บทที่19 นักรบเวทมนตร์
เมื่อกลับมาออนไลน์อีกครั้งมีนก็ได้พาเ้าปลาตีนน้อยทั้ง 12 ตัว ออกไปหาประสบการณ์ในพื้นที่เมืองเริ่มต้นของทวีปแห่งน้ำทั้ง3 เกาะ ซึ่งมีสัตว์อสูรั้แ่ระดับ 1 จนถึงระดับ 40 อาศัยอยู่ โดยหญิงสาวจะเรียกสัตว์อสูรในพันธสัญญาของตนออกมาก็ต่อเมื่อพื้นที่ในบริเวณนั้นไม่มีผู้เล่นอื่นอยู่ด้วย หรือเฉพาะเวลาที่อยู่ในดันเจี้ยนเท่านั้นส่วนสไตล์การต่อสู้ของมีนในเวลานี้ จะเน้นฝึกฝนใช้การงานทักษะต่าง ๆ ในระยะประชิด เพื่อให้ร่างกายเกิดความคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวและตอบสนองต่อการเรียกใช้งานทักษะในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ทักษะอาชีพสายนักรบเช่น ทักษะ [คลื่นทำลาย] [พายุดาบ] และ [กังหันดาบ] โดยเฉพาะสองทักษะหลังนั้น หญิงสาวได้เจียดเงินจำนวน8 เหรียญทอง จากการสังหารสัตว์อสูรเก็บระดับเป็เวลาหลายสัปดาห์ ซื้อหามาเพิ่มเติมในรายการทักษะต่อสู้ของตนเพื่อเรียกใช้งานร่วมกับการเรียกใช้งานทักษะเวทมนตร์บอลธาตุชนิดต่าง ๆ ที่ได้หน่วงไว้
การสังหารสัตว์อสูรฯเก็บประสบการณ์เพิ่มระดับของมีนเป็ไปอย่างเรียบง่ายไม่หวือหวา จนตอนนี้ระดับของหญิงสาวก็มาถึง49 แล้ว ซึ่งถือได้ว่า พอจะจัดการกับบอสที่มีระดับไม่เกิน 40 ได้...อย่างไม่ยากเย็น
ส่วนบอสที่ระดับความแข็งแกร่งที่สูงกว่านั้นสำหรับมีนแล้ว แม้ว่าตนจะเคยสังหารมันมาในรอบก่อนหน้ามาได้ถึง 2 ครั้ง แต่การต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับนี้ยังถือว่าค่อนข้างตึงมือไปบ้าง เนื่องจากบอสที่มีระดับั้แ่ 40 ขึ้นไป มันสามารถเรียกลูกสมุนออกมาช่วยต่อสู้ได้มากถึงครั้งละ10-20 ตัว อีกทั้งลูกสมุนของบอสแต่ละตัวเรียกได้ว่า มีพลังโจมตีที่รุนแรง ซ้ำยังมีการเคลื่อนไหวที่สอดผสานกันได้เป็อย่างดีอีกต่างหาก
นอกจากนี้เ้าบอสที่ว่ายังมีค่าต้านทานเวทที่สูงเอาเื่อยู่ด้วยเหมือนกัน เมื่อเป็เช่นนี้ มีนจึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการรับมืออีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาเพื่อหาวิธีสังหารมันในเวลาที่สั้นที่สุด เพราะจากประสบการณ์การต่อสู้กับบอสตัวนี้ใน2 รอบก่อนหน้า ทำให้ตัวเองได้พบว่า ยิ่งปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป อีกฝ่ายก็จะเรียกลูกสมุนออกมาเพิ่มมากเรื่อยๆ
ดังนั้นการโจมตีของหญิงสาวจึงมุ่งเน้นไปที่บอสเป็หลักส่วนลูกสมุนของมัน ก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของปลาตีนน้อยจำนวน 10 ตัว คอยพัวพันและดึงความสนใจของบรรดาลูกสมุนเอาไว้แล้วจึงค่อยจัดการสังหารมันแบบม้วนเดียวจบ ด้วยทักษะสุดเทพของเผ่าพันธุ์แอกโซโลตล์...
“เอรีส[ผสานร่าง]” มีนเรียกใช้งานทักษะกับเ้าปลาตีนน้อยตัวหนึ่งก่อนจะเรียกใช้งานทักษะสุดพิเศษ ซึ่งมีเฉพาะผู้เป็าาแห่งเผ่าพันธุ์แอกโซโลตล์เท่านั้น“[อำนาจาา]...”
หลังจากคูลดาวน์ของทักษะ[ผสานร่าง] ถูกลบล้างด้วยอำนาจแห่งทักษะ [อำนาจาา] จนกลับมาใช้งานได้อีกครั้งมีนจึงเรียกใช้งานทักษะกับเ้าปลาตีนน้อยอีกตัวหนึ่งในทันที “ทอรัส [ผสานร่าง] ...”
ผลจากการใช้คอมโบทักษะทั้งสองทำให้ในเวลานี้ ตัวละครของหญิงสาวมีค่าสถานะพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง ถึง 4 เท่าเลยทีเดียว...
โดยไม่รอช้ามีนเรียกใช้งานทักษะโจมตีอันทรงพลังของเผ่าพันธุ์ต่อในทันที “[ลำแสงแอกโซโลตล์]!!”
ลำแสงสีดำปนแดงซึ่งมีประกายสายฟ้าฉาบอยู่รอบ ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเมตร อีกทั้งยังอัดแน่นไปด้วยพลังโจมตีถึง6 เท่า ได้พุ่งออกจากปากของหญิงสาวเป็เส้นตรงไปยังร่างของบอสที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าด้วยความรวดเร็ว...
ซูม...ตูม ๆ ๆ
เสียงดังสนั่นเมื่อลำแสงพิฆาตปะทะเข้ากับร่างของสัตว์อสูรชั้นาาระดับ40 ทว่า แค่นั้นกลับยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พลังชีวิตของอีกฝ่ายที่เหลืออยู่จำนวนกว่าครึ่งหลอดหมดลงในคราวเดียว
เมื่อเป็เช่นนี้มีนจึงต้องทำการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปลดปล่อยเวทมนตร์ [พายุอัสนี] ทั้งสองลูกที่หน่วงเอาไว้ ตามไปติด ๆ
“ปลดปล่อย!! [พายุอัสนี]” x2
เปรี้ยง ๆ ๆ ๆ
ความรุนแรงของเวทมนตร์ทั้งสองบทอาจจะทำให้พลังชีวิตของบอสลดลงไปได้มากก็จริง แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้อีกฝ่ายล้มลงได้ดังนั้นมีนจึงพุ่งตัวเข้าหาบอสอย่างรวดเร็ว จนอยู่ในระยะทำการของทักษะเผ่าพันธุ์สายโจมตีระยะประชิดอย่างทักษะ[พุ่งชน] ก่อนจะเรียกใช้งานทักษะในเวลาต่อมา
“[พุ่งชน]”
ตูม!!
ร่างของสัตว์อสูรระดับาาถูกแรงกระแทกจากทักษะจนเสียหลัก ลอยละลิ่วไปทางด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุมฯหญิงสาวไม่ปล่อยให้โอกาสอันดีเช่นนี้หลุดลอยไปเป็แน่เพราะประสบการณ์ในครั้งก่อนได้สอนให้ตนรู้ว่า หากปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามมีโอกาสตอบโต้แม้แต่เพียงน้อยนิดก็จะทำให้โอกาสปิดฉากสังหารเป้าหมายต้องมลายหายวับไปกับตาด้วยแน่นอนดังนั้นในขณะที่ร่างของศัตรูลอยละลิ่วไปทางด้านหลังอย่างไร้การควบคุมนี้ มีนจึงต้องทุ่มเททุกอย่างโจมตีอีกฝ่ายให้ได้อย่างต่อเนื่อง...แบบม้วนเดียวจบ
ในจังหวะนี้ มีนเลือกใช้การคอมโบทักษะโจมตีสายนักรบฯด้วยใบหอกที่ฉาบไล้ด้วยประกายอัสนีจากการผนึกเวทมนตร์ธาตุสายฟ้าเอาไว้...
“[คลื่นทำลาย] [พายุดาบ] [กังหันดาบ]”
ตูม ๆ ๆ ๆ ๆ
ผลจากการโจมตีชุดใหญ่นี้ทำให้พลังชีวิตของบอสอยู่ในขั้นวิกฤติในทันใด และเมื่อมีนได้ยินเสียงจากระบบแจ้งเตือนว่าบอสเริ่มเข้าสู่โหมดคลั่งแล้ว หญิงสาวจึงรีบถอยฉากหลบออกมา ก่อนจะเรียกใช้ทักษะ [ฝนดาวตก] สร้างความเสียหายให้แก่ศัตรูเป้าหมายอีกครั้ง...
เมื่อการแสดงผลของทักษะ[ฝนดาวตก] สิ้นสุดลง มีนจึงรีบสั่งการให้เ้าปลาตีนน้อยทั้ง10 ตัว เรียกใช้ทักษะ [ลำแสงแอกโซโลตล์] โจมตีเข้าใส่บอสอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ตนจะเรียกใช้งานทักษะ [พุ่งชน] ร่วมกับ [คลื่นทำลาย] ตามเข้าไปปิดฉากสังหารเ้าบอสตัวนี้ในที่สุด...
ติ้ง!!
“ผู้เล่นมนตราสังหารสัตว์อสูรชั้นาา........”
“............”
“............”
“ผู้เล่นมนตราได้เลื่อนระดับเป็ระดับ 50 กรุณาตรวจสอบค่าสถานะของตัวละครค่ะ”
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นหลังจากพลังชีวิตของบอสตัวนี้หมดลงพร้อมกับกลายเป็แสงสีเทาหายไปเหลือทิ้งไว้แต่กองไอเทมให้หญิงสาวไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น
“ระดับ 50แล้วสินะ...ไปหาท่านอาจารย์ก่อนดีกว่า เดี๋ยวเราเจอกันนะเ้าตุ่นปากเป็ด อิอิ”มีนพึมพำกับตัวเองด้วยความดีใจ เนื่องจากเป็เวลากว่าสองสัปดาห์แล้วที่ตนนับวันรอด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าแท้จริงแล้วในดันเจี้ยนแห่งนั้น...มันมีอะไรซ่อนอยู่? และเหตุใดอเล็กซ์? ถึงได้ย้ำนักหนาว่าการจะเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้น จะต้องมีระดับ 50 เป็อย่างน้อย...
จากนั้นมีนจึงหยิบเอาบัตรสีขาวขึ้นมาพร้อมกับเรียกใช้งานมันในทันที
............
เวลาในโลกจริงผ่านไป3 สัปดาห์แล้ว หลังจากระบบได้เปิดค่าประสบการณ์ คูณ 2ในวันปกติ และคูณ 5 ในวันเสาร์-อาทิตย์
ณ ถ้ำอสุรกายแห่งไฟทวีปแห่งไฟ…
แมนทีสหัวหน้ากิลด์ “Diamond dust”ผู้เล่นที่มีระดับสูงสุดของเกมในเวลานี้ ที่ระดับ 150 กำลังนำสมาชิกในทีมเข้าต่อสู้กับ“โกเลมแห่งไฟ” ชั้นาา ระดับ 120 อย่างเอาเป็เอาตาย
ตู้มๆ ๆ ๆ ๆ
“[ดาบเพลิง์]”
รัศมีดาบสีแดงทองอันเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรงดั่งไฟจาก์จำนวน 4 เส้น พุ่งเข้าใส่ร่างของบอสจาก 4 ทิศทาง ก่อนจะตามด้วยพายุดาบ ซึ่งแฝงประกายอัสนีอันแปลบปลาบกวาดขวางเป็เส้นโค้งในแนวระนาบอย่างต่อเนื่อง
ตูม ๆ ๆ ๆ
“[ดาบพายุอัสนี]”
เปรี้ยง!!ฉัวะ ๆ ๆ
“ใกล้แล้วพวกเรา!! มันกำลังจะเข้าสู่สภาวะคลั่งแล้ว” แมนทีส ร้องะโบอกสมาชิกในทีมฯก่อนจะสั่งการต่อลูกทีมล่าบอสของตนซ้ำอีกครั้ง “กวาดีส!! นายดึงความสนใจมันเอาไว้ก่อนพวกนักเวท...โจมตีมารัว ๆ เลย นักบวช...บัพตัวชนด้วยอย่าให้ขาด!!”
“พวกนักฆ่า...เข้ามาเอาบัพที่ฉันด่วน!!” แมนทีสเร่งลูกทีมที่มีอาชีพนักฆ่า เข้ามาเอาบัพเพิ่มพลังโจมตีฯก่อนจะเรียกใช้งานทักษะออกไป
“[ผนึกเวท]” วาบ!
ใช่แล้ว..แมนทีสผู้นี้ ก็คือ หนึ่งในผู้เล่นน้อยคนที่ได้รับ “อาชีพลับ” มาและอาชีพที่เขาได้รับนี้ กลับเป็อาชีพสุดแกร่งอย่าง [นักรบเวทมนตร์] ซึ่งเป็อาชีพขั้นที่ 2 ในสายอาชีพนักรบนั่นเอง
โดยปกติแล้วอาชีพนี้จะไม่ถูกบรรจุไว้ในรายการอาชีพฯ ในอาคารบริการผู้เล่นของระบบฯ โดยแมนทีสได้รับเบาะแสของอาชีพนี้จากการไปทำเควสลับอันหนึ่ง ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงอาชีพนี้เอาไว้ว่า “นักรบ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์คือนักรบผู้สามารถใช้อาวุธในการโจมตี สอดผสานร่วมกับการใช้เวทมนตร์ได้อย่างลื่นไหลเป็ยอดนักรบผู้กอปรไปด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายและสติปัญญา เป็าาผู้อยู่เหนือเหล่านักรบทั้งมวล[นักรบเวทมนตร์]”
จากนั้นแมนทีสออกจึงออกตามล่าค้นหาความลับและเบาะแสของอาชีพนี้เป็เวลานานนับั้แ่ได้รับ “จิ้งจอกไฟ” มาเป็สัตว์อสูรในพันธสัญญาฯ ซึ่งในตอนนั้นชายหนุ่มมีระดับอยู่ที่75 เท่านั้น และกว่าแมนทีสจะสามารถเปลี่ยนเป็ [นักรบเวทมนตร์] อย่างเต็มตัว ระดับของมันก็ปาเข้าไปถึง 130 แล้ว
โดยอาชีพนี้มีเงื่อนไขอยู่ว่าจะต้องเป็ผู้ที่ได้รับอาชีพนักรบและนักเวทมาก่อน อีกทั้งยังต้องมีค่าความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายและค่าปัญญาในอัตราส่วน 1:1 พร้อมกับมีทักษะอาชีพนักรบและทักษะอาชีพนักเวทอยู่ในขั้นสูงอย่างน้อย1 ชนิด นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขสุดหิน อย่างการสังหารสัตว์อสูรชั้นาาระดับ 50ขึ้นไป ด้วยตัวคนเดียวอีกด้วย
แม้ว่าเงื่อนไขฯหลาย ๆ อย่างของอาชีพนี้ แมนทีสจะสามารถผ่านมาได้แล้ว แต่สาเหตุที่ชายหนุ่มยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นักรบเวทมนตร์ได้ก็เป็เพราะว่าก่อนหน้านี้ ตัวแมนทีสเองได้เน้นเพิ่มค่าสถานะไปที่ค่าความแข็งแกร่งเสียเป็ส่วนใหญ่ด้วยเหตุนี้ค่าสถานะของชายหนุ่มจึงไม่เข้าเกณฑ์สัดส่วนค่าสถานะ 1:1ที่ได้กำหนดเอาไว้ ดังนั้นแมนทีสจึงใช้ความพยายามไม่น้อยในการเก็บระดับเพิ่มเติมเพื่อนำแต้มสถานะที่ได้รับไปเพิ่มให้แก่ค่าปัญญา จนมาอยู่ในระดับเดียวกับความแข็งแกร่งทางกายให้ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดฯซึ่งกว่าแมนทีสจะบรรลุเงื่อนไขทั้งหมดได้...ระดับมันก็ปาเข้าไปถึง 130 แล้ว
แต่กระนั้นสิ่งที่ชายหนุ่มได้รับกลับคุ้มค่ากับความพยายามและการรอคอยไม่น้อย เพราะั้แ่แมนทีสได้รับอาชีพนี้มาชายหนุ่มผู้นี้ก็เหมือนดั่งเสือติดปีก “นักรบเวทมนตร์แมนทีส” สามารถสังหารสัตว์อสูรเก็บประสบการณ์เพิ่มระดับได้เร็วขึ้นอย่างก้าวะโเนื่องจากทักษะของนักรบเวทมนตร์ นอกจากจะทำให้เ้าตัวสามารถทำการต่อสู้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว อาชีพนี้ยังมีบทเวทฯ สำหรับใช้สนับสนุนเพื่อนร่วมทีมจำนวนหลายทักษะอีกต่างหาก
ด้วยทักษะ[ผนึกเวท] ขั้นสูงของแมนทีส ทำให้ชายหนุ่มสามารถเสริมพลังเวทมนตร์ธาตุต่างๆ ลงไปในอาวุธและเครื่องป้องกันแบบหมู่ได้โดยไม่จำเป็ที่จะต้องผนึกเวทลงไปบนอาวุธหรือเครื่องป้องกันทีละชิ้นอีกต่อไปเพียงแต่...ระยะทำการของทักษะ [ผนึกเวท] ขั้นสูงนี้ จำกัดระยะทางอยู่เพียงแค่รัศมี 3 เมตร รอบตัวผู้ร่ายเท่านั้น
และสาเหตุที่แมนทีสสามารถร่ายเวทมนตร์ได้ในขณะต่อสู้...ก็เป็หนึ่งในความสามารถของอาชีพนักรบเวทมนตร์ซึ่งผนวกเอาความสามารถของนักเวทไว้ด้วยนั่นเอง
หลังจากที่แมนทีสได้รับอาชีพ[นักรบเวทมนตร์] มาแล้ว ชายหนุ่มก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะเวทมนตร์ต่างๆ มากขึ้น รวมไปถึงทักษะอย่าง [ััแห่งเวทมนตร์] และทักษะ [การพูด/อ่าน/เขียนภาษาเทพ]
อัจฉริยะก็คือ อัจฉริยะ แต่อัจฉริยะที่กอปรไปด้วยความเพียรแล้วนั้น ย่อมสามารถเรียกอัจฉริยะผู้นั้นได้ว่า“ตัวประหลาด” อันน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง...
หลังจากที่ได้ทักษะเวทมนตร์เกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาเทพมาแมนทีสใช้เวลาถึง 2 ใน 3 ของเวลาออนไลน์ทั้งหมด ฝึกฝนและเรียนรู้ทักษะภาษาเทพเหล่านี้อย่างจริงจังโดยไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยอย่างไร้ประโยชน์
แม้ว่าแมนทีสไม่ได้มีNPC ระดับเทพอย่างอเล็กซ์เป็อาจารย์คอยสอนสั่งหรือมอบตำราเวทมนตร์ขั้นสูงให้ แต่ตัวแมนทีสเองก็ได้รับการชี้แนะจาก “ชายลึกลับ” ผู้เป็ถึง[นักรบเวทมนตร์]ที่แกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์อย่าง “โฮป” คอยแนะนำสั่งสอนและให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นทางสายอาชีพ[นักรบเวทมนตร์] อย่างไม่ปิดบัง
“โฮป”พบกับแมนทีสในตอนที่ชายหนุ่มเข้ามาทำภารกิจเกี่ยวกับ [นักรบเวทมนตร์] ซึ่งตัวโฮปเองก็ได้มองเห็นความสามารถขั้นเทพที่ซ่อนอยู่ในตัวของชายผู้นี้มาั้แ่แรกด้วยคุณสมบัติที่แทบจะเรียกได้ว่า “อัจฉริยะเกินขั้น” แล้วโฮปยังมองเห็นถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของชายหนุ่มผู้นี้อีกด้วย
แม้จะได้รับบททดสอบอันสุดหินฯแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองผิดหวัง ความพยายามของชายผู้นี้ ทำให้โฮปหวนนึกถึงตนเองเมื่อครั้งอดีต...ก่อนที่ตนจะกลายเป็ตำนานของมวลมนุษย์อีกครั้ง
เมื่อเป็เช่นนี้โฮปจึงคาดหวังเกี่ยวกับพัฒนาการของชายหนุ่มผู้นี้เอาไว้สูง จนกลายเป็แรงกระตุ้นปลุกความคิดต่อสู้และไฟในกายให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง...อย่างไม่รู้ตัว
แสงสีฟ้าอ่อน...ส่องประกายอยู่บนอาวุธของสมาชิกสายนักฆ่าและนักรบที่อยู่รอบตัวแมนทีส
เมื่อได้รับการเพิ่มพลังโจมตีฯจากการผนึกเวทมนตร์ธาตุน้ำลงไปในอาวุธเรียบร้อยแล้ว สมาชิกแต่ละคนต่างก็กระจายตัวออกไปเพื่อหาจังหวะเข้าโจมตีบอสโกเลมตัวนี้ ตามหน้าที่ที่ตัวเองรับผิดชอบอย่างรวดเร็ว...
“นักเวทเตรียมตัวร่ายบทเวทผสาน...”แมนทีสสั่งการต่อเหล่านักเวท ก่อนจะถอนตัวถอยออกมาจากบอสตัวนั้น เพื่อหาจังหวะร่ายเวทโจมตีร่วมด้วยอีกแรงหนึ่ง
บรรดานักรบและอัศวินที่อยู่ในทีมฯต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม
ทางด้านนักบวชและอาชีพสายสนับสนุนก็ไม่ละเลยหน้าที่ของตนคอยบัพเสริมกำลังและพยายามฮีลตัวชนอย่างต่อเนื่องมิได้ขาด
การประสานงานของทีมล่าบอสทีมนี้อาจเรียกได้ว่า มีความ “ลงตัว” อย่างถึงที่สุด เมื่ออยู่ภายใต้การสั่งการของผู้เล่นแมนทีส
บรรดาสมาชิกในทีมล่าบอสทีมนี้ต่างก็เป็ผู้เล่นระดับสูงอีกทั้งพวกมันส่วนใหญ่ก็ยังร่วมล่าบอสด้วยกันมาอย่างยาวนานนอกจากทุกคนจะรู้หน้าที่ของตัวเองแล้ว ยังสามารถตอบสนองต่อคำสั่งการของผู้นำทีมได้อย่างดีเยี่ยมแม้ว่าทั้งทีมจะมีผู้เล่นเพียง 10 กว่าคน แต่ทว่าผู้นำอย่างแมนทีสกลับสามารถดึงเอาศักยภาพของผู้เล่นทั้งหมดออกมาใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้ได้อย่างเหลือเชื่อและหากจะกล่าวว่า นี่...คือทีมล่าบอสอันดับ 1 ของเกมในเวลานี้...ก็คงจะไม่ผิดนัก
ติ้ง!!
“ผู้เล่นแมนทีสสังหารสัตว์อสูรชั้นาา ระดับ 120 าาโกเลมแห่งไฟ........”
“ผู้เล่นแมนทีสได้รับ {อัญญมณีธาตุไฟ}ระดับสูง จำนวน 5 เม็ด”
“............”
“............”
“ผู้เล่นแมนทีสได้รับ {ดวงใจโกเลมแห่งไฟ} จำนวน 1 เม็ด”
“สำเร็จ!!สุดยอดไปเลยหัวหน้า บอสระดับ 120 ตัวแรกของเกม...เป็อะไรที่เหนื่อยเอาเื่เลยนะครับ”ลูกทีมคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา
“ใช่ ๆ ๆสมกับเป็นักรบเวทมนตร์จริง ๆ สามารถคุมเกมทั้งหมดเอาไว้ได้ขนาดนี้ ต่อจากนี้...ไม่ว่าบอสตัวไหนก็คงจะหยุดพวกเราไม่อยู่แล้วล่ะมั้ง?”ผู้เล่นอีกคนกล่าวเสริมอย่างประจบ
“ไม่ใช่เพราะนักรบเวทอย่างเดียวหรอกมั้ง?เป็เพราะหัวหน้าฯ ด้วยไง...อะไร ๆ ถึงได้ดูง่ายขนาดนี้” ผู้เล่นอีกคนเห็นแย้ง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นการกล่าวสรรเสริญเยินยอผู้เป็หัวหน้าทีมฯ
“เอาล่ะ ๆ ทีนี้พวกเราก็ได้รู้แล้วว่า เ้าบอสตัวนี้มีจุดอ่อนอย่างไร? พวกนายนำสมาชิกที่มีระดับสูงๆ มาจัดการกับเ้าบอสตัวนี้ ในทุกครั้งที่มันเกิดด้วยนะ เพราะเ้านี่...นอกจากจะให้ค่าประสบการณ์เยอะแล้วยังดรอปของดีถึงดีมากออกมาอีกด้วย...” แมนทีสกล่าวกับผู้เล่นในทีมฯ
“แล้วเราจะเอาไงต่อดีล่ะ?จะเก็บระดับ หรือจะเปิดฉากทำาชิงเมืองระดับ D เลยดีไหม?” โรมิโอ ผู้เป็รองหัวหน้ากิลด์ไดมอนดัสเปิดปากถามชายหนุ่มผู้เป็หัวหน้า
“ฉันคิดว่า ่นี้พวกนายเร่งเก็บระดับให้ได้สูงที่สุดเอาไว้ก่อนและบอกพวกคนในกิลด์ด้วยว่า ให้พวกมันเร่งเก็บระดับให้เร็วที่สุด เพราะฉันวางแผนเอาไว้แล้วว่าถ้าหมด่ที่เกมคูณค่าประสบการณ์แล้ว ฉันจะเรียกระดมพลฯ ทำาชิงเมือง ‘ฟีเรียน’ ซึ่งเป็เมืองที่อยู่ชายแดนติดกับทวีปแห่งดินเพื่อใช้เป็ฐานที่มั่นระดับเมืองแห่งแรกของพวกเรา...” แมนทีสกล่าวกับลูกทีม
“นั่นมันเมืองระดับCเชียวนะ” กวาดีส หรือ “กวาร์ดิโอลา” รองหัวหน้ากิลด์อีกคนหนึ่งกล่าวแทรกขึ้นมา
“ใช่...แต่เมืองนี้กลับเป็เมือง ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงของจักรวรรดิแห่งไฟพอสมควร อีกทั้งมันยังเป็จุดยุทธศาสตร์ชั้นยอดและมันยังอยู่ใกล้กับ ‘เมืองบาสโตร’ ทวีปแห่งดิน ซึ่งเมืองแห่งนี้ ‘มาร์โก้’ แห่งกิลด์ ‘แบล็กไนท์’ ที่เป็พันธมิตรของพวกเราก็เตรียมบุกตีอยู่เหมือนกัน...” แมนทีสให้ข้อมูลแก่อีกฝ่ายเพิ่มเติม
“แล้ว? นายไม่กลัวว่าเ้ามาร์โก้นั่น...มันจะมาแว้งกัดพวกเราหรือไง?” โรมิโอถามด้วยความหวาดระแวงต่อหัวหน้ากิลด์แบล็กไนท์ผู้ได้ชื่อว่า “บ้าระห่ำ” และดำเนินแผนการได้อย่าง “ไร้การคาดเดา” เป็ที่สุด
“ไม่หรอก ในเวลานี้เ้านั่นคงไม่โง่พอจะฉีกสัญญาพันธมิตรฯใน่หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ นายอย่าได้เป็ห่วงเื่นี้เลย...ที่น่าเป็ห่วงยิ่งกว่าเื่ของมาร์โก้ก็คือเมื่อเรายึดเมืองฟีเรียนได้แล้ว ทางด้านจักรวรรดิแห่งไฟจะต้องมีความเคลื่อนไหวบางอย่างตามมาแน่นอน...”แมนทีสกล่าวให้อีกฝ่ายคลายกังวล
“หรือนาย? คิดจะยืมมือเ้ามาร์โก้มาช่วยรบ?”โรมิโอถามขึ้นจากคำที่แมนทีสกล่าว
“อืม...วันใดที่พวกเรายังมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่พันธมิตรระหว่างพวกเรากับแบล็กไนท์ก็ยังคงเหนียวแน่นต่อไป ฉันคิดว่า เ้ามาร์โก้ก็คงจะคิดแบบเดียวกันดังนั้นพวกนายสบายใจได้...” แมนทีสกล่าวสรุปสถานการณ์พันธมิตรระหว่างพวกมันทั้งสองกิลด์ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้...พวกนายเร่งเก็บระดับกันไปก่อนเถอะ ส่วนฉัน...ขอไปทำเควสที่ค้างไว้ให้เสร็จก่อนแล้วจะตามไปสมทบ”
หลังจากสมาชิกในทีมฯเดินทางกลับฐานที่มั่นของกิลด์หมดแล้ว แมนทีสจึงเดินตรงไปยังซอกเล็ก ๆ ของผนังถ้ำฯซึ่งอยู่ด้านหลังในตำแหน่งที่บอสโกเลมแห่งไฟปรากฏตัวขึ้นในตอนแรก
ติ้ง!!
“ทักษะค้นหาทำงานผู้เล่นแมนทีส พบปากทางเข้าดันเจี้ยนลับ ‘ถ้ำใต้พิภพ’ค่ะ”
สิ้นเสียงแจ้งเตือนจากระบบฯแมนทีสจึงหยิบ {ดวงใจโกเลมแห่งไฟ} ออกมา ก่อนจะเรียกใช้งานไอเทมในทันที…
............
หลังจากได้รับคำแนะนำจากอเล็กซ์ผู้เป็อาจารย์เรียบร้อยแล้วมีนจึงได้เรียกค่าสถานะตัวเองขึ้นมาดูอีกครั้ง ก่อนจะนำแต้มค่าสถานะที่ได้รับ เพิ่มลงไปยังค่าต่างๆ ให้เหมาะสมตามคำแนะนำ
ชื่อ: มนตรา ระดับ: 50
อาชีพ: นักสำรวจฝึกหัด เผ่าพันธุ์: แอกโซโลตล์ กิลด์: ไม่มี
ค่าสถานะ:
- ค่าสถานะหลัก
HP = 1,700 MP = 3,280 (+500) (+1,230*)
ATT = 550 (+150) DEF= 335 (+110)
M.DEF = 320 (+20)
- ค่าสถานะรอง
STR = 80 (+20) STI = 45
SPR = 30 INT= 190 (+50)
CRI = 5 EVA= 25 (+20)
M.SP = 40 (+20) แต้มคงเหลือ= 0
- ค่าสถานะแฝง
LUCK = 999
* โบนัสพลังเวทเพิ่มขึ้นจากทักษะััแห่งเวทมนตร์ และการปลดล็อกขีดจำกัดแห่งเวทอีก 60 เปอร์เซ็นต์
ทักษะเผ่าพันธุ์ [แอกโซโลตล์]
[ผสานร่าง] [ขั้นต้น 98/100]
[พุ่งชน] [ขั้นสูง 4/100]
[ลำแสงแอกโซโลตล์] [ขั้นกลาง 25/100]
[อำนาจาา] [ขั้นต้น 79/100]
‘ทักษะผสานร่าง ใกล้จะอัพแล้วสินะ ถ้าเป็ขั้นกลาง...หากเราใช้งานร่วมกับ [อำนาจาา] ก็จะสามารถผสานร่างได้ถึง 4 ครั้งพลังโจมตีพื้นฐานของเราตอนนี้ 550 หน่วย หากผสานร่างอีกสี่ครั้งพลังโจมตีก็จะเป็8,800 หน่วยพอดี ว้าว!! รู้สึกว่า ทักษะนี้มันสุดยอดไปเลยแฮะ...ถ้าไม่ติดที่ว่ามันใช้งานได้แค่ 5 นาที ก่อนจะต้องรอคูลดาวน์อีกเป็ชั่วโมง...’ มีนอดคิดไปอมยิ้มไปไม่ได้
แต่หญิงสาวหารู้ไม่ว่าทักษะ[ผสานร่าง] เมื่อใช้เรียกใช้งานนั้น ร่างต้นที่เป็ฝ่ายเรียกใช้ทักษะฯเท่านั้นที่จะเป็ฝ่ายสูญเสียคูลดาวน์ ส่วนร่างผสานจะยังไม่ถือว่าได้เรียกใช้งานทักษะออกมาแต่อย่างใดนั่นก็หมายความว่า หากปลาตีนน้อยจับคู่กันเรียกใช้งานทักษะผสานร่าง พวกมันก็จะสามารถใช้งานทักษะได้ถึง2 ครั้งใน 1 คู่เลยทีเดียว ซึ่งกว่าหญิงสาวจะรู้ตัว...ก็เป็ตอนที่เอรีสได้กล่าวกับอีกฝ่ายว่า“พวกมันใช้งานทักษะฯ ไปได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น” โดยเหตุการณ์ที่ว่านี้...มันก็ได้ล่วงเลยไปจนถึงตอนที่หญิงสาวต้องไปเจอกับสัตว์อสูรระดับบอสที่ยากจะเอาชนะได้บนแผ่นดินใหญ่ในทวีปแห่งน้ำแล้ว...
หลังจากจัดการกับค่าสถานะของตัวละครเรียบร้อยแล้วมีนก็หวนมานึกถึงเื่การเสริมแกร่งให้แก่อาวุธและชุดเกราะของตนอีกครั้ง
เนื่องจากตอนนี้ในตัวของมีนมี {หินเสริมแกร่ง} ระดับต่ำจำนวน178 ก้อน {หินเสริมแกร่ง} ระดับกลาง 33ก้อน {หินเสริมแกร่ง} ระดับสูง 3 ก้อนและ {หินปาฏิหาริย์แห่งดวงดาว} จำนวน 1ก้อน ดังนั้นมีนจึงอยากนำมันมาใช้ตีบวกเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ไอเทมที่ตัวเองสวมใส่อยู่
แต่หลังจากได้ปรึกษากับผู้เป็อาจารย์หญิงสาวก็พอสรุปได้ว่า…
ในส่วนของอาวุธฯอเล็กซ์ให้ความเห็นว่า “ยังไม่จำเป็ที่จะต้องเสริมแกร่งให้แก่ {ใบหอกทะเลดาว} ในตอนนี้ เนื่องจากมันยังไม่ใช่ร่างที่สมบูรณ์ถึงเสริมแกร่งไปก็...เปล่าประโยชน์ เพราะเมื่อมันประกอบร่างรวมกับชิ้นส่วนอื่น ๆ แล้วพลังที่ได้จากการเสริมแกร่งก็จะถูกบังคับให้รีเซตกลับมา จนอยู่ในระดับพื้นฐานของมันอีกครั้ง...”ดังนั้นอเล็กซ์จึงแนะนำว่า “ถ้าอยากจะเสริมแกร่งให้แก่{หอกเทพทะเลดาว} ก็ควรจะทำ...หลังจากที่มันประกอบเป็ร่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น”
ในส่วนของเครื่องป้องกันอเล็กซ์ได้กล่าวไว้ว่า “เผ่าพันธุ์แอกโซโลตล์ มีเกราะอ่อนอยู่ชุดหนึ่ง ซึ่งเป็สมบัติประจำเผ่าพันธุ์ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น...”
ทว่า ตัวของอเล็กซ์เองกลับไม่ทราบว่าเ้าเกราะอ่อนเซตดังกล่าวนี้อยู่ที่ใดกันแน่? ซึ่งอเล็กซ์กล่าวแต่เพียงว่า หากตนได้รับไอเทมชิ้นนี้มาอยู่ในฯมันก็จะทำให้ตัวละครของตนแข็งแกร่งกว่าเดิมอีกเป็เท่าตัวเลยทีเดียว
ส่วนคำแนะนำที่เกี่ยวกับการอัพเกรดชุดเกราะอเล็กซ์ได้เปรยเอาไว้ว่า “หากเ้าอยากจะเสริมแกร่งให้ชุดที่สวมใส่อยู่...ก็สามารถทำได้แต่มันคงจะดีกว่า หากเก็บหินพวกนี้เอาไว้เสริมแกร่งให้เครื่องป้องกันที่ดีกว่านี้เพราะชุดที่สวมใส่อยู่ในเวลานี้ ระดับพื้นฐานของไอเทม ‘ต่ำเกินไป’ และไม่มีคุณสมบัติเสริมอันใดที่โดดเด่น...”
นอกจากนี้อเล็กซ์ยังได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเอาไว้อีกว่า“ชุดเกราะที่เหมาะสำหรับตัวเ้าในตอนนี้ เป็ชุดที่ทำด้วยวัสดุที่มีชื่อว่า ‘มิธริล’ซึ่งเป็วัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่มีความทนทานสูง เมื่อสวมใส่แล้วจะมีความคล่องตัว และมีพลังป้องกันสูงในระดับหนึ่ง”
เมื่อเป็เช่นนี้มีนจึงได้แต่ชะลอโครงการเสริมแกร่งไอเทมของตนออกไปก่อน...อย่างไม่มีกำหนด
............