57 2-2
ตอนที่ 94 ข้าไม่มีวันทรยศนายหญิง! (2)
“....” แผนการที่วางเอาไว้ภายในใจถูกเปิดเผยไม่เหลือเช่นนี้ ใบหน้าของเหนียวเหนี่ยวพลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความเดือดดาลอย่างที่สุด แทบอยากจะแยกเขี้ยวกระโดดกัดเข้าลำคออีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด
“หากเจ้ายอมทำข้อตกลงบางอย่างกับข้า เรื่องแผนชั่วครั้งนี้ของเจ้า ข้าอาจพิจารณากลับไปคิดทบทวนดูอีกทีก็เป็นได้”
“อย่าแม้แต่จะคิด! ข้าไม่มีวันทรยศนายหญิง! ข้าจะไปบอกนางเดี๋ยวนี้ว่า เจ้าเองก็คิดวางแผนชั่วลับหลังนางเช่นกัน!”
เหนียวเหนี่ยวใช้กำลังแรงทั้งหมดที่มีอยู่ ถีบมืออีกฝ่ายออกจนสามารถดิ้นหลุดจากการเกาะกุมได้ คู่เท้าจิ๋วสลับไปมาเหยียบย่างอยู่กลางอากาศเหินหาวถอยห่างไปโดยไว
โม่เฉินหยวนหรี่ตามองเหนียวเหนี่ยว คู่คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างไม่ค่อยพอใจ
ดูท่าสติปัญญาความคิดของภูตศิลาตนนี้จะค่อนข้างต่ำนัก เหลิงเจียวเหนียงยังดูมีเหตุผลมากกว่าด้วยซ้ำไป
“เจ้าไม่จำเป็นต้องทรยศต่อนายหญิงใดๆ เพียงแค่รับใช้พวกเราทั้งคู่พร้อมกัน”
“หากเจ้าไม่เห็นด้วย ก็แค่กลับไปรายงานเรื่องนี้ให้นายหญิงของเจ้ารู้ได้เลย และข้าเองก็จะไม่ห้ามปรามเจ้าเช่นกัน”
“จะให้ภักดีต่อผู้เป็นนายถึงสองคนในเวลาเดียวกันอย่างนั้นรึ? ช่างไร้สาระสิ้นดี! ข้าเหนียวเหนี่ยวรับใช้นายหญิงเพียงผู้เดียวเท่านั้น!”
โม่เฉินหยวนเริ่มรู้สึกรำคาญเสียงโหวกเหวกโวยวายของนางเข้าให้แล้ว จู่ๆจิตสังหารขุมใหญ่จึงได้พวยพุ่งปะทุออกจากกายของเขาแผ่ซ่านออกมา
ความกดอากาศรอบตัวเหนียวเหนี่ยวพลันลดฮวบลงอย่างกะทันหัน กระทั่งมวลอากาศทั่วสารทิศโดยรอบยังเริ่มบิดเบี้ยวรุนแรง
“ช่างน่ารำคาญนัก”
วาจาหนึ่งหลายพยางค์แผดพ่นออกจากปากของเขา เปรียบเสมือนคมดาบสั่งประหาร
เหนียวเหนี่ยวสะดุ้งเฮือกลำตัวกระตุกสั่นไม่หยุด ไม่นานนัก จู่ๆร่างเล็กจิ๋วของนางก็เริ่มเอนเอียงเสียสมดุล และสิ้นสติหลับไปทั้งแบบนั้น
.........
เหลิงหยุนเจียวดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินจนมากเพียงพอ กลั่นเกลาจนบริสุทธิ์กลายเป็นพลังลมปราณเข้มข้นเก็บกักอยู่ในจุดตันเถียน ยามนี้ นางได้เลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตปราณจิตขั้นสุดแล้ว และกำลังจะทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตปราณถ่องแท้ ขณะที่ตระเตรียมทุกอย่างเพียบพร้อมครบทุกเงื่อนไข และเริ่มดำเนินการทะลวง แต่จู่ๆบรรยากาศรอบตัวพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
นางจำต้องหยุดทุกอย่าง แล้วรีบลืมตาตื่นขึ้นทันที
พบว่าโม่เฉินหยวนปรากฏกายยืนอยู่ต่อหน้า โบกคลี่พัดในมือรับลมอย่างสบายอกสบายใจ พร้อมกล่าวขึ้นเบาๆด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ช้าก่อน”
เอ่ยกล่าวคำนั้นออกมา เขาก็เปลี่ยนไปนั่งอยู่ขอบเตียงใกล้กับเหลิงหยุนเจียว
“ในภายภาคหน้า ทุกคราที่เจ้าจะเลื่อนระดับขั้นพลัง ข้าขอแนะนำให้เจ้าเสาะหาพื้นที่เปิดโล่งสักแห่งให้พร้อมก่อน เพื่อป้องกันมิให้ผู้คนบริสุทธิ์ต้องถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บไปด้วย”
“เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไร?”
เหลิงหยุนเจียวปั้นสีหน้างงงวย หรือกำลังมีใครบางคนคิดที่จะขัดขวางการเลื่อนระดับขั้นพลังของนาง?
“ความหมายของข้าก็คือ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ฝึกปรือทุกคนจะต้องเข้ารับการทดสอบจากทัณฑ์ฟ้าเพื่อก้าวขึ้นสู่ขอบเขตพลังต่อไป”
“แต่ในกรณีเช่นเจ้าที่มีกายาพิเศษ กลับกลายเป็นที่เพ่งเล็งต่อทัณฑ์ฟ้ายิ่งนัก เนื่องด้วยความเร็วในการฝึกปรือที่สูงขึ้น ส่งผลให้ทัณฑ์ฟ้าที่มาทดสอบเจ้ามีอานุภาพรุนแรงตามไปด้วยเช่นกัน”
“หลังจากที่เจ้าทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตปราณถ่องแท้ เมื่อใดที่ความแข็งแกร่งของเจ้าพัฒนาจนถึงขั้นเลื่อนระดับพลัง เมื่อนั้น เจ้าจะต้องเข้ารับการทดสอบจากทัณฑ์ฟ้า”
“....” เหลิงหยุนเจียวเองก็เพิ่งรู้เช่นกันว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วย
“หากให้ข้าเลื่อนขั้นในห้วงมิติพื้นที่ของเจ้า ทัณฑ์ฟ้าอะไรนั่นคงไม่น่าจะผ่าลงมาใส่ข้าได้กระมัง?”
มือข้างนั้นของโม่เฉินหยวนที่กำลังโบกพัดอยู่พลันชะงักแข็งค้างไปชั่วขณะ ชำเลืองหางตาปราดมองเหลิงหยุนเจียวราวกับกำลังมองคนโง่เขลาผู้หนึ่งอยู่
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู แต่ข้าก็ไม่รับปากเช่นกันว่า จะเป็นกายหรือจิตวิญญาณของเจ้าที่จะดับสลายก่อนกัน”
“....”
สำหรับคำตอบประโยคนี้ของโม่เฉินหยวน ทำเอาเหลิงหยุนเจียวแทบจะโยนความคิดนี้ทิ้งไปโดยไว
แต่ว่า..เหนียวเหนี่ยวหายไปไหนของนางกันนะ?
โม่เฉินหยวนเริ่มโบกคลี่พัดในมืออีกครั้ง และเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยขึ้นว่า
“คนของตระกูลสายหลักมาถึงที่นี่แล้ว พวกเขากำลังนั่งอยู่ในโถงใหญ่ลานบ้านหลัก เจ้าอยากไปพบสักคราหรือไม่?”
“มาถึงที่นี่?”
มีสิ่งหนึ่งที่เหลิงหยุนเจียวไม่สู้จะแน่ใจเท่าไหร่นักก็คือ หลังจากที่นางออกมาจากห้วงมิติพื้นที่ของโม่เฉินหยวนนั้น โลกภายนอกแห่งนี้ได้ล่วงเลยไปกี่วันแล้ว
แต่ถึงแม้จะออกมาช้า ก็ยังดีกว่าไม่ออกมาเลย
นางลุกขึ้นจากเตียงพลางบิดขี้เกียจเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงง่วงเหงาหาวนอนขึ้นว่า
“ในเมื่อคนพวกนั้นอยู่ที่นี่แล้ว ก็ไปเยี่ยมเยือนสักเที่ยวแล้วกัน ข้าเป็นถึงเจ้าบ้าน ควรต้องไปให้การต้อนรับจึงจะถูก”
เหลิงหยุนเจียวเป็นผู้เดินนำออกไปอย่างไม่มีกลัวเกรง
แสงตะวันสาดกระทบเข้ากับร่าง ส่งกระแสไออบอุ่นให้เล็กน้อย แต่มวลความร้อนในห้วงอากาศยามนี้ ดูเหมือนจะเบาบางลงกว่าก่อนหน้ามากแล้ว
“ว่าแต่ ระดับพลังลมปราณของคนพวกนั้นอยู่ขั้นใดรึ?”