ทุกคนเห็นหนิงมู่ฉือร่ำไห้สะอึกสะอื้น แลดูน่าสงสารยิ่งนัก จึงแย้มยิ้มพร้อมกับเอ่ย“แม่นางไม่ต้องกลัว มีพวกเราอยู่ต่อให้เป็นสัตว์ร้ายเช่นเสือหรือสิงโต เห็นพวกเราก็ต้องตกใจจนหนีไป!”
หนิงมู่ฉือแย้มยิ้มออกมา นำจอกสุราของตัวเองไปชนกับทุกคน “พี่ชายช่างใจดีและกล้าหาญองอาจยิ่งนัก ข้าขอดื่มให้พวกท่านหนึ่งจอก”
ทุกคนโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม่นางของของพวกเราจะมาถึงคืนนี้ตอนดึกๆ นี่ก็เย็นแล้ว พวกเราไม่อาจดื่มได้”
“ใช่ แม่นางรีบไปเก็บของเถิด ดึกๆ อาจต้องรีบออกเดินทาง”
หนิงมู่ฉือยิ้มพลางตอบ “ไม่ต้องเก็บหรอกบนตัวข้าไม่มีของสำคัญอันใด ข้าฟุบหลับบนโต๊ะก็ใช้ได้แล้ว หากพวกท่านจะออกเดินทางเมื่อไหร่เรียกข้าก็พอ”
ภายในมุมหนึ่งของร้านจอมยุทธ์ซึ่งสะพายดาบเอาไว้ด้านหลังมองท่าทางเช่นนั้นของหนิงมู่ฉือพร้อมกับยกยิ้มมุมปากเขาส่ายหน้า ยกจอกสุราขึ้นดื่ม ก่อนจะจ้องมองไปทางหนิงมู่ฉือต่อ
หนิงมู่ฉือฟุบหน้าลงกับโต๊ะ หลับตาด้วยจิตใจที่ไม่สงบนัก ใจเต้นแรงอยู่ตลอดนางไม่กล้าหลับ คอยเงี่ยหูฟังเสียงรอบๆ ตัวขณะที่มือกุมของที่อยู่ตรงหน้าอกเอาไว้ไม่ปล่อย
ผู้คุ้มกันทั้งหลายเหมือนจะเหนื่อยเช่นกัน ฟุบหน้าลงกับโต๊ะก่อนจะหลับไปบางคนถึงขั้นส่งเสียงกรนออกมา นางฟังความเคลื่อนไหวรอบๆ ตัวขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจนัก
ไม่ง่ายเลยกว่าจะล่วงเลยมาถึงเวลากลางดึก ผู้คุ้มกันทั้งหลายตื่นขึ้นมานางเองก็เช่นกัน มองทุกคนที่กำลังยุ่งกับงานในมือ นางเอ่ยถามคนเหล่านี้ “พี่ชาย จะออกเดินทางแล้วหรือ”
“แม่นาง รีบตื่นเร็ว ทำงานเช่นพวกเราก็ต้องออกเดินทางตอนกลางดึก”
นางรีบลุกขึ้นยืน จูงม้าเดินตามผู้คุ้มกันทั้งหลายไป
หนิงมู่ฉือเดินอยู่ข้างหน้า โดยมีจอมยุทธ์สะพายดาบเดินตามหลังจอมยุทธ์ผู้นี้จับตามองไปที่แผ่นหลังของหนิงมู่ฉือไม่ละสายตาประกายตาที่มองอ่อนโยนลงหลายส่วน
เหล่าผู้คุ้มกันเดินไปตามทางบนเขาท่ามกลางความมืดมิดหนิงมู่ฉือเดินตามด้วยจิตใจที่หวาดกลัวแม้แต่เสียงที่เอ่ยถามเหล่าผู้คุ้มกันก็ยังสั่น “พี่ชายเหตุใดพวกท่านถึงเลือกเส้นทางนี้”
เหล่าผู้คุ้มกันหันไปมองหนิงมู่ฉือพร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “แม่นางเจ้าห้ามพูดตอนอยู่ที่นี่เด็ดขาด งานอย่างเรามีข้อห้ามว่า ห้ามส่งเสียงพูดคุยในป่ามิเช่นนั้นจะดึงดูดสิ่งที่สกปรกให้เข้ามาหา”
หนิงมู่ฉือได้ฟังเช่นนั้นรีบปิดปากฉับทันที ใบหน้าซีดขาวด้วยความตกใจ พยักหน้ารัวเร็วสองครั้งติดต่อกัน
นางเดินตามหลังผู้คุ้มกันทั้งหลาย นางกลัวผีสางมาตั้งแต่เด็กแล้วจึงเงียบไม่กล้าเอ่ยวาจาใดออกมาอีกนางมองเหล่าผู้คุ้มกันที่เอาแต่จ้ำเดินไปข้างหน้าไม่พูดไม่จาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังสวบๆ นางหวาดกลัวจนเหงื่อไหลเต็มแผ่นหลัง
นางลงจากม้า จูงม้าเดินตามหลังผู้คุ้มกันออกจากป่าไม่ง่ายเลยกว่าจะมองเห็นพระจันทร์ที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าทันใดนั้นเองนางได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินอยู่ด้านหลัง นางรีบหันไปมองทว่ากลับไม่พบใคร นางเอ่ยถามผู้คุ้มกันทั้งหลายด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “พวกท่านได้ยินเสียงอะไรหรือไม่”
คำถามนี้ทำให้ผู้คุ้มกันทั้งหลายสะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน “แม่นางอย่าได้พูดจาน่าตกใจเช่นนี้ พวกเราทำงานเป็นผู้คุมกันมาหลายปียังไม่เคยเจอเรื่องเยี่ยงนี้มาก่อนเลย”
นางได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ส่งยิ้มบางให้ผู้คุ้มกันทั้งหลายเวลานี้เองที่นางเห็นว่าผู้คุ้มกันคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างผอมแห้งจ้องมองนางด้วยแววตาหลงใหล
นางถลึงตาตอบกลับไป ทว่าผู้คุ้มกันคนนั้นใจกล้าไม่น้อยถึงกับยักคิ้วหลิ่วตาให้นาง นางเห็นแล้วอยากจะอาเจียนยิ่งนัก
จ้าวซีเหอเมาอยู่หลายวันกว่าจะได้สติกลับคืนมาแจ่มชัด เขามองนกพิราบสื่อสารที่ถูกส่งมาจากหลิงเฉินและหลิงอวิ๋นฉับพลันนั้นเขาตื่นเต็มตา เอากระดาษออกมาจากขาของนกพิราบสื่อสารมองข้อความในกระดาษแผ่นนั้นพร้อมรอยยิ้ม “หนิงมู่ฉือในที่สุดข้าก็หาเจ้าเจอแล้ว”
ทว่าเวลาต่อมาเขาต้องขมวดคิ้ว พึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้านี่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย เหตุใดถึงไม่รู้จักดูแลตัวเองไม่ควรไปยุ่งกับคนที่ไม่สมควรยุ่งนะ”
ฉีอันเคาะประตูก่อนจะเดินเข้ามา เห็นจ้าวซีเหอมีสีหน้าเคร่งเครียดเอ่ยรายงานว่า “ซื่อจื่อ ใต้เท้าเมิ่งอยากจะเชิญท่านไปพบที่หอจุ้ยหงขอรับ”
เขาพยักหน้า กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ได้ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปเถิด”
เขาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอยู่สักครู่ก่อนจะหยิบพัดซึ่งเป็นของที่ต้องติดตัวเอาไว้เสมอขึ้นมา จากนั้นเดินทางไปยังหอจุ้ยหง
ทันทีที่ไปถึง เขาถูกเมิ่งเคอลากไปยังห้องส่วนตัวซึ่งมีบรรยากาศเงียบสงบห้องหนึ่งอีกฝ่ายเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ซื่อจื่อข้ามีเรื่องจะพูดกับท่าน”
เพียงเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เขารู้ทันทีว่าต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน “เกี่ยวกับหนิงมู่ฉือหรือ”
เมิ่งเคอพยักหน้า เอ่ยเข้าประเด็นทันที “เมื่อครู่ตอนข้าอยู่ที่ศาลต้าหลี่บังเอิญเห็นสิ่งของบางอย่างที่ท่านอัครหาเสนาบดีทิ้งเอาไว้”
เมิ่งเคอหยิบจดหมายออกมาวางตรงหน้าจ้าวซีเหอ จ้าวซีเหอหยิบจดหมายไปอ่านทันใดนั้นเองสีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้น “ข้าเดาไม่ผิดเลยเฉินอวี้ผู้นี้มีจิตใจทะเยอทะยานนักเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่ทัพหนิงเป็นฝีมือของคนผู้นี้จริงๆ ด้วย”
เขาลุกขึ้นยืน เมิ่งเคอเห็นเช่นนั้นเอ่ยถามออกมาว่า “ซื่อจื่อจะไปที่ใดหรือ”
“เมิ่งเคอ หลังจากนี้ท่านคอยจับตาดูเฉินอวี้เอาไว้ ครั้งนี้เป็นแม่ทัพหนิงครั้งหน้าไม่แน่อาจจะเป็นฝ่าบาท” เขาเอ่ยก่อนจะผลักประตูเดินออกไปเขากลับตำหนักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด กลับไปถึงก็เตรียมตัวเข้าวัง
หนิงมู่ฉือเดินตามหลังผู้คุ้มกันทั้งหลายจนมาถึงสถานที่เงียบสงบแห่งหนึ่งนางล้มตัวนอนเพื่อเอาแรง โดยมีผู้คุ้มกันทั้งหลายนอนอยู่ไม่ไกลนักส่งเสียงกรนออกมา ผู้ที่เฝ้ายามคือพี่สองซึ่งเป็นคนซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมนางจึงหลับได้อย่างวางใจ
ขณะที่นางกำลังนอนหลับอยู่นั้น นางรู้สึกเหมือนมีคนมายุ่งกับเสื้อผ้านางคนผู้นั้นแสยะยิ้มอยู่ข้างหูนาง นางลืมตาตื่นในทันใดมองผู้คุ้มกันรูปร่างผอมแห้งที่กำลังยิ้มมองนางด้วยแววตาชั่วร้าย
นางไม่รู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใด รอบข้างไม่มีใครอยู่เลยสักคน นางตกใจร้องตะโกนออกมา“ช่วยด้วย!”
ผู้คุ้มกันรูปร่างผอมแห้งเอามือปิดปากนางเอาไว้ขณะที่มือฉีกทึ้งเสื้อผ้านางไม่หยุด ใบหน้ายิ้มกระหายกระเหี้ยนกระหือรือ “น้องสาว นานแล้วที่ข้าไม่ได้มีอะไรกับสตรี เจ้าถึงกับเดินเข้ามาในกำมือข้าเช่นนั้นก็ให้ข้าสนุกกับเจ้าสักหน่อยเถิด”
นางพยายามดิ้นรนขัดขืน ใช้ทั้งมือทั้งเท้าตีและเตะชายตรงหน้า แม้นางจะมีวิทยายุทธแต่เมื่อต้องสู้กับบุรุษที่รู้วิทยายุทธเช่นกัน นางมีหรือจะสู้ได้
นางกัดริมฝีปากด้วยความแค้นใจ น้ำตาไหลพราก นางต้องถูกคนตรงหน้าล่วงเกินจริงๆหรือ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ นางทนไม่ไหวร่ำไห้ออกมา
ทว่าทันใดนั้นเอง นางได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นใกล้ตัว