนว่าท่านหาได้คลายความโกรธลงไปสักเล็กน้อยไม่
“อย่าได้กล่าวแบบนั้นขอรับ นี่ยิ่งเป็เกียรติแก่ตระกูลเสินเรา ที่ได้มีโอกาสต้อนรับท่านเฟยหวงซางจวิ้น(เซียน์สี่ชั้นถึงหกชั้นฟ้า เซียน์ระดับกลางเรียก ซางจวิ้น) ซึ่งตระกูลใดในพิภพนี้ยังหาคงได้มีโอกาสเช่นนี้ไม่”
เมื่อท่านราชครูผู้เฒ่าเสินอ่านสถานการณ์ได้ดังนี้ ก็รีบจัดการสั่งให้ห้องครัวตระเตรียมอาหารเลิศรส นำสุราที่ดีที่สุดในรอบพันปีมาในการนี้
“เพ่ยเจิน มานั่งใกล้ข้านี่” น้ำเสียงของท่านเฟยหวงซางจวิ้นยังคงแฝงด้วยกลิ่นไอแห่งโทสะอยู่
“ท่านอาจารย์เ้าค่ะ ท่านยังโกรธข้าที่ขัดคำสั่งสอนของท่านอยู่หรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าที่สลดลง ต่อหน้าท่านเฟยหวงซางจวิ้นแล้ว นางเหมือนทำผิดต่อผู้ที่มีพระคุณกับนางและพึ่งจะเปิดใจยอมรับนางได้ไม่นาน นางก็กลับมาทำท่านเสียใจแล้ว
“อย่ากล่าวให้มากความ เลิกทำสีหน้าเหมือนวัวเคี้ยวหญ้าไม่แหลกได้แล้ว หากยังไม่หยุดข้าสัญญาว่าข้าจะเผาเมืองหลวงนี่ทิ้งซ่ะ” คำกล่าวนี้เป็คำพูดทีเล่นทีจริง แต่ก็ยังมีร่องรอยแห่งโทสะอยู่มาก
เมื่อเพ่ยเจิน ได้ยินดังนั้นก็รีบปรับอารมณ์ของตนอย่างรวดเร็ว เพราะนางรู้แล้วว่าอาจารย์ตนกำลังอ่อนข้อให้แล้ว แล้วรีบไปนั่งด้านข้างตำแหน่งประธานในโต๊ะอาหารนั้น
“ว่าแต่ท่านอาจารย์ตามหาข้าถูกได้ยังไงเ้าค่ะ” เพ่ยเจินถามอย่างสงสัย
“นี่เ้าเป็อัจฉริยะจริงหรือหลอกกันแน่ ก็ข้าให้เครื่องรางแก่เ้าแล้วหนิ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยตำหนิเบา ๆ
“ก็ข้าไม่มีความทรงจำ หรือความรู้ใด ๆ ในสมองเกี่ยวกับพิภพนี้เลยหนิเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่งดั่งเด็กน้อยที่โดนตำหนิเช่นนั้น
“เอาหน่า ข้าหาได้ใส่ใจอะไรมาก บอกให้พวกเขามาทานข้าวได้แล้ว ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวปานจะกระซิบให้เพ่ยเจินทราบ จากนั้นนางก็มีสีหน้าดีขึ้นเมื่อได้ยินอาจารย์กล่าวปลอบ นางจึงได้ไปบอกกล่าวแก่เสินว่านให้ไปเรียกทุกคนมาร่วมรับประทานอาหารได้แล้ว
“ข้าน้อย ชื่อหม่าหยงช่าย เป็ขอทานเฒ่า เป็ญาติผู้เดียวของเพ่ยเจิน ข้าเป็ผู้ด้อยวาสนาไม่มีทรัพย์ ไม่มีอะไรเป็ของตนเอง หากข้าพอจะขอพรกับท่านเซียนเฟยหวงได้ ได้โปรดเมตตาพาข้าให้ได้ติดสอยห้อยตามเพ่ยเจินไปด้วยเถิดขอรับ ถือว่าเมตตาคนชราเช่นข้าเพื่อเอาบุญเถิด ข้าไม่เหลือใครให้ยึดเหนี่ยวจิตใจได้อีกแล้วนอกจากนางเท่านั้น”
ในขณะที่เพ่ยเจิน และทุกคนกำลังจะมารวมตัวนั่งโต๊ะอาหารกัน ตาเฒ่าหม่าก็ได้ไปนั่งคุกเข่าหมอบกราบท่านเฟยหวงซางจวิ้น ด้วยอาการสลด บนดวงหน้ามีหยดน้ำตาไหลพราก เขาแสดงออกว่ารักเพ่ยเจินดั่งลูกสาวในอุทรก็มิปาน
ทุกคนล้วนไม่กล้ากล่าวคำได้ออกมา เพราะเดาไม่ได้ว่าท่านเฟยหวงซางจวิ้นจะคิดเห็นเช่นไร และท่านเฟยหวงซางจวิ้นผู้นี้ ยังเป็อิสตรีที่ขึ้นชื่อที่สุดในพิภพนี้เื่อารมณ์ที่แปลกประหลาดของนาง ดั่งนั้นตอนนี้แม้แต่เพ่ยเจินเองนางก็ยังไม่กล้าแต่จะพูดคำใด
ท่านเฟยงหวงซางจวิ้น เหลือบสายตามองมาที่เพ่ยเจิน ก็เห็นเพ่ยเจินที่มีอาการสั่นเทาเล็กน้อย บนดวงหน้าก็เผยขอบตาที่แดงระเรื่อนางกำลังจะร้องไห้ออกมา ท่านเฟยหวงซางจวิ้นมิได้แสดงอาการอันใดออกมา แต่นางกลับพูดดั่งคนเมาว่า
“เห้อออ แล้วเ้าละเสินว่านน้อย เ้าอยากไปกับนางหรือไม่” เสียงนั้นคล้ายดั่งี้เีจะกล่าวอันใดออกมา อาจเนื่องด้วยฤทธิ์แห่งสุราด้วย
เมื่อเสินว่านได้ยินดังนั้น นางก็รีบทรุดกายคุกเข่าลงอย่างฉับไว และรีบประสานมือขึ้นคารวะอย่างรีบร้อนแล้วกล่าวว่า
“ข้าเสินว่าน ตระกูลเสิน ขอความเมตตาจากท่านเฟยหวงซางจวิ้นโปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วยเ้าค่ะ” จากนั้นนางก็คำนับลงกับพื้นอย่างต่อเนื่องไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้ยินเสียงบอกให้หยุด นางพยายามอย่างมากเพราะท่านเฟยหวงซางจวิ้น คือคนที่นางสรรเสริญที่สุดแล้วในชีวิตนี้
“เห้อออ แล้วปู่ของเ้าเล่าจะยอมรึ” เสียงนั้นกล่าวอย่างเฉยเมยก็จริง แต่หางตาของคนกล่าวกลับตวัดฟาดไปทางท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกังอย่างจัง
เมื่อได้ยินคำถามที่เปรียบประดุจอาญาสิทธิ์แห่งองค์จักรพรรดิเช่นนั้น ท่านราชครูผู้เฒ่าก็รีบทรุดกายลงอย่างรีบร้อนเช่นกัน พร้อมกับประสานมือคำนับอย่างไม่หยุดเหมือนเสินว่าน และทุกคนต่างก้มคำนับเช่นกัน
“โปรดเมตตาตระกูลเสิน โปรดเมตตาตระกูลเสิน” พวกเขากล่าวอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด
“เหอะ ๆ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วข้าขอเด็กรับใช้ที่ชื่อเหม่ยเซียงด้วยแล้วกัน พวกเ้าว่ายังไง ถือว่านางเป็ของบูชาครู ให้เสินว่านน้อย” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวด้วยหน้าตาที่อยู่ในอาการมึนเมา แต่นางก็หันหน้ามายิ้มให้กับเพ่ยเจิน เหมือนกับจะบอกว่านี่เป็ของขวัญต้อนรับศิษย์เช่นเ้า
“เป็พระคุณอันใหญ่หลวงขอตระกูลเสินแล้วขอรับ” ท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน รีบก้มคำนับซ้ำไปอีกสามรอบ พร้อมกับคนตระกูลเสิน ด้วยความปิติยินดีเป็อย่างยิ่ง
“ส่วนเ้า เสินเซียว และอีกเสินชายน้อยอีกสองคน จงเร่งฝึกปรือฝีมืออย่าย้อท้อ และเ้าเสินกังเ้าต้องทุ่มสรรพกำลังลงไปสู่หลานเ้าทั้งสามให้ดี แล้วเ้าจะไม่ผิดหวัง เพราะตัวเ้าเองก็จงอย่าช้าอายุขัยเ้าใกล้ถึงกาลดับสลายแล้ว หาก้าให้ข้าช่วยก็ไปหาข้าได้ ถือว่าเ้าได้หมอบหลานสาวให้ข้าแล้ว ข้าจะช่วยเ้าหนึ่งครั้งเป็การไม่เอาเปรียบเ้า” เสียงนั้นกล่าวด้วยอาการมึนเมาขึ้นเรื่อยดุจคนใกล้ขาดสติเต็มกลืนแล้ว
หลังจากทุกอย่างสงบลง ทุกคนในที่นั้นต่างพากันรับประทานอาหารด้วยความยินดีปรีดา ด้วยอาหารที่โอชาเลิศรส สุราชั้นดี และการประโคมดนตรีนารีนางรำทั้งหลาย ทุกคนที่เหลืออยู่ต่างรื่นเริงใจ เว้นเสียแต่เสินเซียว ที่มีความรู้สึกลึก ๆ ว่าครานี้คงต้องจากกับเพ่ยเจินอย่างแท้จริงเสียแล้ว
เมื่อถึงรุ่งเช้าทุกคนต่างตื่นนอนแต่เช้าเพื่อมาเตรียมตัวต้อนรับท่านเฟยหวงซางจวิ้น
พอถึงเวลาอาหารเช้า ทุกคนต่างมาพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็อย่างดี ต่างก็ได้พูดคูยแสดงความยินดีต่อเสินว่าน และกล่าวสอนสิ่งต่าง ๆ ให้เหม่ยเซียงเป็อย่างดี
และแล้วเวลาแห่งการร่ำลาก็มาถึง ทุกคนในตระกูลเสินต่างมารวมตัวกันเพื่อกล่าวลาเพ่ยเจิน เสินว่าน ตาเฒ่าหม่า และเหม่ยเซียง
“รักษาตัวด้วยนะเพ่ยเจิน” เสียงของเสินเซียวดังขึ้นไม่ห่างออกไปนักจากที่เพ่ยเจินยืนอยู่
“เ้าค่ะ ท่านก็รักษาตัวด้วย เมื่อเจอกันคราหน้าหวังว่าท่านคงไม่ลืมข้าเพ่ยเจินคนนี้” เพ่ยเจินหันไปทางเสินเซียว แล้วเอ่ยกล่าวอย่างอ่อนโยน
ในตอนนี้ทั้งสองต่างยืนหันหน้าคูยกันเพียงสองคน ซึ่งทุกคนต่างสนใจเสินว่าน ส่วนท่านราชครูผู้เฒ่ากับท่านประมุขเสิน ก็มุ่นอยู่กับท่านเฟยหวงซางจวิ้น ส่วนพวกบ่ารับใช้ก็เอาแต่กล่าวกับเหม่ยเซียง จึงไม่ได้มีใครสนใจทั้งสองที่ยืนหันหน้าเข้าหากัน
เมื่อเสินเซียวได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าอาการที่เศร้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“นั่นเป็คำพูดของข้าต่างหาก ในวันข้างหน้าเ้าย่อมเจริญก้าวไกลยิ่ง ข้าก็หวังว่าวันนั้นเ้าคงไม่ลืมเสินเซียวผู้ต่ำต้อยเช่นข้านี้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“ข้าจะลืมได้เยี่ยงไรเ้าค่ะ ท่านคือบุคคลที่สองต่อจากตาเฒ่าหม่า ที่ข้าจะไม่มีวันลืมเลยเ้าค่ะ ั้แ่แท่นศิลาดำคืนใจจนถึงตอนนี้ท่านก็สำคัญกับข้าเสมอเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าที่สดใสกว่าทุกคราที่กล่าวกับเขา ในยามปกตินางจะพูดคูยกับเสินเซียวเฉพาะเื่จำเป็ แต่ในครานี้นางแสดงออกอย่างแจ่มแจ่งว่ามีความสุขที่ได้พูดคูยกับเขา
เมื่อทุกคนอำลากันเรียบร้อย ท่านเฟยหวงซางจวิ้นดึงเรือเหาะของวิเศษขั้นเจ็ดออกมาจากถูงปราณฟ้าที่ข้างเอว
เรือเหาะลำนี้ใหญ่โตมโหฬารมากกว่าครั้งที่ของเสินเซียวอีกเป็สิบเท่า เรือเหาะนี้บรรจุคนได้อย่างน้อยก็สองร้อยกว่าชีวิต ด้านในประดับตกแต่งอย่างประณีตที่สุด มีอาหาร และห้องเรียน ห้องฝึกบำเพ็ญพรตเรียบร้อย
เมื่อเรือลำนี้เหาะขึ้นบนฟากฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยปราณยุทธ์ของท่านเฟยหวงซางจวิ้นจึงทำให้ผู้คนมองไม่เห็นนอกจากคนที่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าท่านเท่านั้นที่จะมองเห็น
เรือเหาะั์ค่อย ๆ ไหลผ่านเมืองหลวงไปอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปทางตะวันออกก่อน เพื่อให้เพ่ยเจิน และตาเฒ่าหม่าได้ร่ำลาบ้านใต้สะพานของตนเอง ก่อนที่จะเหาะม้วนอ้อมขึ้นเหนือไป
ในขณะที่ผ่านเมืองเขตลันยาง ตาเฒ่าหม่าก้มมองดูเบื้องล่างแล้วหัวใจก็พลันตื้นตันจุกอกอย่างบอกไม่ถูก นี่คือ เมืองที่เขาเกิด และโตมาจนถึงถูกวันนี้ เขาเป็ขอทานเฒ่าที่นี่มาชั่วชีวิต มาวันนี้เขากำลังจรจากไปในทิศทางอื่น นี่ช่างเป็เื่ที่หดหู่ใจสำหรับเขา
เพ่ยเจินเห็นดังนั้น ก็มานั่งลงใกล้ ๆ ตาเฒ่าหม่าและจับมือเขาบีบเบา ๆ เพื่อเป็การแสดงให้ตาฒ่าหม่ารับรู้ว่าเขายังมีนางอยู่ใกล้ ๆ เพ่ยเจินเหลือบมองไปทางท่านเฟยหวงซางจวิ้น ที่ในขณะนี้ยังนั่งดื่มสุราอยู่ โดยมีเสินว่านและเหม่ยเซียงคอยปรนนิบัติอยู่
เพ่ยเจินแอบขอบพระคุณท่านในใจที่ยังมีโอกาสให้นางและตาเฒ่าหม่าได้อำลาบ้านใต้สะพานของพวกตน
จากนั้นเรือเหาะได้พุ่งทะยานในอากาศอย่างรวดเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัว ผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน พวกเขาต่างก็บรรลุถึงเมืองโค้วโจว ที่มีแต่ทิวเขาเรียงรายสลับซับซ้อนเต็มไปหมด
“นี่เรามาถึงแล้วหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถาม
ก้อง ก้อง ก้อง
ทันใดนั้นพลันเกิดเสียงระฆังที่ดังกังวานขึ้นในยอดเขาที่สูงที่สุด จนมีเมฆหมอกบดบังยอดเขาอยู่
“พวกเ้าเตรียมตัวได้แล้ว นับแต่นี้พวกเ้าเป็คนของหุบเขาสำนักปราณยุทธ์พลาญโลกันต์แล้ว” เสียงของท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างน่าเกรงขามเป็ที่สุด
เมื่อเรือเหาะชะลอความเร็วลง คนบนเรือต่างตื่นเต้นที่ได้ก้มมองดูหมู่บ้าน ที่เรียงรายกันตามแนวเขา แนวแม่น้ำลำธาร ไปจนถึงเมืองหลวงของนครโค้วโจว นี่ล้วนเป็ทิวทัศน์ที่แปลกตาสำหรับพวกเพ่ยเจิน พวกนางจึงตื่นเต้นมากกว่าปกติที่เป็อยู่
จากนั้นเรือหค่อย ๆ เหาะเข้าสู่แนวเขาที่เป็แหล่งที่มาแห่งเสียงระฆังนั้น เพ่ยเจิน และเสินว่านต่างรับรู้ได้ชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้นั้นเป็สถานที่มีพลังฟ้าดินเข้มข้นมากมายมหาศาล พอเทียบเท่ากับวังหลวงแห่งองค์จักรพรรดิมนุษย์ได้เลย หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำไป
สำนักปราณยุทธ์พลาญโลกันต์นี้มีบันไดเดินขั้นจากตีนเขาถึงยอดนับได้สิบหมื่นซี่พอดี บนยอดเขานี้หนาวเหน็บจนจับเข้ากระดูก มีเรือนไม้เป็หลัง ๆ ปลูกห่างกันพอสมควร และมีระเบียงทอดยาวตรงดิ่งเข้าไปสู่เรือนหลักที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งหลังสุดท้ายนี้อยู่ติดกับแอ่งน้ำสีเขียวมรกตขนาดใหญ่ ใหญ่ขนาดที่ว่าเดินวนหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณสามชั่วยามเลยทีเดียว
เมื่อทุกคนเดินตามท่านเฟยห่วงซางจวิ้นมาถึงเรือนหลักหลังใหญ่ เรือนหลังใหญ่ที่สุดนี้มีห้องนอน ห้องอาบน้ำ ห้องตำรา ห้องโถงรับประทานอาหาร และห้องฝึกบำเพ็ญของท่านเฟยหวงซางจวิ้น
แต่ที่น่าแปลกใจคือพื้นห้อง และพื้นของยอดเขานี้แทนที่จะเป็อิฐดินเผาที่เรียงรองเป็พื้น แต่นี่ก็หาได้เป็เช่นนั้นไม่
“นะ นะ นี่มันศิลาเพลิงเย็น มิใช่หรือเ้าค่ะ” เสินว่านกล่าวด้วยความตกตะลึง
เพ่ยเจิน ตาเฒ่าหม่า เหม่ยเซียง ต่างไม่มีใครทราบว่าศิลาเพลิงเย็นคืออันใดกัน
“หึหึ ไม่เลวนี่เสินว่านน้อย ถูกต้องตามเ้าว่า” ท่านเฟนหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอย่างชื่นชม
“แต่นี่มันสุดจะฟุ่มเฟือยเลยมิใช่หรือเ้าค่ะ หนึ่งก้อนขนาดหนึ่งศอกใช้เบี้ยพันตำลึงทองยังหาซื้อได้ยากเลย แต่นี่ท่านอาจารย์ปูทั้งยอดเขาเลยหรือเ้าค่ะ” เสินว่านกล่าวไป ก็ตะลึงลานไป
“ใช่ เบี้ยแค่นี้จะมาอะไรกับข้ากัน” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวอย่างไม่ได้สำคัญ
“อีกอย่างเ้าค่ะ ท่านเป็มรรคาฟ้าสายอัคคี เหตุไฉนถึงมีศิลาเพลิงเย็นมากมายมหาศาลเช่นนี้ละเ้าค่ะ” เสินว่านยังไม่สามารถควบคุมความตื่นเต้นของตนได้
“เอาละ ๆ เดี๋ยวเ้าจะเข้าใจเอง ตามข้ามา ข้าไม่อยากพูดซ้ำ ตอนนี้ศิษย์ข้าไม่อยู่สักคนมา ๆ” ท่านเฟยห่วงกล่าวอย่างขอไปที แล้วรีบท้วงให้ตามนางไป
“นับั้แ่วันนี้ เสินว่านพักกับข้าในเรือนหลัก เหม่ยเซียงทำหน้าที่ปรนนิบัติทุกอย่าง หุงหาอาหารด้วย ส่วนเ้าหม่าหยงช่ายเ้าช่วยเหม่ยเซียงละกัน ส่วนเ้าเพ่ยเจินตามข้ามา” หลังจากพูดแนะทุกคนหมด ท่านเฟยหวงซางจวิ้นก็เดินนำเพ่ยเจินไป
ทั้งสองเดินมาถึงที่เรือนหลังเล็กหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแอ่งน้ำมรกต ซึ่งตรงข้ามด้านหลังของเรือนใหญ่ของท่านเฟยหวงซางจวิ้น ด้านในเรือนมีห้องอาบน้ำเล็ก ๆ ห้องครัว ห้องนอน และโถงนั่งเล่นน้อย ๆ หนึ่งห้อง นี่เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่งพอดี
“นับแต่วันนี้เ้าจงพำนักอยู่นี่ หากวันไหนอยากรับประทานอาหารกับพวกเขาก็เดินไปได้ หากเ้า้าคำชี้แนะก็ให้ไปหาข้า หรือไม่ข้าก็อาจมาหาเ้า ่นี้ข้าจะยังไม่เข้านิโรธสมาบัติ”
“ทำไมท่านอาจารย์ไม่สอนข้าโดยตรละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวอย่างไม่สบายใจ นางมีความคิดว่าถูกทอดทิ้งอีกแล้ว
“เ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าสามารถเป็อาจารย์เ้าได้ เ้ามีบุคคลที่ประเสริฐอยู่แล้ว และท่านผู้นั้นก็ประเสริฐกว่าข้าหลายเท่าพันหมื่นนับคณา ดั่งนั้นเ้าอย่าได้วิตกไปอาจารย์อย่างข้าจะค่อยอยู่ดูแลเ้าอยู่ใกล้ ๆ เ้าเข้าใจไหม” ถ้อยคำที่ท่านเฟยหวงซางจวิ้นกล่าวนั้นล้วนแต่เป็คำอ่อนโยน ซึ่งจริง ๆ แล้วนางคือ อิสตรีที่อ่อนโยนเป็ที่สุด แต่อาจเนื่องด้วยเหตุผลบางประการถึงต้องแข็งกร้าวเช่นนี้
เมื่อเพ่ยเจินได้ยินคำกล่าวนั้น ก็หวนนึกได้ทันทีว่าบุคคลที่ท่านเฟยหวงกล่าวถึงคือใคร
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะท่านอาจารย์ แต่ท่านผู้นั้นข้ายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเรียนเช่นใดเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวแม้สีหน้าจะเบาใจขึ้นบ้างแต่ก็ยังมีแวววิตกอยู่
“อย่ากังวลไป งั้น่นี้เ้าก็ไปหาข้า เรียนพื้นฐานก่อนแล้วยังไงค่อยว่ากันกับเื่ของท่านผู้นั้น” ท่านเฟยหวงกล่าว
“เ้าค่ะ ท่านอาจารย์เออออ” เพ่ยเจินลังเลที่จะกล่าว
“เ้าอย่าห่วงไป ข้าไม่กล่าวอันใดที่เป็เื่ทำร้ายศิษย์หรอก” ท่านเฟยหวงยิ้มกล่าวแล้วก็เดินจากไป
“โอ้ยยย!!! เอาอีกแล้วนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินรีบหันควับมาในเรือนตน และในขณะนั้นก็เอามือลูบแก้มก้นของตนเองเบา ๆ เพื่อคลายความเจ็บและความเขินอาย
จากนั้นเพ่ยเจินก็มองเห็นบุรุษในชุดดำซีด ที่นอนกึ่งนั่งอยู่บนตั่งไม้คร่ำครึนั้น เขาหลับตาอย่างสนิท และไม่พูดไม่จาอันใดกับนางเลย
เพ่ยเจินโกรธมากจนควันออกหู แต่ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่เดินผ่านเขาที่นอนขวางทางอยู่
เมื่อเดินผ่านแทนที่จะทะลุผ่านไปดั่งทุกครา แต่ครานี้กลับไม่เป็เช่นนั้น เขาฉุดแขนนางให้ล้มลง ม้วนหลังไปนั่งอิงอกเขาอีกที ในขณะที่เพ่ยเจินจะขยับลุก เขาก็กล่าวอย่างชืด ๆ ว่า
“พักก่อนเถิดเ้าตัวโง่งม ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าเหนื่อยจริง ๆ” เสียงนั้นไม่ได้มีท่าทีเชิงหยอกล้อ แต่เป็น้ำเสียงที่เหนื่อล้าจริง ๆ เมื่อเพ่ยเจินหันหน้าไปมองใบหน้าเขาที่ห่างเพียงไม่กี่ข้อนิ้วมือนั้น ก็พบว่าเขามีใบหน้าที่ซีดขาวจนแทบจะไม่มีเือยู่แล้ว
“ท่านป่วยมากขึ้นหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินถาม
“ข้าไม่เป็ไรหรอก พักสักประเดี๋ยวดีขึ้นเ้าค่อยลุกไป ดีไหม” เขากล่าวอย่างช้า ๆ
“ก็ได้เ้าค่ะ”
ด้วยความเหนื่อยเพ่ยเจินเองก็เผลออิงอกเขา แล้วหลับไหลไป
“ต่อแต่นี้ไปเ้าต้องเริ่มชีวิตใหม่นี้ให้ดีนะรู้ไหม เพราะข้า ข้าอยู่ไกลจากเ้าเหลือเกิน ไกลขนาดที่ว่าเ้าใช้เวลาอีกเป็แสนปีก็คงหาข้าไม่พบ ของของข้า”
เสียงนั้นกล่าวอย่างยากเย็น อักขระสีดำในิัเขาที่มีจนเต็มไปหมด มันเลื่อนไหลขึ้นที่คอกลายเป็เหมือนเส้นเืสีดำปูดโปนน่าสยดสยอง ตอนนี้มันดิ้นไปทั่วร่าง ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งกายมีโลหิตสดไหลซึมที่มุมปาก แต่เขาก็ไม่กระดุกกระดิกตัวเพราะกลัวทำให้นางตื่น เขาค่อยลูบไล้เลือนผมสีดำขลับของนางอย่างแ่เบาที่สุด ประดุจกับว่าเขากำลังถนุถนอมของที่แสนจะล้ำค่าก็มิปาน…