ตอนที่ 11
ใบหน้านิ่งๆ แต่เต็มไปด้วยประกายอันเย็นะเืที่สุดแสนจะกดดันของอีวาน ทำให้แซ็กกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
“นายได้ยินมาจากไหน?” แซ็กรวบรวมสติเอ่ยถามยิ้มๆ ด้วยท่าทางกวนๆ แม้ว่าเหงื่อกาฬผุดออกมาท่วมแผ่นหลังจนเปียกไปหมดก็ตาม
“มันไม่สำคัญหรอก เอาเป็ว่า ฉันรู้แล้ว” สุ้มเสียงอันราบเรียบ รอยยิ้มนิ่งๆ แต่ให้ความรู้สึกถือไพ่เหนือกว่าของอีวานทำให้แซ็กถึงตาจนเข้าแล้วจริงๆ
เขาก็อยากจะแถอย่างส่งๆ เหมือนกับที่ผ่านมาอยู่หรอก แต่ท่าทางมั่นใจของอีวานทำให้แซ็กเล่นลูกไม้เดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป
“คือแบบ…ฉันแค่กลัวว่า นายจะใก็เลย…” แซ็กจำต้องเอ่ยอย่างอึกอักยอมรับความจริงด้วยสีหน้าอันจนใจ แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบก็ถูกอีวานเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
“ปิดฉัน?” อีวานเอ่ยเสียงเย็นด้วยใบหน้านิ่งๆ โดยปราศจากรอยยิ้มอันน่าพรั่นพรึงที่ฉายอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่
“ก็ประมาณนั้น แต่ที่ฉันทำน่ะ เพราะหวังดีกับนายหรอกนะ” แซ็กรีบคว้าโอกาสเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันจริงจัง เมื่อความจริงเปิดเผยแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องบอกเหตุผลกับอีวานเสียก่อน
…อย่างน้อยโทษหนักก็จะได้เป็เบา
“คนอย่างนายน่ะเหรอหวังดีกับฉัน?” อีวานเค้นหัวเราะเสียงเย็น จากนั้นเขาก็หรี่ตามองแซ็กด้วยความดูแคลน
เมื่อดวงตาสีฟ้าสว่างที่เต็มไปด้วยธาราน้ำแข็งอันหนาวเหน็บมองมาที่เขาอย่างหยันๆ พาให้แซ็กรู้สึกราวกับว่า ตัวหดเล็กลงเหลือแค่นิ้วเดียว
“คือ ฉันรู้ว่าความสัมพันธ์สมัยเรียนของเราไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉันเลยไม่อยากให้นายช็อกน่ะสิ” แซ็กหลุบตาลงมองจานเนื้อแกะย่างเบื้องหน้าพลางเอ่ยเสียงเบาราวกับเด็กน้อยที่ถูกจับได้ว่า ทำผิด
ท่าทีน่าเวทนาอันน่าหมั่นไส้ของแซ็กทำให้เส้นเืบริเวณขมับของอีวานเต้นตุ๊บๆ
ชั่วเวลานี้เขาอยากจะโยนลูกองุ่นเขียวที่วางอยู่ใกล้กับชามซุปแครอทใส่หน้าหล่อๆ อันสุดแสนจะขัดตาของอีกฝ่ายเสียจริง!
“เฮอะ คนที่ทำให้มันไม่ดีน่ะ คือนาย!” อีวานเค้นเสียงพลางกลอกตาใส่ไอ้คนเฮงซวยที่อุตส่าห์เหมารวมว่า เขาเป็คนที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาย่ำแย่อย่างไม่ยอมแพ้
อีวานอยากจะเยือกเย็นให้นานกว่านี้อยู่หรอก แต่การที่แซ็กโบ้ยความผิดส่วนหนึ่งมาให้กันแบบนี้ ทำให้เขานึกฉุนขึ้นมา
“ก็ได้ๆ ฉันไม่ดีเอง แต่นายไม่คิดเหรอว่า ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่เราอาจ…” แซ็กถอนหายใจออกมา แล้วยอมรับความผิดที่เขาไม่คิดว่ามันผิดขนาดนั้นอย่างส่งๆ โดยไม่วายที่จะเอ่ยเย้าอีวานด้วยท่าทางทะเล้นอันกวนประสาท
อีวานทนฟังแซ็กพูดจาเลอะเทอะไม่ไหว ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงยกมือขึ้นมานวดหว่างคิ้วเพื่อสงบอารมณ์
“มันจะเป็ไปได้ไง หรือนายคิดว่า ถ้ากวนประสาทฉันไปเรื่อยๆ แล้วฉันจะนึกพิศวาสนายขึ้นมา?!” แน่นอนว่าอีวานไม่รอให้แซ็กพูดเื่เพ้อเจ้อนั่นจนจบอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเอ่ยขัดเสียงแข็งขึ้นมา
ให้ตายสิ เขาไม่ได้โรคจิตถึงขนาดว่า จะชอบคนที่รังแกตัวเองตั้งสามปีหรอกนะ!!!
“เื่นั้นฉันก็ต้องลองดูอยู่แล้วไหม?” แซ็กเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริงด้วยท่าทางกวนๆ พาให้อีวานต้องถลึงตาใส่แซ็กอย่างสุดจะทน
จะยังไงก็ช่างเถอะ โชคดีแล้วที่อีกฝ่ายมาที่มิติกึ่งกลางก่อนเขา ไม่งั้นเขาต้องทนโดนไอ้คนเฮงซวยนี่ก่อกวนจนหมดอายุขัยเป็แน่!!
“ยังมีหน้ามาพูดอีก เรียกบ๊อบบี้มาคิดเงินเร็วเข้า ฉันกินไม่ลงแล้ว!!!” อีวานออกคำสั่งอย่างมีน้ำโห จากนั้นเขาก็หยัดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยสีหน้าเคืองๆ
“เฮ้ นี่อาหารเต็มโต๊ะเลยนะ นายไม่เสียดายหรือไง?” คำถามเซ่อๆ ที่หลุดออกมาจากปากของแซ็ก ทำให้อีวานถึงกับถอนหายใจออกมายาวๆ ด้วยความหงุดหงิด
“นี่นายโง่หรือเปล่าฮะไอแซ็ก ก็บอกให้บ๊อบบี้ห่อสิ ใครจะทิ้งอาหารพวกนี้ไปเปล่าๆ!” อีวานสบถเสียงต่ำซึ่งเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดออกมา ชายหนุ่มไม่วายที่จะถลึงตาใส่ไอ้คนเฮงซวยอย่างนึกขัดใจไม่ได้
ทำไมถึงได้บื้อขนาดนี้กันนะ?
…นี่เขาโดนคนบื้อๆ แบบนี้หลอกมาได้ยังไงตั้งสองสัปดาห์?!
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก ขณะที่แซ็กกำลังเอามื้อค่ำที่ห่อกลับมาลำเลียงใส่ตู้เย็น อีวานก็หยิบคู่มือเก่าๆ ขึ้นมาพลิกดูด้วยสายตาพิจารณา
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มแอบมองใบหน้านิ่งๆ แต่กลับมีประกายของความครุ่นคิดอยู่ในทีของอีวานด้วยความระแวดระวังอยู่เป็ระยะ ขณะที่สองมือของเขาก็ทำหน้าที่นำห่ออาหารเข้าตู้เย็นทีละห่อไปด้วย
“อย่าโกรธเลยนะ ที่ฉันทำก็เพื่อนาย” อาจเป็เพราะตลอดทางที่เดินกลับมาอีวานไม่หันมาพูดอะไรเลยสักคำ ทำให้แซ็กทนความอึมครึมระหว่างพวกเขาไม่ไหว จึงได้โพล่งออกมาอย่างร้อนรน
อีวานกะพริบตาหนึ่งทีราวกับว่า คิดอะไรออก จากนั้นดวงตาสีฟ้าสว่างของเขาก็เลื่อนไปมองใบหน้าอันหล่อเหลาของแซ็กทันที
“คู่มือนั่นน่ะ นายตั้งใจฉีกใช่ไหม?” อีวานเอ่ยเสียงเรียบพลางแกว่งคู่มือเก่าๆ ที่ถืออยู่ไปด้วย
“เอ่อ ก็” เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว แซ็กเองก็ได้แต่ต้องยอมรับการกระทำของตัวเองอย่างอึกๆ อักๆ
“ใช่ ไม่ใช่?” อีวานไม่ชอบท่าทางเลิ่กลั่กอันกวนเส้นของอีกฝ่ายมากพอที่จะทำให้เขาเลิกคิ้วถามอย่างห้วนๆ ด้วยสุ้มเสียงที่เข้มขึ้นมาหน่อย
“ก็ได้ ใช่ ฉันทำเอง ก็ฉันกลัวนายใ” ข้ออ้างที่แถอย่างข้างๆ คูๆ ของแซ็กทำให้อีวานโยนคู่มือเยินๆ นั่นลงบนโต๊ะข้างโซฟาอย่างแรง จากนั้นเขาก็คลี่ยิ้มหยันออกมาบางๆ
“มันก็น่าใอยู่หรอก ฉันกับคนเฮงซวยแบบนายเนี่ยนะ เฮอะ!” อีวานเค้นเสียงพลางเอนหลังลงไปพิงกับพนักโซฟาอันนุ่มสบาย แล้วกลอกตาอย่างเหลือจะเชื่อ
ทีแรกเขาก็ช็อกอยู่หรอก แต่เมื่อนึกเรียบเรียง ั้แ่นาทีที่ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่กับแซ็กและเหตุการณ์ต่างๆ มาประกอบกันก็ถือว่า เข้าเค้าอยู่บ้าง
ไม่ว่าเื่ที่เขาไปไหนไม่ได้ จนกว่าคู่ของเขาจะหมดอายุขัย หรือเื่ที่ว่า ผู้นำทางิญญาต่างก็ทำงานกันเป็คู่ ไหนจะเื่ที่ทั้งเขาและเพื่อนข้างห้องต่างก็อยู่กันเป็คู่อีก อีวานยอมรับว่าทุกอย่างมันลงล็อกกันหมด
แต่เดิมเขาไม่เคยคิดไปถึงเื่คู่ชีวิตหรือโซลเมทอะไรแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้…
…ทำไมถึงต้องเป็ไอ้เด็กนิสัยเสียคนนี้ด้วย!
“เอาน่า หรือไม่ เราอาจเป็แค่เพื่อนกัน…มั้ง” แซ็กปิดตู้เย็น แล้วหันมายักไหล่ด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับว่า เื่โซลเมทไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับเขา
“หยุดพูดโง่ๆ ได้แล้ว ฉันรู้ว่ามันคืออะไร” ถ้อยคำของแซ็กที่พูดออกมาราวกับว่า เขาไม่รู้ความหมายของมัน ทำให้อีวานสบถออกมาอย่างหัวเสีย
ตอนนี้เขาไม่รู้ว่า แซ็กกำลังหลอกใครอยู่…เด็กสามขวบงั้นเหรอ?!
“นายยอมรับเหรอ?” แซ็กแทบล้มทั้งยืน เขาทำตาโตแล้วอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อหู
“ฉันแค่รับรู้ แต่กับนาย…ไม่คิดจะดีที่สุด” อีวานหรี่ตามองแซ็กั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเคืองๆ แล้วเอ่ยเสียงขุ่นไปด้วย
“เฮ้อ โล่งไป” แซ็กเอ่ยพลางพิงร่างอันใหญ่โตของเขากับประตูตู้เย็นด้วยท่าทางผ่อนคลายอย่างออกนอกหน้า
อีวานมองแซ็กด้วยสายตาอันเยือกเย็น จากนั้นก็กวาดตามองห้องรกๆ แล้วถอนหายใจออกมาด้วยความแหนงหน่าย เขารู้อยู่หรอกว่า นี่เป็ห้องของแซ็ก แต่ก็ใช่ว่า เขาจะทนอยู่ในสภาพแวดล้อมแย่ๆ แบบนี้ไปตลอดได้
“ถึงอย่างนั้นนายก็ยังมีความผิดติดตัว เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันเองก็ทนห้องสกปรกของนายไม่ไหวแล้ว ถือโอกาสนี้จัดการเก็บกวาดมันให้สะอาดหน่อย เผื่อว่า ฉันจะอารมณ์ดีขึ้น” อีวานเอ่ยพลางก้มลงเก็บเสื้อฮู้ดที่แซ็กถอดกองเอาไว้เมื่อเช้าขึ้นมาจากพื้นแล้วโยนไปใส่หน้าหล่อๆ ของคนที่กำลังยืนพิงตู้เย็นอย่างแรง
“ได้ๆ” แซ็กขานรับพลางคว้าเสื้อฮู้ดที่ถูกขว้างมาจนเกือบจะโดนหน้าอยู่แล้วด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบาน
โชคดีเหลือเกินที่อย่างน้อยอีวานก็ใจดี ยอมให้เขาทำดีผ่อนผันความผิดที่ปกปิดเื่โซลเมทเอาไว้แบบนี้
“พรุ่งนี้นายก็อุ่นอาหารพวกนั้นเป็มื้อเช้าแล้วกัน จะได้ไม่เปลืองเงิน” อีวานชี้ไปที่ตู้เย็น โดยมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้ทำความดีเป็การชดเชยพลางเอ่ยเสียงขรึมไปด้วย
หากเปลี่ยนเป็ในอดีตเขาคงโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ จนทำให้เื่ลุกลามไปถึงไหนต่อไหน แต่ตอนนี้ชายหนุ่มมีวุฒิภาวะพอที่จะรู้จักผ่อนปรนให้คนทำผิดที่ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกหลายสิบปี
อีวานมองคนเฮงซวยที่กำลังเก็บรวบรวมเศษกระดาษที่ถูกทิ้งเกลื่อนอยู่บนพื้นไปทิ้งลงถังขยะด้วยสายตาอันสงบนิ่ง โดยไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจลุกไปช่วยอีกฝ่ายเก็บกวาดเลยแม้แต่น้อย
“เพราะเ้ามาร์แชลแท้ๆ” แซ็กบ่นพึมพำพลางกวาดเอาเศษขยะที่ร่วงอยู่ใต้โต๊ะกินข้าวออกมา
“ไปโกรธอะไรเขา ลูกชายของนายไม่ได้บอกความจริงฉัน แถมเขายังช่วยพ่ออย่างนายปิดความลับอย่างสุดชีวิตด้วยซ้ำ” อีวานที่นั่งอยู่ไม่ไกลย่อมได้ยินแซ็กบ่นพึมพำเป็ธรรมดา ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเอ่ยเข้มให้อีกฝ่ายรู้ว่า มาร์แชลเป็คนเดียวที่ยอมร่วมหัวจมท้ายทำผิดไปกับเขา
“แล้วนายไปรู้มาจากไหนล่ะ?” แซ็กเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามอีวานด้วยความกังขา ขณะที่ใบหน้าหล่อๆ ของเขาในตอนนี้เปื้อนฝุ่นเสียจนมอมแมมไปหมด
“นั่นไม่ใช่เื่ของนาย” อีวานเอ่ยปัดเสียงเรียบ เขาไม่อยากดึงเ้าของร้านอาหารเข้ามาในการโต้เถียงครั้งนี้เท่าไหร่
“ก็ได้ๆ นายไม่ยอมบอก…เดี๋ยวนะ นายคงไม่ใช่ว่า จะนับเทพบ๊องนั่นเป็ลูกของเราจริงๆ หรอกใช่ไหม?!” แซ็กพยักหน้างึกงัก จากนั้นเขาก็เอ่ยถึงสถานะของมาร์แชลที่พวกเขาต่างก็ไม่ยอมรับกันทั้งคู่เสียงหลง
การที่แซ็กไม่คิดจะสืบถามเื่โซลเมทต่อ เป็เพราะอันที่จริงแล้วเื่โซลเมทถือเป็เื่ทั่วไปที่ใครๆ ในมิติกึ่งกลางต่างก็รู้กัน ดังนั้นจึงมีเป็ไปได้ว่า อาจมีคนรู้จักของเขาพลั้งปากพูดเื่นี้ให้อีวานได้ยิน
“ในเมื่อมันเข้าเค้าและเทพอย่างเขาก็โกหกไม่ได้ นายคิดว่าไงล่ะ?” อีวานถามกลับด้วยสีหน้านิ่งๆ ราวกับว่า การนับมาร์แชลเป็ลูกของพวกเขาไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
เชื่อเถอะว่า สำหรับอีวานแล้วเื่เป็โซลเมทกับแซ็กน่ะ เป็เื่ใหญ่ถึงขนาดว่า การรับว่าท่านเทพอย่างมาร์แชลเป็ลูกชายของเขากลายเป็เื่ขี้ปะติ๋วไปเลย
“ไหนนายบอกว่า เื่ในชาติก่อนมันจบไปแล้วไงและฉันก็ไม่ได้อยากเป็พ่อของเ้าเทพบ๊องนั่นด้วย!!” แซ็กตบเข่าพลางเอ่ยถึงสิ่งที่อีวานเคยเอ่ยเอาไว้ตอนที่ได้เจอมาร์แชลครั้งแรกออกมาอย่างไม่ยอมแพ้
“โวยวายอะไร นายควรจะดีใจนะ ที่เขาอยู่ข้างนายจนถึงนาทีสุดท้าย เอาล่ะเก็บห้องให้สะอาด ฉันจะไปอาบน้ำก่อน” อีวานเอ่ยข้อเท็จจริงอันน่าซึ้งใจของสองพ่อลูกโดยไม่วายกำชับให้อีกฝ่ายเก็บห้องให้สะอาด จากนั้นจึงยันกายลุกขึ้นจากโซฟา แล้วก้าวไปหยิบชุดนอนในตู้เสื้อผ้าด้วยท่าทางสบายๆ
แซ็กได้แต่บ่นพึมพำเสียงเบาทำนองว่า ให้ตายยังไงก็จะไม่ยอมรับเทพบ๊องๆ ที่ชอบกินฟรีอย่างมาร์แชลเป็ลูกแน่นอน ขณะที่สองมือของเขาก็คว้าเอาขวดเปล่าที่วางอยู่ใกล้กับขาโต๊ะกินข้าวโยนใส่ถังขยะไปด้วย
อีวานซึ่งกำลังก้าวเท้าเข้าห้องน้ำต้องเม้มปากแน่นเพื่อซ่อนเสียงหัวเราะแห่งความพึงพอใจเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
ติดตามตามอ่านได้ทุกวันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 134 (หน้า 139 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ