ตอนที่ 110 ขอโทษ
“ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ! เป็นความผิดของข้าเอง ข้าสมควรตาย ! ข้าตีหยูฮังตอนเมาแล้วกลัวความผิดก็เลยสร้างเรื่องว่าเขาขโมยเงินแทน ! สวรรค์ยกโทษให้ข้าด้วยได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ! ” จางตงหมิงกลัวจนไม่มีสติแล้ว เขาเอามือกุมหัวแล้วคุกเข่าลงกับพื้นร้องขอการอภัยโทษเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง
จางตงหมิงมีไหวพริบทางธุรกิจดีมากจริง ๆไม่เช่นนั้นพวกคนรวยและชนชั้นสูงจากเมืองหลวงคงไม่ถ่อสังขารมาที่เมืองหลังเขาอย่างเมืองถังกู่เพื่อของประดับตกแต่งเป็นแน่ชายผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นคนตระหนี่เท่านั้นเขายังมีข้อบกพร่องร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เขารักการดื่มเหล้า อีกทั้งความสามารถในการจัดการกับกับความเมาก็แทบจะเป็นศูนย์ทุกครั้งที่ดื่มเหล้า เขามักจะดื่มจนเมาเสียทุกคราและเมื่อเมาเขาก็จะกลายเป็นคนที่ชอบใช้ความรุนแรง
เขาจะชกต่อยทุบตีคนรอบตัวเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กฝึกงานที่มาจากครอบครัวยากจนข้นแค้นหรือไม่ก็หาวิธีอื่นมาทรมานพวกเขาเพื่อสนองความกระหายความรุนแรงของเขา ดังนั้นเด็กฝึกงานส่วนใหญ่ที่ร้านของเขาจึงอยู่ได้ไม่นานทุกคนพยายามดิ้นรนที่จะทำให้ตนเองออกไปจากที่นี่ให้ได้ส่วนคนที่ไม่มีทางเลือกก็จะเป็นเหมือนหยูฮัง ต้องทนไปเงียบ ๆ จนกว่าจะถูกเขาฆ่าตาย
ในบรรดาเด็กฝึกงานทั้งหมดถือได้ว่าหยูฮังเป็นคนที่รอดอยู่ได้นานที่สุดเขาเป็นคนขยันและรอบคอบระมัดระวังเวลาทำงาน ดังนั้นช่างใหญ่ของร้านจึงดูแลเขาดียิ่งกว่าเด็กฝึกงานคนอื่นเจ้าของร้านจางจึงมีโอกาสเอาเขาไปเป็นกระสอบทรายได้น้อยลง
โชคร้ายที่เวลาเจ้าของร้านจางเมา เขาจะเป็นราวกับหมาบ้าและไม่แยกแยะคนบริสุทธิ์หรือคนผิดก่อนจะทุบตีพวกเขาเวลาที่เขามีอาการมึนเมาเขาสามารถสร้างปัญหาให้หัวหน้าช่างได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย ทุกคราที่เขาเมาเหล่าเด็กฝึกงานในร้านก็จะหวาดผวาและหยูฮังก็มักจะหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องโดนเจ้าของร้านจางทุบตี
ครานี้หัวหน้าช่างได้ออกไปซื้อไม้และเอาเด็กฝึกงานที่ตัวสูงแข็งแรงคนหนึ่งไปช่วยเขาทิ้งหยูฮังเอาไว้ที่ลานด้านหลังเพื่อฝึกฝนการแกะไม้และไสไม้ หัวหน้าช่างเห็นว่าหยูฮังเป็นเด็กขยันและฉลาดจึงรู้สึกเมตตาเด็กฝึกงานคนนี้และอยากถ่ายทอดวิชาช่างไม้ให้กับเขา
หยูฮังกำลังฝึกฝนฝีมือของเขาอย่างขะมักเขม้นและไม่ได้คาดคิดว่าอยู่ๆ หายนะจะมาถึงตัวในไม่ช้า เจ้าของร้านจางได้รับเชิญให้ไปดื่มเหล้ากับลูกค้าและเมื่อเขาโซเซกลับมาที่ร้าน เขาก็ตรงไปที่ลานด้านหลังเพื่อทุบตีใครบางคนสนองความเมาหยูฮังจึงได้กลายเป็นเหยื่อของเขาไม่เพียงแต่โดนกำปั้นชกเอาตั้งแต่หัวจรดเท้าเท่านั้นแต่ชายขี้เมาได้หยิบไม้อะไหล่ทุกชิ้นที่อยู่รอบ ๆ ฟาดใส่ร่างเล็ก ๆ ที่อ่อนแอของหยูฮังอย่างรุนแรงอีกด้วยเด็กชายพยายามป้องกันตนเองแล้ว แต่สุดท้ายก็กระอักเลือดออกมาและแน่นิ่งไป...
นี่ไม่ใช่คราแรกที่เขาฆ่าเด็กฝึกงานโดยไม่ได้ตั้งใจแท้จริงแล้วเจ้าของร้านจางไม่เคยสนใจชีวิตของเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนไร้อำนาจพวกนี้เลยหลังจากฆ่าพวกเขาแล้ว เขาก็จะโยนศพของเด็กพวกนั้นไว้ในสุสานสักแห่ง และปล่อยให้เหล่าสุนัขที่ดุร้ายลากศพออกไปเมื่อเขากำจัดเบาะแสหรือหลักฐานที่ชี้มาที่เขาได้แล้ว เขาก็จะสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเจ้าของร้านจางจะพาคู่หูของเขาไปเยี่ยมครอบครัวเด็กฝึกงานที่ตายและกล่าวหาว่าเด็กคนนั้นขโมยของจากร้านและหนีไปจากนั้นคนในครอบครัวที่ขี้ขลาดเหล่านั้นก็จะต้องก้มหัวให้เขาและขอให้เขาอภัยให้
เจ้าของร้านจากรู้สถานการณ์ของครอบครัวหยูฮังได้ไม่ชัดเจนนักหยูฮังเป็นลูกชายของครอบครัวชาวประมงที่ยากจนธรรมดา ๆ ครอบครัวหนึ่งซึ่งเลี้ยงชีพด้วยการหาปลากันมารุ่นต่อรุ่นหยูฮังไม่มีภูมิหลังหรือสถานะอันใด ต่อให้เผลอฆ่าเด็กคนนี้ตายสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นคืออะไรเล่า ? แต่ใครจะคาดคิดว่าเด็กแซ่หยูนี่จะมีน้องชายเรียนอยู่ที่โรงเรียนหรงซวนอีกทั้งยังดันมาหยุดพักและอยากมาเยี่ยมพี่ชายวันนี้ด้วยความผิดของเขาจึงถูกเปิดเผยก่อนเวลาอันควร
ความจริงแล้วถึงถูกเปิดเผยก็มิใช่เรื่องใหญ่อันใดที่เขาต้องทำก็แค่สร้างเรื่องขึ้นมาทำให้หยูฮังเป็นฝ่ายผิด และส่งครอบครัวขยะและยากจนของเด็กนั่นกลับไปถึงเยี่ยงไรเสียพวกชาวประมงยากจนที่เป็นพวกชั้นล่างสุดของสังคมก็ขี้ขลาดตาขาวกันหมดมิใช่รึ? แต่เหตุใดถึงมีเด็กผู้หญิงโง่ ๆ มาจูงจมูกเขาและทำให้เขากล่าวคำสาบานต่อสวรรค์ได้? แล้วปกติการกล่าวคำสาบานมันก็มิได้มีความหมายอะไรนี่ เหตุใดสวรรค์ต้องมาลงมือในวันนี้และส่งสายฟ้ามาลงโทษเขา...
เพื่อแก้ไขปัญหาตอนนี้ทางเลือกเดียวของเขาก็คือคุกเข่าขอให้สวรรค์เมตตาและให้อภัย ! จางตงหมิงโขกหัวกับพื้นซ้ำ ๆ เสียงหัวกระแทกพื้นดังสะท้อนออกมาเมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ผู้คนก็เห็นรอยช้ำม่วงที่ใบหน้าของเขา “ข้าผิดไปแล้ว ข้ายอมรับผิด! ข้ายินดีจ่ายค่ารักษาของหยูฮังทั้งหมด ! แล้วถ้าเกิดอาการแย่ลงจนถึงขั้นเลวร้าย ข้าก็จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายงานศพของเขาทั้งหมดด้วย! ”
“หึ ! ท่านบ้าไปแล้วรึ! หยุดแช่งพี่ชายของข้าประเดี๋ยวนี้ ! เป็นคนรวยแล้วจะยิ่งใหญ่สักเท่าใดกัน? รู้เอาไว้ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านได้ทำบนโลกมนุษย์นี้ สวรรค์ได้รับรู้การกระทำของท่านหมดแล้ว! ท่านทำบาปมามาก อย่าได้แปลกใจที่สวรรค์ตัดสินใจลงโทษท่าน ! ” ตอนที่สายฟ้าฟาดลงมา พ่อของหยูเสี่ยวเฉาได้ทำตัวเป็นโล่บังลูกสาวเอาไว้ตอนนี้นางเดินออกมาด้านหน้าโดยที่สีหน้าไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลยแม้แต่น้อยสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบอยู่ด้านหลังทำให้นางดูราวกับเด็กที่สวรรค์ส่งลงมา
หยวนหยุ่นซียืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนเป็นเวลานานเขามองเด็กหญิงตัวเล็กผู้กล้าหาญอยู่เงียบ ๆ ในใจเขารู้สึกนับถือนางขึ้นมาพร้อม ๆ กับความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจจะพรรณนาได้
แม้ว่าในใจเจ้าของร้านจางจะอยากตอบโต้เด็กหญิงตรงหน้าแต่เขาก็ก้มหัวคำนับสวรรค์และยอมรับความผิดต่อไป ขณะที่เขาขอโทษสำนึกผิด สายฟ้าที่หนาแน่นในท้องฟ้าและเมฆสีดำหนาทึบก็ค่อยๆ จางหายไป
หลังจากได้เห็นปรากฏการณ์นี้กับตาชาวเมืองถังกู่ก็มีคำกล่าวจากเหตุการณ์นี้ว่า ‘ถ้าทำเรื่องมิดีจะถูกลงโทษด้วยสายฟ้า’
หยูฮังที่หมอจากร้านยาถงเหรินวินิจฉัยว่าหมดหวังแล้วก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ หลังจากเมฆดำกระจายหายไปแล้วเขาเรียกหลิวมู่หยุนที่สะอึกสะอื้นไม่หยุดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงว่า “ท่านแม่...”
ผู้คนรอบ ๆ ต่างพากันแสดงความคิดเห็นกันว่า“สวรรค์มีตา ! เหล่าทวยเทพมิเพียงลงโทษคนชั่วแต่ยังช่วยชีวิตหยูฮังเอาไว้อีกด้วย...”
“เสี่ยวชา ฟื้นแล้วรึลูก ? รู้สึกมิสบายตรงไหนบ้างหรือไม่? ” หยูไห่ถามลูกชายเสียงเบา เขาประคองภรรยาของเขาที่น้ำตาไหลพรากออกมาด้วยความดีใจขึ้น
หยูฮังพยายามยิ้มเพื่อปลอบโยนและตอบคำถามของหยูไห่อย่างยากลำบาก“ท่านพ่อ ท่านแม่ ! ข้ามิเป็นไร ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องเป็นห่วง...”
“เป็นความผิดของแม่เองทั้งหมดเป็นความผิดของแม่เอง ! ถ้าแม่มาพาลูกกลับบ้านให้เร็วกว่านี้ลูกก็คงมิต้องพบเจอกับเคราะห์ร้ายเยี่ยงนี้...” นางหลิวร้องไห้จนตาบวมแดงและแทบลืมตาไม่ขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายในวันนี้ผ่านไป นางจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหมดแรงทั้งกายและใจ
หยูเสี่ยวเฉาเห็นว่าพี่ชายของนางพยายามจะลุกขึ้นนั่งจึงรีบห้ามเอาไว้“พี่ใหญ่ ท่านพี่กระดูกซี่โครงหัก 3 ท่อนนะเจ้าคะ !ท่านหมอซุนเพิ่งจะรักษาท่านพี่แบบสุดความสามารถไป ห้ามท่านพี่ขยับร่างกายเป็นอันขาด! ท่านแม่เจ้าคะ พี่ใหญ่ฟื้นขึ้นมาเป็นเรื่องที่ดีนะเจ้าคะหยุดร้องไห้ได้แล้ว ท่านแม่ยิ่งมิค่อยแข็งแรงอยู่ด้วย ถ้าท่านแม่เอาแต่ร้องไห้มิเลิกเยี่ยงนี้พี่ใหญ่จะเป็นห่วงเอานะเจ้าคะ ! ”
“พี่ใหญ่กลับบ้านกันเถอะ ! ท่านพ่อกับฉีโตวจะปกป้องท่านพี่เอง จะมิมีคนชั่วมารังแกท่านพี่ได้อีก ! ” ตาของฉีโตวแดงราวกับตากระต่าย เขาสะอื้นเล็กน้อยขณะพยายามปลอบหยูฮังหยูฮังจึงพยายามยิ้มตอบกลับไปให้เด็กน้อย
หยูเสี่ยวเฉาหันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของร้านจางที่กำลังลุกขึ้นจากพื้น“เจ้าของร้านจาง พวกเราจะพาพี่ชายของข้ากลับบ้าน ท่านมีปัญหาอันใดหรือไม่ ? ”
“อ่า...ปกติแล้วถ้าเด็กฝึกงานออกจากร้านก่อนจบการฝึกจะต้องจ่ายค่าปรับ...” เจ้าของร้านจางแอบมองไปที่เมฆดำใกล้เส้นขอบฟ้าขณะที่ยืนขึ้นอย่างยากลำบากขาของเขาอ่อนแรงจนแทบจะทรงตัวมิไหว
เมื่อคุณชายสามโจวได้ยินข่าวเขาก็รีบออกจากท่าเรือมาที่นี่ทันที พอมาถึงเขาก็ลงจากหลังม้าและฝ่าฝูงชนเข้าไปเขามาทันเวลาได้ยินคำกล่าวอย่างหน้าไม่อายของเจ้าของร้านจาง จึงส่งเสียง หึ ! ออกมาอย่างเย็นชาและเอ่ยว่า “ท่านจาง ! พวกเรายังมิได้คิดบัญชีเรื่องที่ท่านทำร้ายร่างกายหยูฮังเลยนะท่านยังมีหน้ามาเอ่ยถึงเรื่องค่าปรับอีกรึ ? เอาเช่นนี้เป็นเยี่ยงไรไปไปหาผู้พิพากษามณฑลแล้วไปตกลงกันที่นั่นดีหรือไม่ ? ”
ทุกคนในเมืองถังกู่ต่างก็รู้ว่ากิจการของร้านอาหารเจินซิวกำลังรุ่งเรืองเป็นอย่างมากจะจองห้องส่วนตัวที่นั่นก็ต้องรอกันถึง 3 เดือน อีกทั้งยังมีตระกูลโจวที่เป็นพ่อค้าใหญ่หนุนหลังนายน้อยอยู่แล้วเจ้าของร้านจางจะมิรู้สถานะของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาได้เยี่ยงไร ?
“คุณชายสามโจวมีความสัมพันธ์แบบไหนกับหยูฮังรึขอรับ? ” จากมุมมองของจางตงหมิง คนท่านหนึ่งเป็นบุตรชายของตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่งส่วนอีกคนเป็นลูกชายของชาวประมงที่ยากจน ทั้งสองคนแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลยแม้แต่น้อยแต่จากน้ำเสียงของคุณชายสามโจว เหตุใดฟังเหมือนเขาอยู่ข้างตระกูลหยูเล่า ?
โจวซือชู่ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าเขาพร้อมกับสอบถามอาการของหยูฮังเขาได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นรวมถึงรายละเอียดทั้งหมดด้วยจากนั้นเขาก็เหลือบมองไปที่เจ้าของร้านจางซึ่งถูกเมินอย่างเย็นชาแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “เด็กผู้หญิงคนนี้ คุณหนูหยูคือคนที่ข้านับเป็นน้องสาว! ผู้ใดที่คิดจะรังแกน้องสาวของข้าก็เท่ากับบอกข้าว่าพวกเขามิอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับข้าคุณชายสามโจวผู้นี้! ”
หยูเสี่ยวเฉาแอบกรอกตาอยู่ในใจ ‘คุณชายสามโจว ข้าไปเป็นน้องสาวของท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน ? อย่างมากพวกเราก็เป็นเพียงหุ้นส่วนทางธุรกิจกันเท่านั้นมิใช่รึ? ’
ดูเหมือนโจวซือชู่จะรู้สึกถึงความคิดในใจของนางได้เขาจึงหันกลับมามองนางเพื่อให้แน่ใจก่อนจะหันกลับไปยิ้มบาง ๆ ให้เจ้าของร้านจาง ตอนนั้นดูเหมือนร่างที่ดูเล็กบางของเด็กหนุ่มกลายเป็นสูงสง่าขี้นมาทันที
การที่เจ้าของร้านจางสามารถทำธุรกิจได้อย่างง่ายดายเหมือนปลาว่ายอยู่ในน้ำเขาย่อมมีไหวพริบที่ดี เขาย่อมรู้ว่าใครที่เขาสามารถล่วงเกินได้และใครที่เขาต้องปฏิบัติตัวด้วยอย่างระมัดระวังแม้ว่าคุณชายสามโจวจะอายุน้อย แต่ท่านผู้เฒ่าตระกูลโจวก็ให้ค่าเขาไว้สูงมากนักเห็นได้ชัดว่าอนาคตของเด็กคนนี้จะต้องสดใสอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ คุณชายสามโจวยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกชายของผู้พิพากษาอู๋ในสถานการณ์นี้เจ้าของร้านเป็นฝ่ายผิดถ้าพวกเขาเอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนผู้พิพากษา เจ้าของร้านจางกลัวว่าคนที่แพ้ก็เยี่ยงไรก็คงจะเป็นเขา...
จางตงหมิงโชว์ทักษะการแสดงยอดเยี่ยมออกมา‘เปลี่ยนสีหน้าให้เหมาะกับสถานการณ์’ ทันทีเขายิ้มกว้างแล้วกล่าวเยินยอว่า “ข้านี่มันมิมีตาจริง ๆ ขยะกับของล้ำค่าต่างกันเยี่ยงไรก็ยังแยกมิออกในเมื่อคุณชายสามโจวมาช่วยแยกความแตกต่างให้แล้ว เยี่ยงนั้นคนโง่ผู้นี้จะคืนสัญญาฝึกงานกลับไปให้ตระกูลหยูเพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงของคุณชายสามโจว...”
หลังจากเห็นอาการบาดเจ็บของหยูฮังคุณชายสามโจวก็โกรธและเสียใจเป็นอย่างมากที่เจ้าของร้านจางโหดร้ายกับเด็กได้ถึงเพียงนี้เขาตัดบทแล้วเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “เจ้าของร้านจางมิจำเป็นต้องทำเพราะห่วงชื่อเสียงของข้าพวกเราสามารถหาคนผิดที่แท้จริงได้ที่ศาล ! ซือโม่เจ้าไปแจ้งเหตุที่ศาล บอกพวกเขาว่าเจ้าของร้านไม้จางจี้ทำร้ายร่างกายเด็กจนได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะมีอาการเมาสุรา...”
“เดี๋ยวก่อน ประเดี๋ยวก่อน ! ” แม้ว่าจะเป็นวันฤดูใบไม้ผลิที่หนาวเย็น แต่เจ้าของร้านจางกลับเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผากเขาก้มหัวคำนับแล้วอ้อนวอนซ้ำ ๆ ว่า “คุณชายโจว บอกข้าเถอะขอรับว่าต้องทำเยี่ยงไร คนต่ำต้อยผู้นี้จะทำตามอย่างเชื่อฟังทันที! ”
คุณชายสามโจวมองกลับไปที่เสี่ยวเฉาซึ่งยืนเงียบอยู่เขาถามออกไปเบา ๆ ว่า “เสี่ยวเฉา เจ้าอยากจัดการกับเจ้าของร้านจางเยี่ยงไร...”
“เจ้าของร้านจางทุบตีพี่ชายของข้าอย่างรุนแรงทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสจนเกือบถึงแก่ความตาย อีกทั้งเขายังสร้างความเสียหายทางจิตใจให้กับหยูฮังอย่างรุนแรงอีกด้วยพวกเราจะยกเว้นค่าปลอบขวัญก็แล้วกัน แต่สำหรับค่ายา ค่ารักษาพยาบาล ความพิการ และอาหารบำรุงร่างกาย...เขาต้องเป็นผู้จ่ายทั้งหมดเพื่อชดใช้ความผิดของเขานอกจากนั้นเจ้าของร้านจางได้กล่าวหาพี่ชายของข้าว่าเขาขโมยเงิน ทำให้ชื่อเสียงของพี่ชายข้าเสียหายเขาต้องขอโทษพี่ชายของข้าต่อหน้าทุกคนที่นี่อย่างจริงใจ ! ”
โจวซือชู่มองร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าเขาที่ยืนสองมือประสานกันไว้ด้านหลังและแสร้งทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ทุกสิ่งที่นางกล่าวมานั้นมีเหตุผล และมันทำให้เขารู้สึกว่านางเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่น่ารักมากขึ้นไปอีก จึงอดมองนางด้วยสายตาที่นุ่มนวลและเผยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนออกมามิได้
“ได้ยินหรือไม่ ? ค่ายาค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา...ทั้งหมดเลย ในฐานะที่เป็นคนเมืองเดียวกัน ข้าจะทำข้อตกลงกับท่านแบบนี้แล้วกันจ่ายมา 100 ตำลึงเป็นมารยาท ตกลงหรือไม่ ? คงมิถือว่าแพงเกินไปหรอกนะ ? ”คุณชายสามโจวเป็นคนอ่อนโยนเหมือนฤดูใบไม้ผลิเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ ของเขา แต่กับศัตรูนั้น เขาเอาเรื่องแบบจริงจังไร้ซึ่งความปรานีเหมือนกับฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ
เดิมทีเขาต้องการรีดไถชายผู้นี้สัก 300 -500 ตำลึง แต่เขากลัวว่าเสี่ยวเฉาและครอบครัวของนางจะโดนใส่ร้ายว่าเป็นพวกขู่กรรโชกเขาจึงปรับข้อเรียกร้องให้มีเหตุผลมากขึ้นคือ 100ตำลึงเป็นค่าชดเชยการบาดเจ็บของหยูฮัง
เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร้านจางไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้ในเรื่องนี้ในใจเขาเลือดไหลซิบ ๆ ออกมาเมื่อคิดถึงข้อตกลง แต่เขาก็ยังคงยิ้มและพยักหน้าถี่รัว“มิมากเลยขอรับ ! ข้อตกลงของคุณชายสามโจวยุติธรรมเป็นอย่างมากเป็นธรรมมาก ๆ เลยขอรับ ! ”
คุณชายสามโจวหยิบตั๋วแลกเงินมูลค่า 100ตำลึงออกมาจากมือเจ้าของร้านจางแล้วหันไปหาหยูฮังที่นอนอยู่บนเกวียนลา เขาเอ่ยเป็นนัยๆ ว่า “ค่าชดเชยจ่ายมาเต็มจำนวนแล้ว รีบขอโทษเขาเสีย ! พวกเรายังต้องกลับไปที่ร้านยาเพื่อตรวจอาการของเขาอีกครา ! ”
เจ้าของร้านจางไม่อยากขอโทษเด็กฝึกงานที่ยากจนและต่ำต้อยแต่ถ้าเขาไม่ทำเขาก็คงถูกพาไปขึ้นศาล หากเกิดกรณีนั้นขึ้นมาเขาจะเสียทั้งหน้าและชื่อเสียงหลังจากพิจารณาแล้ว เขาก็ตัดสินใจแสร้งทำเป็นจริงใจ แล้วกลั้นใจขอโทษหยูฮังทันที