ตอนที่ 29 เ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร?
กลางดึกในห้องโถงบ้านหลิวชิงเหอ ตะเกียงน้ำมันส่องแสงสลัวอยู่โดดเดี่ยว
ในห้องเงียบมาก แม่เฒ่าหลิวและอีกสามคนอยู่ที่โต๊ะด้านหนึ่ง ไม่มีใครเอ่ยคำใด ความเงียบคืบคลานมาปกคลุมในยามราตรี
ในที่สุดหลิวชิงเหอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“ท่านแม่ จะทำอย่างไรดี? จนถึงตอนนี้ นังเด็กหลิวอู่นีนั่นก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเลย นางจะตายหรือไม่?”
ท่านหมอหวงบอกว่าหากหลิวอู่นีไม่ฟื้นขึ้นก่อนพรุ่งนี้เช้า นางก็อาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก แต่นี่ดึกแล้ว นางก็ยังไม่ฟื้นเลยจนถึงตอนนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ฟื้นขึ้นมาแล้วหรือ
เมื่อคิดว่านางจะไม่ฟื้นขึ้นมา และพวกเขาจะต้องทำงานรับใช้นางไปตลอดชีวิต สีหน้าของหลิวชิงเหอก็บูดบึ้ง
สายตาหงุดหงิดนั้นอดไม่ได้ที่จะมองไปยังหลี่ซิ่วเจวียน “เพราะเ้าเลย นังเด็กเวรนั่นยังไม่ได้ยุ่งกับเ้า แต่เ้าไปกดดันนางเพื่ออันใด!”
หลี่ซิ่วเจวียนโกรธ “โทษข้าเื่นี้ได้หรือ? ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่านางจะมาขวาง จะรู้ได้อย่างไรว่านางอ่อนแอและประมาทมาก หากจะโทษ ก็ต้องโทษนังหลิวซานนีนังนั่น หากไม่ใช่เพราะนาง เื่นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
และนางจะไม่ถูกหลินจิ่วเหนียงทำร้าย ทั้งหมดเป็ความผิดของหลิวซานนี
หลิวชิงเหอพยักหน้าเห็นด้วย “หลิวซานนีมันเป็ตัวซวยจริงๆ”
จากนั้นเขาก็มองแม่เฒ่าหลิว “ท่านแม่ ทุกอย่างที่แม่บอกเราก่อนหน้านี้เป็เื่จริงหรือไม่?”
หากไม่เป็ความจริง แล้วเขาขับไล่พวกเขาออกไป มันคงเป็เื่น่าละอายใจ
“ข้าจะโกหกเ้าเพื่ออันใด?” แม่เฒ่าหลิวไม่พอใจ “เื่ที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือหลิวอู่นี จะจัดการกับนางอย่างไร”
หากนางตายในบ้าน จะเป็เื่อัปมงคลอย่างยิ่ง
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกไป ทั้งหลิวชิงเหอและภรรยาของเขาก็เงียบลง ทั้งคู่ไม่รู้จะตอบอย่างไร
สายตาดุร้ายของแม่เฒ่าหลิวจ้องมองพวกเขา “บอกมาสิว่าพวกเ้าคิดอ่านอย่างไร หลิวอู่นีจะรอดคืนนี้ไปได้หรือไม่? หากไม่รอด นางควรจะถูกส่งไปยังที่ที่นางควรอยู่ เพื่อไม่ทำให้บ้านสกปรก”
เป็แค่เด็กหญิงไร้ค่าคนหนึ่ง หากจะตายก็ต้องตาย
ั์ตาของหลี่ซิ่วเจวียนฉายแววประหลาดใจ นางกลืนน้ำลายด้วยความกังวล “ท่านแม่ ท่านไม่ได้อยากให้พวกเรา ส่งนางขึ้นไปบนูเาใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้น นางก็รู้สึกว่าการทำเช่นนี้ดูโหดร้ายเกินไปหน่อย
แม่เฒ่าหลิวพ่นลมหายใจ “เหตุใดจะไม่ได้เล่า?”
“อย่างไรเสีย นางก็เป็แค่เด็กผู้หญิงต่ำต้อยไร้ค่า หากนางมาตายที่บ้าน ก็จะเป็เื่อัปมงคลมาก ต้องรีบกำจัดนางออกไปก่อนที่นางจะตาย ข้าไม่คิดว่านางจะรอดคืนนี้ไปได้ ต่อให้นางฟื้นขึ้นมาได้ แต่ก็จะกลายเป็คนปัญญาอ่อน การมีชีวิตอยู่ก็ทำให้ครอบครัวเราสิ้นเปลืองอาหารไปเปล่า ๆ เท่านั้น”
เมื่อนึกเด็กหญิงใกล้ตายที่ทำอะไรไม่ได้เลย แม่เฒ่าหลิวก็รู้สึกถึงความโชคร้าย
หลิวชิงเหอและภรรยามองหน้ากันแล้วรู้สึกหดหู่ไปชั่วขณะหนึ่ง หลิวอู่นีมักไม่ค่อยมีตัวตนมากเท่าใดนัก และนางก็ไม่ได้ดื้อรั้นเท่ากับหลิวซานนีที่น่ารำคาญ พวกเขาจึงทำใจทิ้งนางไว้บนูเาไม่ไหว
“ท่านแม่ เหตุใดไม่รอจนถึงรุ่งสางก่อนเล่าขอรับ?” หลิวชิงเหอพูดอย่างระมัดระวัง “บางทีตอนรุ่งเช้า นางอาจจะฟื้นขึ้นมา หลังจากที่นอนเต็มอิ่มแล้วก็ได้”
“หลิวชิงเหอ เ้าพูดเหลวไหลอันใด?” แม่เฒ่าหลิวเย้ยหยัน “หากนางฟื้นได้ ตอนนี้นางคงฟื้นแล้ว เหตุใดต้องรอจนถึงตอนนั้นด้วย?”
“เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา พวกเ้าจงพานางขึ้นไปบนูเา หากนางยังหายใจอยู่ พวกเ้าก็...”
แม่เฒ่าหลิวทำท่าบีบมือเข้าหากัน
เมื่อเห็นการกระทำนี้ หลิวชิงเหอก็สะดุ้ง
แม้ว่าเขาจะเป็คนไม่ค่อยเอาไหน แต่เขาไม่อาจทำเื่เช่นนี้ได้ เขาหันไปครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะก้มหน้าลงกระซิบกับแม่และภรรยา ในที่สุดก็พูดอย่างทะนงตัว
“นี่คือการได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลยไม่ใช่หรือ?”
อัจฉริยะ เขาเป็อัจฉริยะจริง ๆ
แม่เฒ่าหลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะและพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน เราไม่จำเป็ต้องเป็คนร้าย แล้วยังเล่นงานนังนั่นได้อีกด้วย เยี่ยมมาก”
หลี่ซิ่วเจวียนก็พอใจเช่นกัน
แต่เมื่อนึกถึงหลิวซานนี ั์ตาของนางก็ฉายแววโเี้ “ท่านแม่ ตอนนี้หลิวซานนีเป็ตัวปัญหา ให้นางอยู่บ้านจะเกิดหายนะ ดูสิวันนี้นางกล้าตบท่าน หากคนหัวรั้นอย่างนางไม่ถูกไล่ออกไป ไม่ช้าก็เร็วอาจจะฆ่าท่านก็ได้”
แม่เฒ่าหลิวพยักหน้าเห็นด้วย แล้วมองหลี่ซิ่วเจวียนด้วยสายตาดุดัน “บอกมาสิ เ้าคิดจะทำอย่างไร?”
หลี่ซิ่วเจวียนมีความสุขมาก นางพูดด้วยสีหน้าร่าเริง “ท่านแม่ อีกสองเดือนหลิวซานนีก็จะอายุสิบห้าแล้ว ข้าจะหาสามีให้นาง”
ฮ่าๆ วิธีนี้สามารถกำจัดเสี้ยนหนามอย่างหลิวซานนีออกไปได้ และยังสามารถได้ค่าสินสอด โดยไม่ต้องลงทุนด้วย เหตุใดจะไม่ทำเล่า?
แม่เฒ่าหลิวเข้าใจสิ่งที่หลี่ซิ่วเจวียนสื่อชัดเจน ทั้งสองมองหน้ากัน โดยไม่จำเป็ต้องพูดอีก
……
หลินจิ่วเหนียงออกมาจากช่องว่างมิติพร้อมอุ้มเสือตัวน้อยน่ารักไว้ในอ้อมแขน แต่ใจนางกำลังนึกถึงสมองเสือดาวที่นางเก็บไว้ในช่องว่างมิติ ซึ่งตอนนี้มันหายไปแล้ว
ไม่ว่านางจะคิดอย่างไร นางก็ไม่เข้าใจว่าเป็เพราะเหตุใด
นางส่ายหน้า แล้วหยุดคิดเื่นี้
นางหมุนตัววางเสือตัวน้อยน่ารักไว้ในตะกร้าไม้ไผ่ที่ปลายเตียง ตอนนี้ต้องเลี้ยงเ้าตัวเล็กนี่ไปก่อน แล้วค่อยนำกลับขึ้นไปบนูเาเมื่อมันโตขึ้น เพราะหากปล่อยมันกลับเข้าป่าไปตอนนี้ เกรงว่ามันจะไม่อาจทำให้หมาป่าอิ่มได้ด้วยซ้ำ
แต่หลังจากใส่ปุ๋ยและรดน้ำในช่องว่างมิติในวันนี้แล้ว นางกลับไม่ปวดหัวเลย ไม่รู้ว่าเป็เพราะกินสมองแพะ หรือเพราะวันนี้กินไม่เยอะก็ไม่รู้
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูใหญ่ดังขึ้น
หลินจิ่วเหนียงขมวดคิ้ว ดึกดื่นเช่นนี้ใครมาหากัน?
หลินจิ่วเหนียงเดินออกจากห้องด้วยความสงสัย และบังเอิญพบกับหลิวซื่อหลางที่ถูกปลุกขึ้นมา
“ท่านแม่ ดึกแล้ว ใครมาขอรับ?” สีหน้าของหลิวซื่อหลางดูไม่ค่อยดีนัก คืนนี้เขาเป็ห่วงพี่หญิงสามและอู่นีจนนอนไม่หลับ เมื่อผล็อยหลับไปได้สักพักก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเคาะประตู
“เ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร?”
หลินจิ่วเหนียงกลอกตา แล้วเดินตรงไปที่ประตู นอกจากคนที่นอนอยู่บนพื้น นางก็ไม่เห็นใครอีกเลย
“นี่ใครกัน มานอนหน้าบ้านคนอื่นกลางดึก” หลิวซื่อหลางเดินไปหาอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิด อยากจะปลุกคนผู้นั้น แล้วไล่ให้จากไป
แต่หลังจากที่เขาคุกเข่าลงมองใกล้ ๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะะโว่า “ท่านแม่ นี่อู่นีเอง เหตุใดอู่นีถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ั์ตาของหลินจิ่วเหนียงหรี่ลง นางรู้ว่าแม่เฒ่าหลิวและคนอื่น ๆ คิดจะทำอะไร พวกนั้นกลัวว่าหลิวอู่นีจะตาย และไม่อยากให้หลิวอู่นีตายในบ้าน จึงส่งมาที่บ้านของนาง
คิดจะสร้างปัญหาให้นางงั้นหรือ?
“ท่านแม่!”
เมื่อหลิวซื่อหลางเห็นหลินจิ่วเหนียงไม่ขยับ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น มองหลินจิ่วเหนียงด้วยั์ตาแดงก่ำ แล้วขอร้องว่า “ท่านแม่ โปรดช่วยอู่นีด้วยเถิดขอรับ ท่านแม่!”
สายตาของหลินจิ่วเหนียงจ้องมองหลิวอู่นี ทันใดนั้นแสงสีขาวก็กระทบดวงตาของนาง และจู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก ทำให้หลินจิ่วเหนียงอดไม่ได้ที่ยกมือขึ้นกุมอก
นางขมวดคิ้วแน่น สายสัมพันธ์ของแม่ลูกงั้นหรือ?
แม้ิญญาจะหายไป แต่ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมยังคงอยู่ เมื่อเห็นชีวิตของลูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็ยังรู้สึกเป็ทุกข์ นี่คือสัญชาตญาณความเป็แม่หรือเปล่า?
หลินจิ่วเหนียงส่ายหน้า กำจัดอารมณ์ที่นางไม่ควรมีและไม่ใช่ของนางออกไป นางขมวดคิ้วมองหลิวอู่นีที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาลังเล หากยอมเก็บนางไว้ที่นี่ต้องเกิดปัญหาแน่นอน
แต่เมื่อคิดจะไม่เก็บไว้ นางกลับรู้สึกอึดอัดใจมากที่เห็นเด็กน้อยาเ็หนัก เสียงในใจะโว่าช่วยนาง ช่วยนางด้วย
“ท่านแม่!”
หลิวซื่อหลางร้องไห้ขณะคุกเข่าลงตรงหน้าหลินจิ่วเหนียง“ท่านแม่ ช่วยอู่นีด้วยขอรับ นางยังเด็กและไม่รู้เื่อันใดเลย ได้โปรดช่วยนางด้วย ได้หรือไม่ขอรับ!”
“ข้าจะทำงานมากขึ้นทุกวัน และจะกินข้าวแค่มื้อเดียว ที่เหลือยกให้อู่นี ข้าจะไม่กินอาหารก็ได้ ท่านแม่ช่วยอู่นีด้วยเถิดขอรับ ช่วยนางด้วย แล้วข้าจะดูแลนางเอง ข้าจะไม่สร้างปัญหาให้ท่านแม่แน่นอน ได้หรือไม่ขอรับท่านแม่?”
ใบหน้าของหลินจิ่วเหนียงเคร่งเครียด หากนางช่วยหลิวอู่นี จะยังสนใจให้นางกินข้าวมื้อเดียวอีกหรือ?
ให้ตายเถอะ นางไม่อยากเป็คนเลวถึงเพียงนั้นจริง ๆ นางไม่อาจควบคุมอารมณ์ในใจที่ไม่ใช่ของนางได้
เมื่อรู้ชัดเจนว่าเป็แม่เฒ่าหลิวและคนอื่น ๆ ที่จงใจทำให้นางลำบาก ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกัดฟันจัดการ
“หลิวซื่อหลาง เ้าพูดเช่นนี้เองนะ หากเ้าสร้างปัญหาให้ข้า ก็คอยดูว่าข้าจะจัดการกับเ้าอย่างไร!”
...............................................................................................................................
สารจากผู้แปล
คิดจะโยนความผิดให้จิ่วเหนียงล่ะสิ แผนชั่วแบบนี้ใครก็ดูออกไหม
คงต้องลองใจดีกับอู่นีสักครั้งแล้วล่ะ บางทีนี่อาจเป็เควสต์ทดสอบศีลธรรมที่์ส่งมาก็ได้นะ
ไหหม่า(海馬)