ความรักเป็สิ่งที่สวยงาม เมื่อรักนั้นอยู่ถูกที่ถูกทาง และถูกจังหวะของมัน แต่ทว่าไม่มีสิ่งนี้ที่เอ่ยมา กับความรักขององค์รัชทายาท ความรักที่ต้องเก็บงำมันไว้เรือนกายที่กำลังขยับไปมา ฟาดฟันหุ่นฝึกนั้นช่างน่ากอดและััความคิดที่อยู่ภายในจิต สั่งการ ทำให้ตัวตนความเป็ชาย ตึงชันขึ้นเมื่อเห็นองครักษ์ตงหยาง ปลดอาภรชั้นนอกออก เพื่อความคล่องตัวในการฝึกการต่อสู้ มวลกล้ามเนื้อหน้าท้องสีแทนมันเงาและมีเม็ดอยู่เต็มกายนั้น ทำให้องค์รัชทายาทคิดอะไรไปไกลมากมาย เมื่อตงหยางหันมาเห็น องค์รัชทายาทฟางจิง จ้องมองมาตาไม่กระพริบเขาก็หยุดซ้อมแล้วเดินตรงเข้ามาหา ด้วยท่าที่สง่า พาให้ผู้แอบมองยิ่งหลงไหลหัวใจนี้เต้นแรงเืในกายและหัวใจสูบฉีดส่งผลให้ตัวตนทางกายเริ่มเรียกร้องความปรารถนา
“ พระองค์จ้องกระหม่อมเช่นนั้นกระหม่อมทำกระไรผิดพลาดไปหรือพะยะค่ะ?”
“ปะ…ปล่าวข้าเพียงแต่ชื่นชมฝีมือของเ้าที่เก่งขึ้นทุกวันทุกวันจนข้ารู้สึกทึ่งมาก”
“กระหม่อม้าเก่งกว่านี้อยากเก่งเท่าท่านพ่อเพื่อปกป้องพระองค์พระยะค่ะ”
“เ้ากับหนูของเ้าทั้งสองฝีมือก็เก่งได้อยู่แล้วไม่เห็นจะต้องพยายามให้เหน็ดเหนื่อยเยี่ยงนี้เลยพ่อเป็ห่วงเ้าอย่าหักโหมจนเกินไป”
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงเป็ห่วงกระหม่อม”
“ ท่านพี่ตงหยางซ้อมดาบและมวยทุกวันกระหม่อมรู้สึกเหนื่อยแทนพะยะค่ะเอาเวลาซ้อมไปนอนหลับพักผ่อนดีกว่าเก็บแรงไว้ใช้กำลังจริงตอนออกรถน่าจะดีกว่านะจริงไหมหลิงเอ๋อ”
องครักษ์สาวที่มีมาดดั่งบุรุษนางพยักหน้าอย่างช้าๆด้วยสีหน้าและแววตาราบเรียบ
“เพราะว่าเ้าย่ามใจเยี่ยงนี้อย่างไรล่ะม้าหายแล้วค่อยล้อมรั้ว”
“ม้าที่ใดหาย….ม้าประจำพระองค์หรือพะยะค่ะ?”
“โป๊ก…!...กะล่อนท่านพ่อสั่งให้ข้าคอยอบรมความเกียจคร้านของเ้าที่ละทิ้งการฝึกซ้อมเตรียมร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอแต่เพราะเ้ามัวแต่เที่ยวเล่นร่างกายขาดการได้ออกพละกำลังกายความสามารถในการต่อสู้จะลดถอยลง หลิงเอ๋อเป็สตรีแท้ๆ ยังออกมาฝึกกับข้าทุกวันแต่เ้าข้าไม่เคยได้เห็นหน้าเห็นหนวด”
“จะเห็นหนวดข้าได้เยี่ยงไรข้าพึ่งจัดการโกนมันออกไปเมือเช้านี้เอง”
“โป๊ก…!...เ้าคนเ้าเล่ห์พูดไม่เคยฟังแถไปข้างๆคูๆ นอกเื่ไปเรื่อยถ้าเ้าไม่ทำให้ร่างกายของเ้าแข็งแรงอยู่เสมอ จะไปมีความสามารถสู้ใครได้เมื่อต้องออกรบแล้วโชคร้ายไปเจอผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเ้า เ้ามีหน้าที่คอยอารักขา องค์รัชทายาทไม่ใช่เป็ตัวถ่วงให้พระองค์ต้องมาคอยช่วยเหลือเมื่ออยู่ในสนามรบและสิ่งที่สำคัญที่สุดหากแม้ว่าเ้าถูกข้าศึกจับตัวเ้าไปได้เพื่อเป็ตัวประกันนั่นหมายถึง องค์รัชยาทายาทจะต้องมีภัยอันตรายเพราะข้าศึกจะต้องนำตัวเ้ามาเพื่อเป็การต่อรองกับฝ่าาอย่างแน่นอน”
“เมื่อถึงเวลานั้นถ้าจะไม่มีวันให้มันได้ทำเช่นนั้นกับองค์รัชทายาทได้”
“พอเถอะอย่าถกเถียงกันเลยข้าจะไม่มีวันทิ้งให้เ้าทั้งสองต้องตาย ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของข้าพวกเ้าทั้งสองคือสหายรัก และเราทั้งสี่จะไม่มีวันทิ้งกันมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน”
“กระหม่อมรับพระองค์จังเลยพะยะค่ะ”
ติงลี่น้องชายจอมกะล่อนของตงหยางกอดแขนพะเน้าพะนอองค์รัชทายาททำตัวเทียบเสมอจน ตงหยาง ต้องปรามด้วยการเขกกะโหลกไปอีกหนึ่งครั้ง
“โป๊ก โอ๊ย สามครั้งแล้วนะท่านพี่ข้าเจ็บนะองค์ชายดูท่านพี่สิรังแกข้าั้แ่เด็กจนโตเขาอิจฉาข้าตลอดคงเห็นว่าพระองค์รักกระหม่อมมากกว่าเขาแน่ ๆ ใช่ไหมพะยะค่ะ?”
“ฮึ ๆ ๆข้ารักหลิงเอ๋อมากกว่าผู้ใดต่างหาก เพราะนางเหมือนกับก้อนหินที่เดินได้ไม่มีความรู้สึก ไม่พูดจาและถกเถียงกับผู้ใด ั้แ่เล็กจนโต ข้าชอบนางยิ่งนักเอาอย่างนี้ ข้ามีอะไรบางอย่างให้เ้าเล่น ถ้าหากว่าเ้าสามารถทำให้นางหัวเราะได้ถ้าจะให้รางวัลแก่เ้า”
“ไม่พะยะค่ะให้หมูออกลูกเป็วัวยังจะง่ายกว่า แต่ว่าพระองค์จะให้กระไรเป็รางวัลหรือพะยะค่ะ?”
“ให้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกได้สามวันโดยไม่ต้องกลับมาซ้อม”
“ถ้าเยี่ยงนั้นมามะ ให้พี่จับเสียดีๆน้องสาว พี่จะทำให้เ้าหัวเราะให้จงได้ ท่านพี่ช่วยข้าจับนางหน่อยสิถ้าจะจี้เอว นาง เพื่อให้นางหัวเราะ แค่อยากได้รางวัล ที่ฝ่าาเสนอให้”
“เ้าทำไปคนเดียวเถอะหลิงเอ๋อ มีฝีมือในการใช้ดาบและอาวุธของนางไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ข้ามิขอเสี่ยงภัยกับเ้า”
“ แต่ว่าองค์ชายอยากได้ยินนางหัวเราะนะขอรับเราต้องทำตามความประสงค์ขององค์รัชทายาทสิท่านพี่”
“ เพียงแค่คิดเ้าก็ขี้โกงแล้วองค์ชายอยากให้เ้า พูดหรือแสดงอะไรก็ได้เพื่อให้นางหัวเราะด้วยความขบขันมิใช่บังคับโดยการจี้ในจุดที่นางรู้สึกจั๊กจี้จนหัวเราะออกมามันคือการบังคับมิใช่ความสามารถ”
“ไม่มีทางเป็ไปได้หรอกนะท่านพี่”
เสียงหัวเราะที่ดังแว่วมาจากสนามฝึกทำให้พระชายาที่กำลังเดินตามหาองค์รัชทายาทได้ยินพระนางเดินตามเสียงหัวเราะนั้นมาจนถึงสนามฝึก
“ องครักษ์ทั้งสามนั่นคงมีความสำคัญมากกว่าหม่อมฉันหรือเยี่ยงไรพวกนั้นถึงได้มีความสามารถทำให้พระองค์ทรงพระสรวลได้ หรือว่าสตรีที่พระองค์พอพระทัยคือนักรบหญิงคนนั้นคนที่พระองค์กอดคอนางอยู่นั่น แต่นางก็ไม่ได้มีความงดงามอันใดเทียบเท่ากับหม่อมฉันได้เลยร่างกายก็ใหญ่เท่ากับบุรุษ”
พระชายาจ้องเขม็งไปที่หลิงเอ๋อที่มีเพียงรอยยิ้มบางๆในขณะที่บุรุษทั้งสามกำลังหัวเราะจนท้องแข็งองค์รัชทายาทกอดคอหลิงเอ๋อ นั่นทำให้พระชายาเข้าใจว่า องค์รัชทายาท ฟางจิงทรงมีพระทัยชอบพอหลิงเอ๋อ เป็แน่
เวลาผ่านไปนานหลายเดือนแล้วหลังจากที่องค์รัชทายาทและพระชายา เยว่หลิง เข้าพิธีอภิเษกผู้ที่โหยหาในอำนาจอย่างเสนาบดีหลี่ได้แต่เฝ้ารอวันที่จะเห็นบุตรสาวของตนเองตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่มีวี่แววจนกระทั่งองค์รัชทายาทฟางจิง ออกไปรบกับเหล่าทหารรวมถึงองครักษ์สามทหารเสือคู่กายของเขาเสนาบดีรู้สึกไม่พอใจยิ่งนัก ที่จะป่านนี้ข่าวดีจากพระชายายังไม่มีสักทีเขาจึงต้องกดดันและบังคับพระชายา
“ท่านพ่อจะให้ทำอย่างไรได้เ้าค่ะในเมื่อข้าไม่อาจตั้งครรภ์ได้”
“แล้วพระนางทรงร่วมเตียงกับพระองค์กี่ครั้งแล้วพะยะค่ะ?”
“ท่านพ่อ…!...ข้าไม่ใช่แม่พันธุ์นะเ้าคะถึงได้คอยคาดคั้นแต่เื่นอนกับพระองค์อยู่ได้ทุกวัน”
“มิใช่เช่นนั้นหากว่าพระชายายังมิทรงตั้งครรภ์เมื่อเรามาถึงจุดนี้แล้วแต่ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ จะเป็ที่ครหาและข้ออ้าง เพื่อจะได้หานางสนมมาให้องค์รัชทายาท อีกหลายคนเป็แน่ เมื่อนั้นจะเป็พระนางที่จะต้องทรงเสียพระทัยและสุดท้ายแล้วอำนาจจะตกไปอยู่ในมือของนางสนมคนใดคนหนึ่งที่สามารถให้กำเนิดองค์ชายได้”
พระชายา เยว่หลิงนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อได้คิดไตร่ตรองตามคำอธิบายของท่านเสนาบดีผู้เป็บิดา ภาพของหลิงเอ๋อก็ปรากฏขึ้นมาจากความคิดในทันทีที่นางเห็นนั้น คือความสนิทสนมระหว่างหลิงเอ๋อและองค์รัชทายาท แววตาพลันลุกวาวแข็งกร้าวขึ้นมาในทันที ดังเปลวไฟจะลุกออกมาทางดวงตาของนาง เมื่อคิดได้ว่าหลิงเอ๋อคือศัตรูหัวใจของนาง
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เป็เช่นนั้นท่านพ่อทำเยี่ยงไรก็ได้ที่ไม่ต้องให้องค์รัชทายาทออกไปรบอีกทหารก็มีตั้งมากมายฝีมือดีทั้งนั้น ไม่จำเป็ต้องให้พระองค์ออกหน้าก็ได้”
“เื่นั้นอาจจะเป็ไปไม่ได้หากไม่มีผู้นำออกหน้าองค์รัชทายาทจะต้องออกไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเราทหารจะได้ไม่มีคนดูแคลนพระองค์ว่าขลาดเขลารักตัวกลัวตายส่งทหารไปตายแทนพระองค์”
“ก็ได้ข้าจะหาวิธีที่จะร่วมเตียงกับพระองค์บ่อยๆ”
ท่านเสนาบดีออกไปหลังจากพูดธุระเสร็จแล้วแต่พระชายายังคงคิดหาทางออกเื่นี้อยู่ดวงตาร้อนดั่งไฟเมื่อคิดถึง ว่าป่านนี้องค์รัชทายาท ฟางจิง ที่ออกรบเคียงคู่กับหลิงเอ๋อ จะมีความสุข กันมากเพียงใด ภาพในจินตนาการขององค์รัชทายาทกับหลิงเอ๋อ ที่กำลังเล่นบทรักเร่าร้อน ระหว่างพักอยู่ที่ค่ายของทหารในสนามรบจิตคิดปรุงแต่งขึ้นมาเองของสตรีถ้วนทั่วไปที่เป็ภรรยา ต่างระแวงผู้เป็สวามี
“ป่านนี้แม่นางผู้นั้นไปถึงไหนต่อไหนกับพระองค์แล้ว เมื่อถึงเวลากับข้าพระองค์ไม่มีอารมณ์แต่กับนาง….พระองค์มีความสุขทุกครั้งที่อยู่ข้าง ๆ นางหม่อมฉันจะไม่ปล่อยนางไว้แน่”
ที่สนามรบ
ชนเผ่าจะต่างแดนที่เข้ามาบุกรุกดินแดนของฮ่องเต้กำลังวิ่งบุกเข้ามาในมือของแต่ละคนมีอาวุธครบครันและด้วยฝีมือในการรบที่แข็งแกร่งนั้น ทำให้ทหารฝ่ายขององค์รัชทายาท ฟางจิงที่จะต่อกรและควบคุมสถานการณ์ ทหารฝ่ายตรงข้ามล้มตายกันไปมาก องค์รัชทายาท ฟางจิงยังคงถือดาบฟาดฟันศัตรูจนโลหิตท่วมท้นอยู่บนเรือนกายที่สวมชุดเกราะเหล็กป้องกันสามทหารองครักษ์ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ไม่ห่างพระองค์เลยแม้แต่ก้าวเดียว
“หน้าที่ของพวกเ้ามีเพียงอย่างเดียวคือทำอย่างไรก็ได้เพื่อปกป้ององค์รัชทายาท”
นี่คือคำสั่งของหัวหน้าองครักษ์ซุนเต๋อผู้เป็บิดาขององครักษ์ทั้งสาม การสู้รบดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งฝ่ายศัตรูพ่ายแพ้ไปเหลือเพียงหัวหน้าเผ่าที่กำลังจะ สังหารตัวเองให้ตายตามลูกน้องไป ด้วยความละอายใจและรู้สึกอัปยศเป็อย่างมาก แต่ทว่าองค์รัชทายาทได้ห้ามและหยุดการกระทำนั้นของเขาเสียก่อน
“เ้ามีสิ่งใดอยากจะบอกกับองค์รัชทายาท หรือไม่?...เพราะเท่าที่ข้าได้รู้มาว่าชนเผ่าของพวกเ้ารักความสงบ ไม่ชอบาและการต่อสู้ แต่เพราะเหตุใดพวกเ้าถึงได้บุกมากระทำสิ่งร้ายแรงเช่นนี้”
“พวกเ้าน่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าพราะเหตุใด ข้าเคยส่งฎีกา ของลดหย่อนเครื่องบรรณาการที่พวกเ้าร้องขอเพิ่มขึ้น ทุกปี ๆ จนกระทั่งพวกข้าไม่สามารถหามาให้ได้ เมื่อไม่ได้ตามที่้า พวกเ้า ก็มาทำร้ายพวกข้าหากถูกใจสตรีนางใดก็ฉุดคร่าข่มขืน บุตรสาวเพียงคนเดียวของข้าต้องมีสติฟั่นเฟือนเพราะพวกเ้าข่มเหงนาง ข้ามิอาจทนได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อข้าพ่ายแพ้ต่อพวกเ้าข้าก็มิอาจกลับไปมองหน้าชาวบ้านในชนเผ่าของข้าอีกต่อไป”
“ช่วยพาพวกข้าไปที่ชนเผ่าของท่านได้หรือไม่?...ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายคนของท่านแต่ ข้าจะขอสืบเื่ราวความชั่วร้ายของเ้าเมืองชั่วนั่นด้วยตัวของข้าเอง แล้วถ้าข้าได้หลักฐานเพียงพอแล้วข้าจะแก้แค้นให้ท่านเอง เ้าเมืองชั่วนั่นหนีข้าศึกหัวหดไปอยู่ในวัง ข้านึกแคลงใจไว้ได้สักพักแล้วว่าต้องมีอะไรบางอย่าง มันก็เป็จริงดังที่คาดการณ์ไว้เช่นนั้น”
“ข้าจะเชื่อพวกเ้าได้เยี่ยงไร?...พวกเ้าแค่หลอกล่อหวังเพื่อจะบุกไปสังหารคนในชนเผ่าของข้าไม่มีทาง”
“สมุดบันทึกของเ้าเมืองนั่นอยู่กับท่านใช่หรือไม่?มันจะเป็หลักฐานชิ้นสำคัญว่าเ้าเมืองนั่นทำชั่วอะไรไว้บ้าง”
“ท่านหัวหน้าเผ่าเชื่อเถอะบุรุษที่กำลังพูดคุยอยู่กับท่านนั้นคือ องค์รัชทายาท ฟางจิง แห่งแคว้นฉู่”
หัวหน้าเผ่าใรีบหมอบลงกราบองค์รัชทายาท ฟางจิง โดยเร็วและเชื่อสนิทใจว่าพระองค์จะสามารถแก้แค้นให้เขาได้และคืนความยุติธรรมให้กับชนเผ่าของเขา
“กระหม่อมสมควรตายพะยะค่ะแต่ความโกรธมันบังตาจนไม่รู้ว่าพระองค์จะเสด็จมาเองหากพระองค์รับปากว่าเมื่อได้สมุดบันทึกนั่น จากกระหม่อมแล้วพระองค์จะช่วยแก้แค้นให้กับพวกเรา กระหม่อมจะยอมพาพระองค์ไปยังชนเผ่าของกระหม่อมด้วยกันพะยะค่ะ”
ทหารที่เหลือทั้งกองทัพได้ล่วงหน้าเดินทางกลับไปยังพระราชวังและเพื่อรายงานกับองค์ฮ่องเต้ถึงเื่ชัยชนะในการรบครั้งนี้ มีเพียงองครักษ์ทั้งสามและองค์รัชทายาทเท่านั้นที่เดินทางตามหัวหน้าเผ่าไปยังหมู่บ้านของเขาที่ตั้งอยู่บนยอดูเาสูงชันการเดินทางแสนจะลำบากยากเข็ญทุรกันดาร ใช้เวลาเดินทางหลายวันจนกระทั่ง
“ถึงแล้วพะยะค่ะพวกท่านนำหน้าไปก่อนข้าจะเก็บดอกไม้พวกนี้ไปให้บุตรสาวของข้า”
บนยอดูเาสูงชัน มีพื้นที่ว่างเปล่าที่กว้างใหญ่ สายลมที่เย็นะเืพัดผ่านปะทะกับเรือนกายทำให้รู้สึกหนาวสะท้าน ชาวบ้านที่เหลืออยู่ภายในหมู่บ้านที่มีเพียงเด็กและสตรี เห็นทหารของทางการมา ก็รู้ได้ทันทีว่าญาติพี่น้องที่ออกไปรบคงตายกันหมดแล้ว ทั้งหมดหยิบจับอาวุธคนละอย่างที่พอจะหาได้ทั้งไม้จอบเสียมและมีดที่ทำครัว เข้ามาล้อมองครักษ์ ทั้งสามและองค์รัชทายาทไว้
“ฆ่ามันอย่าให้มันรอดไปได้…!...”