บทที่39
นายน้อยสาม
บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจตนเอง
กวนเทียนยืนนิ่งอยู่กลางแสงสลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้
เขายังคงจ้องลูกน้องที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำแผ่ว แต่หนักแน่นดั่งหินผาทับใจ
“นี่เป็นคำสั่งของผู้ใด?”
ถ้อยคำที่เรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจนัก
เพราะกวนเทียนย่อมรู้ดีว่ารองหัวหน้าฝูแม้ทะเยอทะยานเพียงใด ก็ไม่อาจตัดสินใจลอบทำลายกลุ่มกลีบบุปผาเพียงลำพังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง...การใช้พิษกร่อนปราณ
นั่นไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มหมาล่าเนื้อจะสามารถครอบครองได้ด้วยตัวเอง
ย่อมมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง!
ลูกน้องเบื้องหน้าชะงักงันอยู่ชั่วขณะสีหน้าลังเลราวกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แววตาหวาดกลัวฉายชัดขณะที่เงยหน้าขึ้นสบสายตาของกวนเทียนก่อนจะตัดสินใจเอ่ยรายงานออกไปอย่างระมัดระวัง
“เป็นคำสั่ง...ของนายน้อยสามขอรับ”
เมื่อถ้อยคำนั้นเอ่ยจบ
บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่ก่อนแล้วกลับยิ่งหนักอึ้งขึ้นอีกหลายเท่าตัว
กวนเทียนไม่เอ่ยคำใดต่อทันทีเขาเงียบงัน ดวงตาทอดมองไกลไปยังความว่างเปล่า
นิ้วมือเรียวยาวข้างหนึ่งเคาะเบาๆที่หลังมืออีกข้าง ช้าๆ เป็นจังหวะ
ทว่าในทุกจังหวะเคาะนั้น ราวกับสายลมเย็นพัดผ่านแผ่นหลังของผู้ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าให้หนาวสั่นไม่หยุด
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ
แต่สำหรับผู้ที่คุกเข่าอยู่มันกลับยาวนานราวนิรันดร์
ท้ายที่สุด กวนเทียนจึงเงยหน้าขึ้นดวงตาเรียบนิ่งราวบึงน้ำไร้คลื่น
เขาเอ่ยเสียงเรียบ เงียบสงบ แต่หนักแน่นดั่งตะปูตอกกลางอก
“พวกเราทำอันใดไม่ได้แล้ว”
ลูกน้องเบื้องหน้าเงยหน้าขึ้นช้า ๆดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“ท่านหัวหน้า...”
กวนเทียนปรายตามองลูกน้องเพียงครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ป่าอสูรเป็นพื้นที่เช่นไรเจ้าไม่รู้หรือ?”
“ภายในนั้นต่อให้คนตายก็ไม่อาจถามหาความรับผิดชอบจากผู้ใดได้”
เขาหยุดเพียงครู่แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
“เพราะเช่นนั้นเรื่องนี้...ข้าจะไปถามนายน้อยสามเอง ว่าควรทำอย่างไรต่อไป”
ดวงตาของเขาแม้สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความระแวดระวังและความเยือกเย็นที่อันตรายยิ่งกว่าเพลิงเผาทั้งแผ่นดิน
“ขอรับ!”
ลูกน้องขานรับในทันทีเสียงสั่นเล็กน้อย แต่เปี่ยมด้วยความเคารพและหวาดกลัว
กวนเทียนยังคงยืนเงียบอยู่กลางห้องโถงเงาร่างของเขาใหญ่โตยิ่งกว่าก่อนหน้า
ทว่าความเงียบในห้องนี้...กลับคล้ายเงาของพายุที่กำลังรอวันระเบิด!
…
เบื้องหน้าปากถ้ำที่เงียบสงัดในยามเช้า
หยุนโม่ยืนสงบนิ่งร่างสูงในอาภรณ์สีดำของเขา ดวงตาคู่นั้นทอดมองไปยังสิ่งที่ตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้าหุ่นยนต์สองตัว ที่เพิ่งประกอบสำเร็จสดๆ ร้อนๆ
มันมิใช่เพียงแค่หุ่นแรงงานทั่วไปหากแต่เป็น หุ่นยนต์ต่อสู้ติดอาวุธเต็มรูปแบบ
ทั้งสองมีรูปร่างสัดส่วนคล้ายมนุษย์ ร่างกายสูงใหญ่ประมาณสองจั้งพื้นผิวของมันสร้างจากแร่วิญญาณหลายชนิดที่ผ่านการหลอมและตีขึ้นรูปอย่างละเอียดพื้นผิวเหล็กสีดำด้านแวววาวจาง ๆ ในยามต้องแสง
ข้อต่อแขนขามีความยืดหยุ่นลื่นไหลปราศจากเสียงฝืดหรือกลไกติดขัด ด้านในบรรจุแกนพลังงานวิญญาณที่ซับซ้อน ออกแบบมาให้กลืนกลายกับระบบควบคุมอัตโนมัติขั้นสูงสุด
ตรงกลางหน้าอกของพวกมันเว้นที่ว่างเป็นช่องกลมขนาดหนึ่งฝ่ามือ
ภายในช่องกลมนั้นคือ แกนดูดกลืนปราณวิญญาณ
มันจะดึงปราณจากธรรมชาติหรือจากแหล่งพลังงานสำรองที่ติดตั้งภายในเพื่อใช้หล่อเลี้ยงทั้งระบบและเสริมพลังการต่อสู้ให้ทวีคูณ
บริเวณข้อมือทั้งสองข้างประกอบติดตั้ง ปืนพกสีดำสนิท รูปทรงเรียบง่าย ทว่าทรงพลัง
เป็นอาวุธพิเศษที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสามารถยิงกระสุนที่หลอมรวมพลังปราณเข้าไป ทำให้พลังทำลายล้างสูงพอที่จะทะลวงเกราะปราณของผู้ฝึกตนระดับหลอมกายาขั้นกลางได้โดยไม่ยากเย็น
หยุนโม่ยืนกอดอกมองมันอยู่นานพลางกวาดสายตามองโครงสร้างและการประกอบของหุ่นยนต์ทั้งสองอย่างละเอียด
ก่อนจะเอ่ยถามออกมาเสียงเรียบ
“ไม่ธรรมดา...ร่างของหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถต้านทานการโจมตีได้ถึงระดับไหน?”
เสียงใสของ โนวา ปัญญาประดิษฐ์คู่กายดังขึ้นข้างหูเขาทันที
“ความสามารถในการป้องกันและความแข็งแกร่งของร่างกายเทียบเท่าผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางขอรับ”
“การทดสอบก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าสามารถต้านทานพลังโจมตีตรงจากผู้ฝึกตนหลอมกายาขั้นสูงได้อย่างน้อยสามครั้งก่อนโครงสร้างจะได้รับความเสียหายขอรับ”
หยุนโม่พยักหน้ารับคำดวงตาทอประกายพึงพอใจขึ้นเล็กน้อย
มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบปลายคางเบา ๆพลางพึมพำกับตัวเอง
“เสียดายจริง ๆ...ตอนนี้ใช้กำลังทั้งหมดไปสร้างเกราะรบ ถ้าหากมีวัตถุดิบพอจะสร้างหุ่นยนต์ต่อสู้แบบนี้เพิ่มได้อีกสักสิบหรือยี่สิบตัว...”
เขาหยุดคำไว้ครู่หนึ่งดวงตาทอดมองออกไปยังขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกจางๆ
ก่อนจะหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ
“ข้าก็สามารถยึดเมืองอวี้หยางได้อย่างสบายๆเลย”
ในตอนนี้วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่เขานำกลับมาจากป่าอสูรถูกนำไปใช้ในการผลิต ชุดเกราะรบ ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการสร้างขั้นสุดท้าย
หากชุดเกราะนั้นเสร็จสิ้น...
หยุนโม่จะสามารถเคลื่อนไหวในโลกของผู้ฝึกตนได้อย่างสมบูรณ์แบบแม้เป็นปุถุชนธรรมดา
เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองหุ่นยนต์ทั้งสองตัวอีกครั้ง
“อย่างน้อย...ในตอนนี้ก็พอใช้งานได้อยู่บ้าง”
หยุนโม่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าปากถ้ำร่างสูงสง่าไม่เคลื่อนไหวราวกับรูปสลัก
แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นตรงหน้า
เสียงใสของ โนวา ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทอย่างชัดเจน
“นายท่านขอรับระบบกู้คืนความทรงจำ กู้คืนข้อมูลบางส่วนได้แล้วขอรับ”
พร้อมกับคำรายงานร่างโปร่งใสของโนวาในรูปก้อนขนกลมนุ่มก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหยุนโม่หันสายตาไปเพียงเล็กน้อยก่อนรับฟังต่อ
“นายท่านต้องการทำความเข้าใจกับความทรงจำทั้งหมดเลยหรือไม่ขอรับ?”
คำถามที่ไม่มีทางปฏิเสธได้หยุนโม่พยักหน้าทันที
“ได้!!”
เพียงสิ้นเสียงตอบรับ
ด้านหน้าของเขาก็พลันมี หน้าต่างโปร่งใสปรากฏขึ้นกลางอากาศ
แสงสีฟ้าจาง ๆ ลอยเรืองรองรูปแบบหน้าต่างคล้ายกระจกวิญญาณ แต่ทว่ามีเพียงหยุนโม่ผู้เดียวที่มองเห็น
บนหน้าต่างนั้น ข้อมูลมากมายถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบ
ทั้งตัวอักษร ภาพจำลองและแผนผังที่โนวาได้สรุปจากเศษความทรงจำของรองหัวหน้าฝูที่ถูกหยุนโม่สังหารไปก่อนหน้านี้
หยุนโม่ขยับร่างกายเล็กน้อยก่อนนั่งลงบนโขดหินใหญ่เบื้องหน้าปากถ้ำ
แสงแดดสาดส่องกระทบร่างทำให้เงาเรียวของเขายืดยาวพาดผ่านพื้นหิน
นิ้วเรียวของเขาเลื่อนไปบนแผงข้อมูลเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้าและมั่นคงดวงตาคมทอดมองตัวอักษรและภาพข้อมูลอย่างใจเย็น
ไม่เร่งร้อน ไม่ร้อนรน
ทว่าทุกถ้อยคำ ทุกบรรทัดถูกจดจำและประมวลผลในสมองอย่างเงียบงัน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนสายลมพัดเปลี่ยนทิศ
ท้ายที่สุด หยุนโม่ก็ค่อย ๆ ลดมือลงพร้อมถอนหายใจเบา ๆ พลางส่ายศีรษะช้า ๆ
“อืม...น่าเสียดายไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับคนที่อยู่เบื้องหลัง กับการลงมือของหมิงเยว่หลานเลย”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ “แต่ถ้าคาดเดาไม่ผิดก็มีแต่ตระกูลหลี่เท่านั้นที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มหมาล่าเนื้อและรองหัวหน้าฝู”
“การเคลื่อนไหวทั้งหมด...มันสอดคล้องกันเกินไป”
เขาหยุดคำพูดลงเพียงชั่วครู่ก่อนทอดสายตามองไปยังภาพข้อมูลที่เหลือ
“ในครั้งนี้...ไม่ค่อยมีข้อมูลใหม่ๆ เลย”
“ช่วยไม่ได้...ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ความทรงจำบางส่วนเท่านั้น”
หยุนโม่เอ่ยขึ้นราวกับกล่าวปลอบตนเองแม้ดวงตายังคงเรียบนิ่ง
มือของเขายังคงเลื่อนหน้าต่างข้อมูลไปมาราวกับกำลังค้นหาเบาะแสที่อาจซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กน้อยที่ยังไม่เห็นชัด
ท้ายที่สุด
เขาก็ส่ายศีรษะเล็กน้อยอีกครั้งก่อนปิดหน้าต่างข้อมูลลง