เมื่อได้ยินว่ามู่หวังฟื้น ซีว่างจึงรีบไปหามันในทันที มันรีบวิ่งออกไป แล้วลืมเรื่องของหยางน่าไปในทันที
ส่วนในโลกวิญญาณ หยางน่าสลบยังมิฟื้น มีแต่เจ้าเสี่ยวฮุ๋ยคอยอยู่ข้างกายของนายมัน
เมื่อซีว่ามาถึงห้องของ มู่หวัง เมื่อมันเดินเข้าไปข้างใน สายตามู่หวังมองมันอยู่ครานึง ก่อนจะเมินหน้าหนี
“เจ้าคงจะมาดูสภาพน่าเวชนาของข้าล่ะสิ..คงสมใจเจ้าแล้วสินะ” มันพูดออกมาด้วยเสียงค่ำแค้น
“…” ซีงว่าง มิได้กล่าวอะไรเพียงแต่เดินไปใกล้ ๆ ตัวของมู่หวัง ดูสภาพร่างกายของมัน แขนที่โดนตัดไปคือแขนซ้าย ซึ่งเป็นแขนข้างถนัดของมัน ส่วนที่โดนตัดไปนั้น ได้มีผ้าพันแผลพันไว้ตรงหัวไหล่
เมื่อเห็นสภาพ ซีว่างได้แต่ทอดถอนใจ ก่อนจะกล่าวกับมัน
“ที่ข้ามา..มิได้มาถากถางดูถูกเจ้า , เพียงแต่ข้าเสียดายในพรสวรรค์ของเจ้า”
“…” มู่หวังพูดไม่ออก ได้แต่หันไปมองซีว่าง เหมือนมันไม่คาดคิดว่าซีว่างมิได้มาดูถูกมัน มิพอยังกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เสียใจต่อมันด้วย
“มู่หวัง..เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง , ถึงเจ้าจะมีแขนเดียว..แต่เจ้าก็ยังเป็นผู้มีพรสวรรค์ , หากรักษาตัวเรียบร้อย..เจ้ายังสามารถฝึกวิชาและเป็นจอมยุทธ์ได้อยู่..เฉกเช่นท่านเอี้ยนก้วย..ที่เป็นจอมยุทธ์อินทรีแขนเดียว”
“เห๊อะ .. เจ้าไม่ได้มีแขนเดียวเช่นข้า , เจ้าจะไปรู้ความรู้สึกข้าได้อย่างไร” มู่หวังกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่สิ้นหวัง
“เรื่องความรู้สึกของเจ้า..ข้ามิรู้จริง ๆ ว่าเจ้าจะรู้สึกเช่นใด , แต่ข้าเอง..ก็เคยโดนกล่าวหาว่าเป็นขยะมาก่อน , สุดท้ายก็ได้มายืนข้างเจ้าตอนนี้ , ให้เจ้ารักษาตัวดี ๆ แล้วหมั่นฝึกวรยุทธ์ต่อไป , ถึงแม้นจะลำบาก..แต่ก็ใช่เป็นไปมิได้ , ฮั่วฉินนั้นไว้ใจข้า..ข้าจะเอาแขนมันมาให้เจ้า” ซีว่าทุบอกตัวเองกล่าวด้วยสายตามุ่งมั่น
มู่หวังหลังจากได้ยินที่ซีว่างกล่าวต่อมัน มันได้แต่มองหน้าซีว่างเพื่อจับผิด ว่าตัวของซีว่างจะขำหรือหัวเราะมาตอนไหน แต่พอมันมองไปที่สายตาของซีว่าง ทำให้มันเชื่ออย่างสนิทใจ..ว่าซีว่างกล่าวเป็นความจริง
ผ่านไปเนิ่นนานหลายนาที มิมีคำพูดใดออกมาจากปากทั้งสองคน แต่เหมือนมันกำลังใช้ความรู้สึกคุยกันอยู่
“เจ้าพักผ่อนเถอะ..ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว , รักษาตัวด้วย” กล่าวเสร็จ ซีว่างเดินหันหลังออกมา
“ขอบคุณ”
ซีว่างถึงกับหันไปที่ต้นเสียงนั้น มองไปที่มู่หวังที่มองตอบ
“ข้าจะไม่กล่าวซ้ำ , ข้าจะพักผ่อน..เจ้าออกไปได้แล้ว” มู่หวังกล่าวพร้อมกับพลิกตัวหลบสายตาของซีว่าง
ซีว่างได้แต่ยิ้มน้อย ๆ และออกมา การพูดคุยครั้งนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ของมันและมู่หวัง ดูซับซ้อนและเข้าใจยากขึ้นสักเล็กน้อย
ด้วยความที่เป็นจอมยุทธ เมื่อได้ประมือกัน ก็จะเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่ายได้ ว่าเป็นคนเช่นไร หรือกำลังคิดอะไรอยู่ ความสัมพันธ์และความรู้สึกเช่นนี้ จะรับรู้ได้เมื่อต่อสู้กันเท่านั้น
ทุกการกระทำของชายหนุ่ม ตั้งแต่ฝึกวิชาจนมาหามู่หวัง มีคนแอบเฝ้ามองมันอยู่ ชายหนุ่มมิอาจจับสัมผัสได้เลยแม้แต่น้อย เพราะหยางน่านั้น ตอนนี้สลบมิได้สติ จึงมิอาจกล่าวเตือนต่อมันได้
“มันผู้นี้ช่างเป็นคนดีกว่าที่ข้าคิดนัก..” ก่อนที่ผู้นี่จะบินหายจากไป
ซีว่างหลังจากออกมา มันไม่รู้จะทำอะไรต่อ มันจึงคิดที่จะฝึกวิชาต่อ เพื่อเป็นการรับประกันว่า ตัวมันนั้นจะสามารถชนะ ฮั่วฉินได้อย่างแน่นอน
มันฝึกวิชาจนเกือบเช้า พัฒนาการของมันก็มิได้เพิ่มขึ้น มีแต่พลังที่อัดแน่นขึ้นเล็กน้อย มันจึงพักผ่อนเพื่อการประลองในวันพรุ่งนี้
พอมาตื่นขึ้นมา ก็เตรียมตัวที่จะไปสนามประลอง แต่มันก็ผิดสังเกตบางอย่าง
< หยางน่าเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง > ชายหนุ่มกล่าวถามไปด้วยความเป็นห่วง
< … >
< หยางน่า.. >
มีบางสิ่งผิดปกติจริง ๆ ตามที่มันคิด มันจึงรีบเข้าไปในโลกวิญญาณ
สิ่งแรกที่มันเห็นคือ หญิงสาวที่นอนกองอยู่บนพื้นพร้อมกับ อสูรน้อยที่คอยเฝ้ามองดูอยู่ไม่ห่าง
“หยางน่า!!” มันรีบวิ่งไปหา
เมื่อมันเข้าไปถึงก็เห็นหญิงสาวนอนอยู่ ที่หน้าของนางมีแต่เหงื่อ และผมสลวยของนางที่เคยมัดหางม้านั้น ร่วงออกมาเป็นกระจุก
ชายหนุ่มรีบออกไปเอาเตียงในโลกข้างนอกเข้ามาให้นาง อุ้มนางไปนอนที่เตียง ใช้มืออังไปที่หน้าอกของนาง แล้วปล่อยพลังธาตุน้ำบริสุทธิ์เข้าไปเพื่อชำระล้างสิ่งผิดปกติให้ขับออกมาทางเหงื่อ
ผ่านไปครู่ใหญ่หญิงสาวจึงรู้สึกตัว นางอ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่มิมีเสียงเล็ดลอดออกมา
“มิต้องกล่าวอันใด..อีกประเดี๋ยวเจ้าก็จะดีขึ้น” ชายหนุ่มเพ่งสมาธิใช้ลมปราณอย่างมากในการช่วยบรรเทาอาการของหญิงสาว เหงือของนางผุดไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง
มันมองเห็นสายตาของหยางน่า ที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน ว่าไม่เห็นด้วยที่ทำเช่นนั้น มันจึงกล่าวต่อนางว่า
“เจ้าเป็นแบบนี้เพราะข้า..ข้ารู้สึกเสียใจยิ่งนัก..และข้ารู้ว่าเจ้ามิอยากให้ข้าเสียเวลา , อีกประเดี๋ยวข้าค่อยออกไป , ขอข้าดูอาการเจ้าสักพัก” เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ก่อนที่ชายหนุ่มหยุดถ่ายพลังปราณให้นาง เอามือลูปหัวนางเล็กน้อย เอามือเช็ดเหงื่อนางออก ก่อนจะลุกขึ้นและเดินถอยหลัง กลับออกมาในโลกภายนอกก่อนที่จะตรงไปที่สนามประลอง
ตอนนี้ในหัวใจของซีว่าง รู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก จากการเห็นหญิงสาวคนสนิทของมัน ต้องมาเสียพลังไปหนึ่งช่วงชั้นยังมิพอ ตอนนี้สภาพนางเหมือนกับต้นไม้ที่โดนถอนราก ที่กำลังเหี่ยวเฉาลง
<หยางน่า.. , ข้าขอสาบานต่อเจ้า..ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นและจะมิต้องให้เจ้าลำบากอีก , ข้าขอสัญญา…> ตอนนี้ซีว่างรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก มันจึงรีบใช้ท่าร่ายของตน เดินทางไปยังสนามประลอง เพื่อหาคนระบายความโกรธของมัน
เมื่อมาถึงสนามแข่งมันก็รีบขึ้นไปบนเวทีประลองโดยมิได้กล่าววาจาต่อผู้ใด เพราะตอนนี้มันอยากหาที่ระบายอารมณ์ของตอนเองอย่างมาก
"เหตุใดหน้าตาของพี่เจ้า..ถึงได้บูดบึ่งเช่นนั้น" เยว่เทียนกล่าวถามต่อจิ้นเฟิงด้วยความสงสัย
"น่าจะเป็นเรื่องของมู่หวัง , ท่านพี่คงโมโหจากการที่..มีคนชิงจัดการศัตรูของตนเองไปก่อน" จิ้นเฟิงกล่าวคาดเดาออกมา
“ศิษย์สำนักภพจันทรา จิ้นว่างงงง” โฆษกประกาศเมื่อเห็นซีว่างขึ้นมาบนสนาม
“ศิษย์สำนักวายุคำราม หยุ่นฟ่างงงง” คู่ประลองของซีว่าคือ ชายอายุ ราว 21 ปี หน้าตาธรรมดา ระดับผสานโลกาขั้น 3
“ข้าจิ้นว่าง..ขอท่านกรุณาชี้แนะข้าด้วย” ซีว่างกล่าวออกมาด้วยเสียงที่แข็งกระด้าง ตอนนี่ซีว่างอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก มันทั้งหดหู่และโกรธ อยากจะทุบตีผู้ที่อยู่ตรงหน้า สักหมัดสองหมัด
“ข้าหยุ่นฟ่าง..ศิษย์สำนักวายุคำราม , โปรดขอน้องจิ้นว่าง..ยั้งมือด้วย” ก่อนที่มันจะคำนับชายหนุ่มหนึ่งที
ถ้าซีว่างชนะมันได้ ก็จะเข้าไปรอพบฮั่วฉิน ซึ่งยังมิแน่นอนว่า ฮั่วฉินจะผ่านเข้ารอบหรือไม่
ซึ่งซีว่างคิดว่า ถ้ามันมิผ่านเข้ารอบ เมื่องานจบลงมันจะไปหา ฮั่วฉินถึงบ้าน
ฝ่ายของหยุ่นฟ่างหยิบอาวุธตนเองออกมา เป็นดาบอันใหญ่สีดำ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายนำอาวุธออกมา ซีว่างจึงนำตัดดาราออกมาบ้าง
เมื่อเห็นทั้งคู่พร้อม โฆษกจึงประกาศ “เริ่มการประลองได้”
เสียงผู้ชมร้องเฮลั่นสนามเป็นสัญญาณ ให้ทั้งคู่เริ่มการประลอง
ซีว่างนั้น มันต้องการรีบไปดูคู่ของฮั่วฉินที่กำลังประลองนะเวลาเดียวกัน มันจึงคิดจะจบการประลองนี่อย่างว่องไว
มันพุ่งเข้าไปด้านหลังของหยุ่นฟ่าง ก่อนจะใช้กระบี่วาดออก “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น!!”
มันฟันดาบไปที่กลางหลังของหยุ่นฟ่างในมุมอับที่มิอาจป้องกันได้ง่าย
แต่มันไม่ง่ายอย่างที่ซีว่างคิด หยุ่นฟ่างหายไปจากตรงที่มันเคยอยู่ ความเร็วของมันนั้น ไวยิ่งนัก ดาบที่ปล่อยออกมา ได้เพียงฟันอากาศที่มิมีใครอยู่
ก่อนที่หยุ่นฟ่างจะโผล่ไปหลังซีว่าง ใช้ดาบของมันแทงมาด้วยความว่องไว
ซีว่างรีบใช้กระบี่ของมันรับดาบที่ฟันมาที่มัน เสียงโลหะกระทบกันดังลั่นเป็นเสียงแสบแก้วหู
ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังต้านแรงกันโดยใช้กระบี่และดาบ ก่อนที่ซีว่างจะกล่าวต่อ หยุ่นฟ่าง
“สมกับเป็นคนของสำนักวายุคำราม..ช่างเป็นท่าร่ายที่ว่องไวยิ่งนัก” ซีว่างกล่าวชมหยุ่นฟ่างขณะที่อาวุธกำลังต้านกันไปมา กินกันไม่ลง
“ข้าสิต้องแปลกใจ..ที่เจ้าสามารถรับดาบของข้าได้อย่างทันท่วงที”
ตอนนี้พลังปราณของทั้งคู่กำลังต้านกันอยู่ โดยใช้กระบี่และดาบเป็นสื่อกลาง
ก่อนที่หยุ่นฟ่างจะเปลี่ยนท่าจับดาบแล้ว ใช้แรงของซีว่างในการหมุนตัวฟันใส่ซีว่าง
ซีว่างสามารถหลบได้อย่างฉิวเฉียด แต่ใบดาบก็ยังฟันโดนเสื้อของซีว่างแหว่งไปเล็กน้อย
ขณะที่หลบซีว่างก็มิได้หลบเปล่า ๆ มันรีบใช้ท่าร่ายในการช่วยเสริมแรง แล้วใช้ดาบฟันไปที่แขนขวาของหยุ่นฟ่าง
หยุ่นฟางเบี่ยงตัวหมุนแล้วเตะใส่หลังของซีว่างกระเด็นไปไกล จนพื้นที่ซีว่างพุ่งชนนั้นเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่
“กร๊อกก” ซีว่างคำรามหน่อย เพราะแผนที่มันจะชนะหยุ่นฟ่างอย่างว่องไวและระบายอารมณ์สักหน่อย ตอนนี้เป็นไปได้ยาก เพราะอีกฝ่ายเจนสงครามและการประลองอย่างมาก
หยุ่นฟ่างผู้นี้นั้น เหมือนอ่านการโจมตีของซีว่างออกหมดทุกครั้ง
‘อ่านออกก็อ่านไป , แต่ถ้าอ่านออกแล้วหลบไม่ทัน..ก็เท่านั้น’ ซีว่างตอนนี้เอาจริงเต็มที่ ใช้ท่าร่ายเคลื่อนดาราเหยียบจันทรา ขั้นที่ 2 พุ่งเข้าหาหยุ่นฟ่างอย่างว่องไว “แรมที่ 4 ทลายจันทรา”
ซีว่างโยนตัดดาราไปข้างหน้า แล้วกระโดดรับอย่างว่องไว พุ่งไปมาด้วยความเร็ว ฟาดฟันอย่างต่อเนื่องไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้มีเวลาคิดเอาตัวรอดจากคมดาบของตนเองแม้แต่น้อย
ตอนนี้หยุ่นฟ่างได้แค่ตั้งรับ มิอาจหนีได้ ยิ่งโจมตียิ่งเร็วขึ้น ยิ่งโจมตียิ่งคล่องแคล่ว ทำให้มันเป็นฝ่ายที่โจมตีอยู่ผู้เดียว
ตอนนี้ผู้ที่พลังอยู่ต่ำกว่าจิตโลกา จะมิสามารถมองทันความเร็วของมันได้ ความเร็วของมันนั้น ว่องไวจนสายตามิอาจจับได้ทัน
ถึงตอนนี้หยุ่นฟ่างจะรับการโจมตีได้ แต่ก็มิอาจสวนกลับได้ ถ้ามันเสียสมาธิแม้แต่นิดเดียว มันอาจพ่ายแพ้ได้ง่ายดายในดาบเดียว
ยิ่งตั้งรับหยุ่นฟ่างยิ่งล้า ยิ่งป้องกันได้ช้าขึ้น ตอนนี้การออกดาบรับกระบี่ของซีว่าง ก็เต็มกลืนไม่อาจทำอย่างอื่นได้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ซีว่างจึงหยุดและถอยห่างจาก หยุ่นฟ่าง 20 เมตร หน่วงพลังไว้ที่กระบี่ของตนเองเต็มที่ เมื่อสะสมได้เท่าที่มันต้องการ ก็พุ่งเข้าไปหาหยุ่นฟ่างที่กำลังอ่อนล้าเต็มที่ “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น”
กระบี่ที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณฟาดใส่หยุ่นฟ่างอย่างเต็มแรง กระบี่และดาบกระทบกันอย่างรุนแรง
เมื่อกระบี่และดาบปะทะกัน ก็เกิดรอยร้าวขั้นที่ดาบของหยุ่นฟ่าง แต่แล้วก็มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับดาบของหยุ่นฟ่า
ดาบของหยุ่นฟ่างแตกเป็นสองส่วน กระบี่ของซีว่างยังมิหมดแรงก่อนมันจะมาหยุดเหนือหัวของหยุ่นฟ่าง ไม่กี่นิ้ว
“ท่านแพ้แล้ว” ซีว่ากล่าวเบา ๆ ก่อนจะนำกระบี่กลับออกมา
หยุ่นฟ่าง ตอนนี้มือที่ถือดาบหัก ๆ ของมันสั่นสะท้าน ที่สั่นไม่ได้มาจากความกลัว แต่เพราะความล้าที่รวดร้าวไปทั่วร่างกายของมัน มันจึงปล่อยดาบลงตกพื้น ไว้ข้างลำตัวก่อนมองซีว่างหนึ่งที “ข้าขอยอมแพ้”
เมื่อมันประกาศยอมแพ้ คนก็เฮลั่นสนาม ที่เฮเพราะดีใจที่ซีว่างชนะ มิได้เกิดความกังขาต่อฝีมือมัน มันทุกคนมองเห็นว่า ถ้าซีว่างไม่ยั้งไว หยุ่นฟ่างคงสิ้นไปแล้ว
“ผู้ที่เข้ารอบชิงไปเจอกับฮั่วฉินคือ จิ้นเฟิงงงงงง” เมื่อได้ยินว่าฮั่วฉิน ซีว่างก็เข้าใจได้ว่า ฮั่วฉินนั้น ชนะคู่ต่อสู้ของมันแล้ว
ซีว่างเดินลงจากเวทีมาทางพวกพ้องของตัวมัน
“ข้ามิคิดว่าเจ้าจะแข็งแกร่งขนาดนี้” เยว่เทียนกล่าวต่อซีว่าง
ซีว่างมิได้ตอบ ก่อนจะเดินผ่านไปด้านหลัง ที่มีผู้นึงยืนอยู่
“ขยะอย่างเจ้าสินะ..ที่จะมาเจอกับข้า” ใช่แล้วผู้ที่พูดคือ ฮั่วฉิน
ฮั่วฉินนั้น ระดับพลังอยู่ที่ ผสานโลกาขั้นที่ 4 หน้าตามันดูจองหอง ปากยกขึ้นน้อย ๆ ดวงตาคว่ำลง ที่มิได้เกิดจากการทำ แต่เป็นหน้าตาของมันเอง มองดูไกล ๆ ทุกคนต่างมองออกว่ามันเป็นคนหยิ่งผยองเพียงใด
“ระวังขยะอย่างข้า..จะทำให้เจ้ากายเป็นยิ่งกว่าขยะ” ซีว่างกล่าว
“โว้ โวว ใจเย็น ๆ ข้าเพียงมาทักทาย , เหตุใด..ต้องทำหน้าดุแบบนั้นกับข้า” ฮั่วฉินพูดด้วยวาจาติดตลก แต่น้ำเสียงแฝงความดูหมิ่นอย่างชัดเจน
“ข้าเพียงมาดูว่าพรุ่งนี้..ข้าจะทำอย่างไรต่อเจ้าดี” ก่อนที่มันจะล้วงมือไปหยิบของมาจากถุงมิติ
แล้วโยนของสิ่งนั้นไปที่เท้าของซีว่าง
สิ่งที่โยนมานั้น คือแขนขวาของใครผู้หนึ่ง “ของฝากเจ้า , เผื่อพรุ่งนี้..เจ้าต้องใช้มันต่อเข้ากับแขนของเจ้าเอง , แต่ไม่แน่..สิ่งที่จะขาดในวันพรุ่งนี้ , อาจมิใช่แขนของเจ้า..แต่อาจเป็นคอของเจ้า”