บทที่ 16
เรียนรู้จากท่านอาจารย์
เจียงหลูเยวี่ยเงยหน้าขึ้นทันที แต่เมื่อเห็นว่าเมิ่งอวิ๋นเสียงมองออกไปไกลโดยไม่ได้มองมาที่นาง นางก็ขมวดคิ้วแล้วเดินออกไป
เมื่อนางออกมาแล้ว ปี้เหลียนก็ก้าวเท้าเดินตามนางมาทางด้านข้างของเจียงหลูเยวี่ย แล้วพูดด้วยท่าทางไม่พอใจ “ไท่จื่อผิน เหตุใดท่านต้องกล่าววาจาแก้ตัวให้เมิ่งอวิ๋นเสียงด้วยเล่า เพคะ จะดีกว่าหรือไม่เพคะหากท่านพูดใส่ไฟนางเพื่อทำให้ไท่จื่อลงโทษนาง?”
สีหน้าของเจียงหลูเยวี่ยไม่อ่อนโยนเหมือนก่อน นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกัดริมฝีปากเยาะเย้ย “เปิ่นกงได้ยินมานานแล้วว่านางมีนิสัยเ้าอารมณ์และเย่อหยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงการไปซ่องโสเภณี ต่อให้จุดไฟเผาซ่องนางก็ย่อมทำได้ และนางมี คนที่คอยคุ้มกันนางอยู่ เช่นนี้ไท่จื่อจะกล้าจัดการกับนางอย่างง่ายดายหรือ?”
สีหน้าของปี้เหลียนยังคงหงุดหงิด “เช่นนั้นจะปล่อยให้เป็ไปเช่นนี้หรือเพคะ?”
“ย่อมเป็ไปไม่ได้ ยิ่งเปิ่นกงแสร้งเอาใจใส่นางมากเพียงใด เมิ่งอวิ๋นเสียงที่หยาบคายอยู่แล้วก็จะยิ่งดูหยาบคายมากขึ้นเท่านั้น และจะต้องถูกจัดการแน่ ไม่ต้องกังวล ไท่จื่อย่อมมีวิธีจัดการกับนาง” เจียงหลูเยวี่ยยกยิ้มอ่อน ดวงตาของนางกะพริบเล็กน้อยและทั้งสองก็ค่อย ๆ เดินต่อไป
ภายในโรงเก็บฟืน เมิ่งอวิ๋นเสียงหรี่ตาพลางหัวเราะเบา ๆ โดยไม่รู้ว่าเป็เพราะพึงพอใจหรือโกรธเคือง “น้องสาวช่างเอาใจใส่และมีเหตุผลยิ่งนัก”
เมื่อเห็นจิ่งหรงผู้มีสีหน้ามืดมนย่างกรายเข้ามาหานางทีละก้าว เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ปกป้องคอที่เรียวยาวและอ่อนโยนของตนโดยไม่รู้ตัว นางถอยหลังสองสามก้าวพลางขมวดคิ้ว ขณะจ้องไปที่การเคลื่อนไหวมือของเขา “ท่านจะทำอะไร? หากท่านกล้าบีบคอข้า ข้าจะกลับไปที่วังเพื่อฟ้องพ่อของข้า...”
จิ่งหรงหยุดชะงักเมื่อได้ยินคำขู่ของนาง เขารู้สึกโมโหเล็กน้อย “เมื่อมองดูเยวี่ยเอ๋อแล้ว ข้าคิดว่าเ้าไม่อาจเทียบนางได้เลย เมิ่งอวิ๋นเสียง หากเ้ายัง้าวางอำนาจในฐานะ ไท่จื่อเฟยต่อหน้าข้าราชบริพาร เ้าก็ควรจะเรียนรู้เื่มารยาทและความมีเหตุผลแบบเยวี่ยเอ๋อบ้าง”
คำพูดของเขาไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไร นางเป็ไท่จื่อเฟย แต่จิ่งหรงกลับขอให้นางไปเรียนรู้เื่มารยาทจากนางสนม หากไม่ใช่เพราะมีต้นไม้ใหญ่ค้ำจุนนางอยู่ ก็เกรงว่าเขาคงจะดึงนางลงจากหลังม้าั้แ่ก่อนหน้านี้แล้วใช่หรือไม่?
เมิ่งอวิ๋นเสียงพูดประชด “ไท่จื่อ หากข้ากลับไปที่วังแล้ว ข้าจะขอให้พ่อของข้าตำหนิอาจารย์ที่ไม่อาจสอนให้ข้าฉลาดและสุภาพกว่านี้ได้”
เมื่อจิ่งหรงได้ยินคำพูดของนาง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขารู้สึกสับสนเล็กน้อยเพราะในอดีต เมื่อเขาเอ่ยตำหนิ เมิ่งอวิ๋นเสียงผู้หยิ่งยโสและเ้าอารมณ์ นางก็มักจะโต้เถียงอย่างรุนแรง และหันไปหยิบข้าวของมาขว้างปาอย่างเกรี้ยวกราด
ทว่าตอนนี้นางกลับสงบนิ่งขณะประชดเขาด้วยท่าทางผ่อนคลาย และกล้าที่จะยกพ่อของนางมาขู่ด้วย
เมื่อจิ่งหรงจ้องมองนาง ดวงตาของนางก็หรี่ลงด้วยความเกรงกลัวอันตราย เมิ่งอวิ๋นเสียงพยายามคิดว่าชายผู้นี้กำลังจะทำอะไร
เมื่อนางกลับไปก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายบนเก้าอี้ยาวนุ่ม และสั่งให้ชิงหลัวทุบหลังและนวดขาให้นาง
ครู่หนึ่งนางก็ได้ยินเสียงเ็าของไป๋เฉาดังมาจากข้างนอก “เ้าเป็ใคร มาทำอะไรที่นี่?”
ไม่นานนักคนผู้นั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังและเคร่งขรึม “ข้าคือนางข้าหลวงาุโอวี่ ข้ามาที่นี่ตามคำสั่งของไท่จื่อ”
เมื่อนางอ้างตัวว่าเป็คนของจิ่งหรง ไป๋เฉาก็รู้สึกหวาดเกรงและอนุญาตให้นางเข้ามา
เมิ่งอวิ๋นเสียงยังคงนอนอย่างสงบ นางลืมตาขึ้นเหลือบมองผู้มาเยือนด้วยความสนใจ นางข้าหลวงาุโสวมชุดราชสำนักนางสวมชุดกระโปรงสีเทา มือของนางแนบข้างลำตัว ใบหน้ามีรอยย่นด้วยอายุ นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยขณะที่ยกยิ้มไม่เห็นฟัน
เมื่อเห็นว่านางยังคงหยุดอยู่กับที่ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็เริ่มรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย นางขมวดคิ้วแล้วถามว่า “ผู้ใดอยู่ที่นั่น?”
นางข้าหลวงาุโอวี่ยังคงไม่ตอบ นางโบกแขนเสื้อกว้างแล้วทรุดตัวลงกับพื้น ก่อนจะทำการคำนับจนศีรษะของนางติดพื้นเสียงดัง “ฟึ่บ” ทำให้ชิงหลัวที่อยู่ข้างนางสูดหายใจเข้าลึก
นางข้าหลวงาุโอวี่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ขณะตอบอย่างนุ่มนวลว่า “ข้าน้อยผู้นี้เป็นางกำนัลในราชสำนัก ไท่จื่อสั่งให้ข้าน้อยมาชี้แนะเื่มารยาทในราชสำนักให้แก่ไท่จื่อเฟย เพคะ”
“มารยาทในราชสำนัก?” เมิ่งอวิ๋นเสียงทวนคำพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่ผิดเพคะ” นางข้าหลวงาุโอวี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางฉายแสงแวบหนึ่งเมื่อมองไปยังชิงหลัว แล้วกล่าวว่า “พฤติกรรมของหญิงรับใช้ผู้นี้ไม่เหมาะสมเพคะ”
ชิงหลัวกำลังนวดน่องของเมิ่งอวิ๋นเสียงอยู่ หมัดเล็ก ๆ ของนางกำลังทุบอย่างแรง เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นนางก็หยุดมือทันที “ฟึ่บ” แล้วลุกขึ้นยืนขึ้นข้างผู้เป็นาย