บทที่ 14 สนิทใจ (รีไรท์)
“โถ่ พ่อคะ เป็ครูจิตอาสาก็ไม่ได้ไร้สาระเหมือนอย่างที่พ่อคิดสักหน่อย…”
“หยุดพูดเื่ไร้สาระพรรค์นั้นใส่หัวฉันสักที หน้าที่ของแกคือตั้งใจเรียนให้ดี จบไปแล้วก็ทำงานในบริษัทเอกชนใหญ่ ๆ ในเมืองหลวงให้ได้ ไม่ใช่คิดแต่จะเล่นตลกไปวัน ๆ” หลิวไป๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็กรอกตามองบน นี่ถ้าเธอไม่หวังเงินจากอีกฝ่ายนะ คงด่าทอไปเสียตั้งนานแล้วล่ะ อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ ซ้ำตนเองยังเป็ถึงผู้อำนวยการแต่กลับมองว่าครูจิตอาสาที่เธออยากทำเป็เร่องไร้สาระ
ช่างดูย้อนแยงสิ้นดี
“ได้ยินที่พูดหรือเปล่า ไป๋ฮวา”
“ได้ยินแล้วค่ะ พ่อพูดจบหรือยังคะ หนูจะได้ทำงานของหนู่ต่อ” น้ำเสียงเบื่อหน่ายของหลิวไป๋ฮวาดังขึ้น รู้สึกว่าการพูดคุยกับพ่อในแต่ละครั้งนั้นเป็เื่ที่ไร้สาระทั้งสิ้น
“ค่าใช้จ่ายของแกฉันจัดการให้เรียบร้อยแล้ว วางแผนเื่การใช้เงินให้ดีก็แล้วกัน” พูดจบ หลิวซุนเหว่ยก็กดตัดสายไป
หลิวไป๋ฮวาวางหูโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้ ใช้มือทั้งสองเลื่อนขึ้นมาขยี้กลุ่มผมของตนเองด้วยความหงุดหงิดที่มีอยู่เต็มเปี่ยม
“นี่หัวฉันเรื่อมร้อน ๆ แล้วนะเนี่ย!” เธอกระแทกเสียงดัง หัวร้อนที่ไม่ได้มาจากพิษไข้แต่มาจากอารมณ์เธอในตอนนี้นี่แหละ!!
“...ขอโทษที่เข้ามารบกวน”
หญิงสาวที่มีสีหน้าหงุดหงิดและบึ้งตึง ช้อนมองบุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านโดยที่ระยะห่างไม่ได้มากมายนัก ั์ตาคู่สีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างในทันทีที่เห็นว่าบุคคลปริศนานั่นคือใคร เธอรีบก้มหน้าลงเพื่อปิดซ่อนสีหน้าไม่รับแขกของตนก่อนจะรีบปั้นหน้าส่งยิ้มบางไปให้อีกฝ่ายในทันที
หลิวไป๋ฮวาเงียบไป ไม่ได้สนทนาอะไรกับบุคคลที่เพิ่งเข้ามาเลยแม้แต่น้อย เพราะ้าควบคุมใจที่ร้อนลุ่มดั่งไฟให้กลับมาเป็ปกติอีกครั้งหนึ่ง
“เอ๊ะ!” หญิงสาวพึมพำเสียงที่คล้ายรำคาญใจนักหนาออกมาเสียงดัง เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ตนเองใจเย็นลงได้เลย เธออยากจะระบายอารมณ์ด้วยการตวาดเสียงใส่ใครสักคนเสียจริง
ทว่าท่าทีของเธอก็ทำให้ต้าเหวินโหร่วที่ใจเริ่มไม่สู้ดี
“ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนก็แล้วกัน จะได้ไม่รบกวนคุณไปมากกว่านี้” ชายหนุ่มเตรียมหันหลังกลับ เพราะคิดว่าหลิวไป๋ฮวาอาจจะกำลังรำคาญใจที่คนอย่างเขาเข้ามายุ่งวุ่นวาย อีกทั้งยังถือวิสาสะเดินเข้ามาภายในบ้านโดยที่ยังไม่ได้รับการอนุญาตเสียด้วยซ้ำ เป็ใครก็คงจะไม่พอใจ
“ดะ เดี๋ยวสิอย่าเพิ่งไป!” หญิงสาวตะคอกใส่อีกฝ่ายออกไปเสียงดังลั่นอย่างใที่เห็นเขากำลังจะเดินกลับออกไป
ขาที่กำลังเดินออกไปพลันชะงักงัน เมื่อคนที่เงียบไปนานเอ่ยรั้งเขาเอาไว้อย่างที่ต้าเหวินโหร่วก็ไม่อาจคาดคิด เช่นเดียวกันกับหลิวไป๋ฮวาที่ชะงักด้วยความใเช่นกัน ที่เธอเผลอตวาดเสียงใส่อีกฝ่ายออกไปเช่นนั้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
สถานการณ์พลันตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ แต่ไร้ซึ่งความอึดอัดอย่างที่เคยรู้สึกกัน คล้ายกับว่าบรรยากาศระหว่างทั้งสองคนจะดีขึ้นกว่าเดิมเล็กหน่อย
“อะ เอ่อมีอะไรหรือเปล่า” เะอเอ่ยถามชายหนุ่มออกไปด้วยน้ำเสียงแ่เบา ก่อนจะลดระดับสายตาลงมองสิ่งของบางอย่างที่ต้าเหวินโหร่วถือเอาไว้ในมือ
ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงเงียบงัน ก็ยิ่งกังวล
จนเป็อีกครั้งที่หลิวไป๋ฮวาขบเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นหนัด จนกลัวว่าอาจจะเกิดเป็ห้อเืในภายหลัง แต่ในยามนี้เธอหาได้สนใจเื่นั้น ดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลในคราเดียวกัน บัดนี้นั้นช้อนขึ้นมองใบหน้าคมเข้ม ที่ดูจะกร้านแดดไปมาก ทว่ากลับไม่ได้บดบังความหล่อเหลานั้นได้เลยแม้แต่น้อย
“คือคุณมีธุระอะไรหรือเปล่า” ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเงียบเช่นเดิม เธอก็เริ่มที่จะคิดมากอีกครั้ง ก่อนจะมานึกทบทวนว่าคำถามของเธอนั้นตอบยากเกินไปหรืออย่างไรกัน
“เมื่อเช้าผมไปเยี่ยมเป่าเปาที่บ้านมาน่ะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น และเป็ครั้งแรกที่เขากำลังพูดคุยกับเธอตรง ๆ
ใบหน้าสวยพลันแดงซ่านในทันที เมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำติดแหบพร่าอันเป็เอกลักษณ์นั้นเอ่ยออกมา
“แม่ของเป่าเปาฝากเอาของมาให้คุณเพื่อเป็การขอบคุณที่ช่วยดูแลเป่าเปาน่ะ” เอ่ยจบก็ยื่นถุงในมือของตนให้อีกฝ่ายกัน ก่อนที่หลิวไป๋ฮวาจะเห็นว่าในมือของต้าเหวินโหร่วก็มีห่อกระดาษอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ทำไมของฝากที่เธอได้ถึงมีมากกว่าเขากันล่ะ
เธอมองสิ่งนั้นด้วยความสงสัย แต่ถึงอย่างนั้นหลิวไป๋ฮวาพยักหน้าขึ้นลงอย่างเข้าใจ เพียงแค่นั้นก็สามารถทำให้หัวใจที่เต้นแรงอย่างบ้าคลั่งสงบลงได้ เพราะนอกเหนือจากของฝากของแม่เป่าเปาแล้ว ในถุงนั้นก็ยังมีของฝากที่เขาซื้อมาจากหยู่เปิงครั้นที่ไปทำงานที่นั่นมาฝากอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน เมื่อหลิวไป๋ฮวาไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด ต้าเหวินโหร่วก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ฉัน…ขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่า” เป็อีกครั้งที่ต้าเหวินโหร่วชะงัก หันมองหลิวไป๋ฮวาได้ไม่นาน ก็ต้องทำทีเฉไฉไปมองอย่างอื่น
“...ได้สิ คุณจะถามอะไรล่ะ”
“วันนี้…คุณไม่ต้องออกไปทำงานเหรอ?”
ต้าเหวินโหร่วยิ้มบางออกมาตรงมุมปาก เมื่ออีกฝ่ายคล้ายจะ้ารู้เื่ราวชีวิตของตน
“วันนี้เถ้าแก่ติดธุระด่วน ต้องเข้าไปในเมืองหลวง”
“เช่นนั้น คุณคงจะว่างทั้งวันใช่หรือเปล่า” ช่างฟังดูเป็บทสนทนาที่ค่อยเป็ค่อยไป ค่อยพูดค่อยจากันอย่างมาก ราวกับบทสนทนานี้เป็ความลับอย่างไรอย่างนั้น
“วันนี้ผมจะเข้าไปในหมู่บ้านตรงสถานที่จัดงานเสียหน่อย ใกล้จะถึงวันชิวอิกเข้าไปทุกทีชาวบ้านคงจะวุ่นวายกันน่าดู คงจะมีงานที่้าคนช่วย” ยิ่งได้ยินเช่นนั้น หลิวไป๋ฮวาก็ยิ่งตื่นเต้น เนื่องจากเธอเองก็มีความใฝ่ฝันอยากเที่ยวงานชิวอิกที่นี่อีกครั้งหนึ่ง
“คุณทานข้าวหรือยัง” หลิวไป๋ฮวาช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่ายในทันทีที่อยู่ ๆ เขาก็เอ่ยถามเธอออกมาโต้ง ๆ เช่นนั้น ทว่าหญิงสาวก็ยังพยักหน้าตอบรับ เพราะนอกจากผลไม้ที่โจวอี้หานซื้อมาให้ ในครัวเธอก็ไม่มีอาหารอะไรอีกเลย
“ผมหยิบหมั่นโถวติดมือมาด้วย ตอนแรกตั้งใจว่าจะเอาไปทานเป็มื้อเที่ยงที่โรงไม้ แต่เถ้าแก่ดันไม่อยู่ หมั่นโถวพวกนี้เลยเป็หมัน” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาเสียงเบา แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเื่ที่บอกออกไปนั้นเป็เื่โกหกทั้งนั้น แต่เขาก็ไม่อยากบอกอีกฝ่ายว่าหมั่นโถวพวกนี้เขาตั้งใจนำมาให้เพราะกลัวว่าหลิวไป๋ฮวาจะรังเกียจ
“คุณพอจะทานได้ไหม หรือหากคุณ้าจะทานอย่างอื่น ผมก็จะไปหาให้”
“ไม่เป็ไร! ฉันทานหมั่นโถวของคุณก็ได้ ไม่เป็ไรหรอก ฉันเคยได้ยินคนในหมู่บ้านเล่าลือกันว่ารสชาติหมั่นโถวที่แม่คุณทำนั้นดียิ่งนัก ฉันก็อยากจะลองชิมดูบ้างเหมือนกัน”
“ถ้าเช่นนั้นคุณก็เลือกได้ตามสบายเลย วันนี้มีทั้งหมั่นโถวธรรมดาและมีหมั่นโถวที่ผสมฟักทองด้วย”
“ทั้งหมดนี่…เป็ของฉันอย่างนั้นเหรอ” หลิวไป๋ฮวาลดสายตาลงมองหมั่นโถวก้อนั์ในถุงที่มีมากถึงห้าลูก