บทที่ 22 ชีวิตที่น่าเบื่อแต่ก็มีอะไรสนุก
เหลียงซวี่มองดูลู่อิงไม่รู้ว่ากำลังวาดอะไรอยู่ ได้แต่หันซ้ายแลขวาไปมา “เธอกำลังวาดอะไรเหรอ?”
ลู่อิงยังคงวุ่นอยู่กับการขีดเขียนต่อไป แล้วยังไม่คิดจะหยุดมือ วาดลูกกวาดหลากสีสารพัดรูปทรงลงบนกระดาษเปล่า ลูกกวาดแต่ละอันดูแปลกประหลาดแต่ก็สดใส “ฉันวาดรูปไง ดูไม่ออกเหรอ?”
เหลียงซวี่มองภาพที่เธอวาด แต่กลับดูไม่ออกเลยว่าคืออะไรเลยสักนิด คนอื่นเห็นคงนึกว่ากำลังขีดเล่น ๆ มากกว่า
“ลูกกวาดน่ะ ของที่ดีที่สุดเลยนะ หวานหอม สีสันสดใส โลกนี้จะมีอะไรดีไปกว่าลูกกวาดอีกล่ะ ลูกกวาดทำให้รู้ว่าความขมมันน่าเป็อะไรที่ยากจะทนมากแค่ไหน จริงไหม?”
ลู่อิงพูดแล้วยิ้ม แต่เหลียงซวี่ฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ปกติเขาจะได้ยินเสียงจิตใจคนอื่น มองเห็นหน้ากากที่คนสวมไว้ แต่กับลู่อิงกลับไม่เป็แบบนั้น
สิ่งที่เขาเห็นก็คือหน้าตาธรรมดา ๆ ของเธอ ที่ดูสะอาดสะอ้าน สบายตาเหมือนสายลมกับแสงจันทร์ ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ แต่ถ้าเดินเข้าไปใกล้ ยังได้กลิ่นของลูกกวาดที่คละคลุ้ง โดยเฉพาะในกระเป๋าเสื้อของเธอ ที่เต็มไปด้วยลูกกวาดหลากสี
สำหรับลู่อิงที่เป็แบบนี้ เหลียงซวี่เลยรู้สึกแปลกใหม่ เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาเจอคนที่ไม่สามารถอ่านใจหรือเห็นหน้ากาก บางครั้งเธอก็ชอบคิดอะไรประหลาด อย่างตอนนี้ก็ไม่รู้กำลังวาดอะไรอยู่ คิดว่าคงมีแต่เธอเท่านั้นที่เข้าใจ
เหลียงซวี่ตอบเสียงเรียบ “อืม แต่เธอวาดอะไรอยู่เหรอ?”
ลู่อิงขีดเขียนไปเรื่อย ๆ จนเสร็จและยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “เสร็จแล้ว! ดูสิ ฉันวาดลูกกวาดไง!”
เหลียงซวี่มองภาพวาดตรงหน้าในมือลู่อิงด้วยสีหน้างุนงงสงสัย สุดท้ายมองแล้วมองอีกก็เห็นแค่รอยขีดขีดเขียนเขียนสีขาว ถึงค่อยชี้ไปที่มัน “นี่เป็ลูกกวาดเหรอ?”
ลู่อิงตีหน้าบึ้งใส่เหลียงซวี่ไปแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมายิ้มให้พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคิก “ไม่ใช่จ้ะ ฉันวาดปีศาจสีขาวต่างหากล่ะ มันชอบกินลูกกวาดที่สุด ในรูปนี้นอกจากปีศาจตัวขาวแล้ว ที่เหลือก็เป็ลูกกวาดหมดเลย เห็นไหม มีลูกกวาดเยอะขนาดไหน!”
ถ้าลู่อิงไม่บอก เหลียงซวี่ก็คงไม่มีวันรู้ได้เลย ว่านอกจากรอยขีดเขียนขาว ๆ ที่เขาคิดว่าไม่มีความหมายนั้น ที่เหลือจะเป็ “ลูกกวาด” วันนี้เขาเลยถึงค่อยเข้าใจ ว่าอะไรคือภาพวาดระดับจิติญญาของศิลปินจริง ๆ
“อ้อ ถ้าเธอชอบกินลูกกวาดขนาดนี้ แล้วทำไมถึงไม่ชอบมะระขนาดนั้นล่ะ?”
ลู่อิงพยักหน้า “ใช่แล้ว ลูกกวาดมันหวาน มะระมันขม ฉันชอบลูกกวาดหวาน ๆ มากกว่า มะระมันขมเกินไป ฉันทนรสขมไม่ค่อยไหวด้วย แต่ก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะ เพราะถ้าไม่มีความขมของมะระ เราก็คงเปรียบเทียบไม่ได้เลยว่าลูกกวาดมันอร่อยแค่ไหน มะระก็สำคัญเหมือนกัน เหมือนกับลูกกวาดนั่นแหละ แต่ฉันแค่ชอบลูกกวาดมากกว่าก็แค่นั้น แล้วเหลียงซวี่ล่ะ? เธอชอบกินอะไร?”
เหลียงซวี่ครุ่นคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา เหมือนจะไม่มีอะไรที่ชอบเป็พิเศษ แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่ตัวเองกินอยู่ตลอด “ของที่ชอบเหรอ…ถ้าจะพูดก็คงไม่มีหรอก แต่ถ้าจะนับก็คงเป็กาแฟแหลาะมั้ง บางทีง่วงก็จะกินกาแฟ หลัง ๆ มากินบ่อยขึ้น จนตอนนี้แทบจะกินกาแฟทุกวันเลย”
“อย่างงั้นเหรอ นายก็แปลกดีนะ แต่ฉันชอบคนแปลก ๆ แบบนายนะ”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็เพราะความแปลกนี่แหละ เธอถึงได้แตกต่างจากคนอื่นไง”
เหลียงซวี่ไม่รู้ว่าตัวเองจะแปลกแค่ไหน ในสายตาของเขา เขาก็รู้สึกว่าตัวเองแปลกจนเกือบจะกลายเป็ตัวประหลาดอยู่แล้ว
ลู่อิงเห็นเขาไม่พูดอะไรจึงถาม “เป็อะไรไป?”
“เปล่า แค่…เธอไม่คิดว่าฉันเป็ตัวประหลาดเหรอ? คนอื่นเขาก็คิดกันหมดว่าฉันเป็ตัวประหลาด”
ลู่อิงย้อนถาม “แล้วเธอล่ะ คิดว่าตัวเองเป็ตัวประหลาดรึเปล่า?”
เหลียงซวี่ส่ายหัว “ในสายตาฉัน พวกเขาต่างหากที่เป็ตัวประหลาดเหมือนกัน”
ลู่อิงหัวเราะเบา ๆ “นั่นแหละถูกแล้ว ในสายตาคนอื่นนายคือตัวประหลาด ในสายตานายคนอื่นก็เป็ตัวประหลาดอยู่ดี มันก็แค่ความขัดแย้งธรรมดา เื่ที่จะประหลาดหรือไม่ประหลาดน่ะไม่สำคัญหรอก สำคัญคือนายมองยังไงต่างหาก แล้วก็อย่าไปแคร์ใครมากเลย ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีความสุขก็พอแล้ว”
เหลียงซวี่เข้าใจที่ลู่อิงพูด แต่ก็ยังอยากถามอีก “แล้วในสายตาเธอล่ะ ฉันเป็เหมือนตัวประหลาดมั้ย?”
ลู่อิงจ้องหน้าเขา แล้วยิ้มขำ ๆ “แน่นอนว่าเป็คนปกติสิ! มุมมองของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แค่พวกนั้นโง่เองที่เห็นเหมือนกันหมด”
“พูดได้ดีนี่”
เหลียงซวี่ชม ลู่อิงหัวเราะนิด ๆ แล้วก้มมองหนังสือเหมือนคิดอะไรบางอย่าง “อยู่ดี ๆ ฉันก็อยากแต่งนิทานนะ เดี๋ยวจะเล่าให้นายฟัง”
“ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากแต่งนิทานล่ะ? หรือจะเป็นิทานเกี่ยวกับ....ลูกกวาดพวกละสิท่า”
ลู่อิงมองค้อนใส่เขานิดหนึ่ง “จะฟังมั้ย?”
เหลียงซวี่ได้แต่ยอมแพ้เพื่อที่จะได้ฟัง “ฟัง ฟัง”
ลู่อิงเริ่มเล่านิทานด้วยรอยยิ้ม “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปีศาจสีขาวตัวหนึ่งปกครองผู้คนในอาณาจักร ทุกวันปีศาจตัวนี้จะกินแต่กาแฟขม ๆ กับมะระสุดขม ชาวเมืองเลยต้องทนทุกข์แสนสาหัส อาณาจักรที่เคยเต็มไปด้วยลูกกวาดก็กลายเป็โลกที่เต็มไปด้วยมะระ วันหนึ่งมีคนเงียบ ๆ คนหนึ่งลุกขึ้นต่อต้านปีศาจ เขากินลูกกวาดเข้าไป แล้วปีศาจที่รู้เข้าเลยจับเขาไปปะา แต่การกระทำนั้นกลับปลุกใจชาวเมือง ให้กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับปีศาจ ภายใต้การนำของวีรบุรุษอีกคน สุดท้ายพวกเขาก็โค่นปีศาจขาวได้ คิดว่าไง พล๊อตนิทานเื่นี้โอเคมั้ย?” ลู่อิงเล่าจบแล้วก็หันไปมองเหลียงซวี่ด้วยสายตาเป็ประกาย รอฟังคำตอบ
เหลียงซวี่ฟังนิทานที่ลู่อิงแต่งขึ้นเองถึงกับหลุดหัวเราะ “พรืด”
“ขำอะไรเนี่ย! นี่ฉันคิดตั้งเลยนานนะ ถ้าไม่ชอบก็อย่าหัวเราะกันสิ แบบนี้มันเสียมารยาทมากเลยนะ!”
“โอเค ๆ ไม่หัวเราะแล้ว แต่เธอคิดเื่แบบนี้ได้ยังไงกัน นิทานสไตล์นี้คงมีแต่เธอเท่านั้นแหละที่คิดออก”
“เชอะ ฉันเป็คนแต่งเองสด ๆ ไม่ได้ไปลอกใครมา!”
เธอยืดอกอย่างภูมิใจ “ใช่ใช่ใช่ พล๊อตเื่ดีแล้วล่ะ อีกไม่กี่วันก็จะเรียนจบกันแล้ว เธอมีแผนจะทำอะไรหลังเรียนจบบ้างไหม?”
ลู่อิงทำท่าครุ่นคิด “อืม…ฉันอยากเปิดร้านขายลูกกวาด จะได้ไม่ต้องกินคนเดียว จะได้แบ่งให้ทุกคนมากินลูกกวาดหวาน ๆ ด้วยกัน”
ความฝันแบบนี้ก็เหมาะกับลู่อิงเลยทีเดียว ราวกับจะอยู่ในโลกของลูกกวาดเลย
“แล้วนายล่ะ เหลียงซวี่ อยากทำอะไร?”
“ฉันเหรอ? ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะฟังคำแนะนำจากอาจารย์แล้วก็อยู่ที่นี่ต่อ ทำงานวิจัยต่อแล้วเป็อาจารย์ หรือถ้าไม่ใช่ก็คงไปเป็พนักงานออฟฟิศธรรมดานั่นแหละ”
"เอ๊ะ? ทำไมรู้สึกว่าไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ดูจะน่าเบื่อไปหมดเลยล่ะ? ไม่มีอย่างอื่นที่อยากทำจริง ๆ เหรอ? ตัวเลือกของนายดูน่าเบื่อไปหมด นายเองก็ไม่ได้เป็คนที่น่าเบื่อขนาดนั้นนี่นา”
เหลียงซวี่นึกถึงชีวิตที่ผ่านมา พลางยิ้มให้กับตัวเอง "บางทีชีวิตฉันก็คงน่าเบื่อแบบนั้นจริง ๆ แหละ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ถ้ามีโอกาสวันหลัง ฉันอาจจะไปซื้อขนมที่ร้านเธอก็ได้”
"เหรอ? จริงเหรอ! งั้นฉันจะลดราคาให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ!” ลู่อิงยิ้มกว้างอย่างสดใส
เหลียงซวี่มองรอยยิ้มสดใสของลู่อิงใต้แสงอาทิตย์ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตก็ไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นคนที่ไม่มีหน้ากากและยังยิ้มได้อยู่ตรงหน้า
"อืม สัญญาเลยว่าจะไปแน่นอน"
…………
ซูิเจี๋ยนั่งอยู่บนโต๊ะหนังสือ มองสองคนที่อยู่ระหว่างตู้หนังสือแล้วหันไปถามไป๋อิงว่า "นายคิดว่าพวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันไหม? ฉันรู้สึกว่ายิ่ง่นี้อบอุ่นเท่าไหร่ ตอนท้ายน่าจะยิ่งเ็ปนะ”
ไป๋อิงนอนเอกเขนกอยู่บนพื้นพิงตู้หนังสือ พร้อมกับเปิดหนังสือในมือ "ก็อาจจะนะ แต่ในเมื่อเรายังเห็นตรงนี้อยู่ แปลว่าตอนท้ายยังไม่จบ ตอนนี้ทุกอย่างยังเป็ปกติ ก็หมายความว่าแขกของเราจิตใจยังสงบอยู่ นี่คือสภาพในฐานะที่เขายังเป็คนธรรมดา เรายังต้องดูอดีตของเขาต่อไป...เป็ไร? ทนดูต่อไม่ไหวแล้วเหรอ?”
จะบอกว่าดูต่อไม่ไหวก็ไม่ใช่ แค่ซูิเจี๋ยเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกแปลก ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ไป๋อิงเห็นซูิเจี๋ยไม่พูดอะไร เลยเหลือบมองไปทางที่ซูิเจี๋ยมองอยู่ ตรงนั้นเป็จุดที่เหลียงซวี่กับลู่อิงกำลังคุยกัน
“ซูิเจี๋ย นายไม่รู้สึกเหรอว่าสองคนนั้นดูคล้ายนายกับเฟิงซินจื่อเลยนะ?”
“หมายความว่ายังไง?”
ไป๋อิงยิ้มเล็กน้อย “นายคือคนที่สวมหน้ากากเอาใจผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ์เลือก ส่วนเฟิงซินจื่อคือคนที่ไม่สวมหน้ากากแต่ก็ไม่มีสิทธิ์เลือกเหมือนกัน ทั้งสองคนเป็พวกแปลกแยกแต่ก็แตกต่างกัน ส่วนสองคนนั้น คนหนึ่งคือตัวประหลาดในสายตาคนทั่วไป อีกคนคือคนไร้เดียงสา คนหนึ่งมองโลกที่เต็มไปด้วยตัวประหลาด อีกคนก็มองโลกในแบบของตัวเอง ท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็ยังเป็ตัวประหลาดอยู่ดี อย่างมากก็แค่เป็ตัวประหลาดที่มีความสุขกับตัวประหลาดที่แสนเศร้า ต่างกันแค่นี้เอง นายไม่คิดเหรอว่าระหว่างตัวประหลาดกับพวกแปลกแยก มันมีอะไรต่างกัน?”
ซูิเจี๋ยฟังสิ่งที่ไป๋อิงพูด แล้วนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “อย่างน้อยตัวประหลาดก็ยังมีพวกเดียวกัน แต่พวกแปลกแยกไม่มีใครเลย มีแค่ตัวเอง”
“ใช่ พวกแปลกแยกมันก็เลยโดดเดี่ยว เพราะมีแค่ตัวเองถึงจะเรียกว่าแปลกแยกได้ แต่ตัวประหลาดยังมีพวกเดียวกันอยู่”
ซูิเจี๋ยมองสองคนนั้นอยู่นาน โดยที่ไม่พูดอะไรอีก
ขณะที่ไป๋อิงเปิดหน้าหนังสืออยู่ ก็เผลอฉีกหน้ากระดาษขาดไปหนึ่งแผ่น แล้วก็เหลือบมองซูิเจี๋ย ก่อนจะแสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วถึงค่อยวางหน้ากระดาษนั้นกลับที่เดิม จากนั้นก็ปิดหนังสือแล้วเอาไปวางไว้บนชั้น ก่อนจะหยิบเล่มใหม่ออกมาแทน
ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่ถึงอย่างนั้น ทุกการกระทำซูิเจี๋ยกลับเห็นชัดเจนทุกอย่าง
ไป๋อิงเปิดหนังสือในมืออย่างเหม่อลอย พลิกไปเจอหน้าหนึ่งที่มีเศษกระดาษห่อขนมหวานแทรกอยู่ แต่เขากลับไม่ได้สนใจ เพียงแต่เปิดผ่านไป แล้วเงยหน้าขึ้นมองโลกภายนอกผ่านหน้าต่าง พระอาทิตย์รูปสามเหลี่ยมกลับหัวค่อย ๆ คล้อยต่ำตามกาลเวลา ท้องฟ้าสีขาวโปรยขนมหวานสีขาวลงมา ราวกับหิมะตก ทว่าก่อนจะััพื้นก็ละลายหายไป
ชิงช้า์ยังคงหมุนต่อไป จากห้องโดยสารทรงถ้วยน้ำชา แล้วยังมีของเหลวสีดำเหมือนกาแฟไหลออกมา ลวดลายขนมหวานบนถ้วยน้ำชาสีขาวบริสุทธิ์ตอนนี้กลับกลายเป็ลวดลายน่ารัก
หิมะที่เหมือนขนมหวานโปรยลงไปในกาแฟสีดำ กลับกลายเป็น้ำบีบจากมะระจนกลายเป็สีเขียว อีกทั้งยังมีอีกาหลากสีสันบินผ่านในตาของเหลียงซวี่ไป
"พระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับฟ้า ทั่วทั้งท้องฟ้าถูกเปลวเพลิงแผดเผา น้ำมะระสีเขียวกลับกลายเป็กาแฟสีดำ ถ้วยน้ำชาถูกไฟเผาไหม้ ขนมหวานกลายเป็ลูกไฟร่วงหล่นจากท้องฟ้า โลกทั้งใบถูกกลืนไปด้วยเปลวไฟ