บทที่ 30 การสังหารล้างเมือง
"อืม! เมื่อก่อนเคยเกิดเหตุการณ์สังเวยเมืองขึ้นครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นเ้าสำนักนิกายมารอาศัยพลังงานที่ได้จากการสังเวย ทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์"
ฉินเทียนแสดงสีหน้าขยะแขยง ไม่นึกเลยว่าจะมีวิชาที่ชั่วร้ายเช่นนี้
"ไปกันเถอะ พวกเราไปดูเสียหน่อย!" พูดจบเขาก็จูงมือิอีเหลียนรีบมุ่งหน้าไปยังเมืองฉงิอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางิอีเหลียนเอ่ยถามว่า "ท่านอาจารย์ไม่ต้องเรียกคนมาช่วยหรือเ้าคะ? มีความเป็ไปได้ว่าเขาอาจจะทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ขั้นสองแล้ว"
"ไม่เป็ไร!"
ฉินเทียนตอบกลับด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ิอีเหลียนจึงเบาใจลงได้
เมื่อมาถึงนอกเมืองฉงิ ฉินเทียนมองเห็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่หลายสิบล้านคนถูกหมอกสีดำปกคลุมไว้จนทั่ว นี่ต้องเป็การวางแผนมาอย่างยาวนาน และเป็งานใหญ่ชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
ภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย และมีเสียงโหยหวนดังระงมไปทั่ว
ฉินเทียนโกรธจัด เพราะนี่คือสถานที่ที่เขาเคยอยู่ตอนเด็ก ย่อมต้องมีความผูกพันอยู่บ้าง แต่ยามนี้เมืองแห่งนี้กลับกลายเป็นรกบนดินในชั่วข้ามคืน คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตคงมีถึงหลายล้านคน
เขาจึงชักกระบี่เซิงสื่อออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว แล้วแทงออกไปอย่างแรงหนึ่งครั้ง
ฉัวะ!
ค่ายกลแตกกระจายออกทันที
ฉินเทียนมองเห็นสถานการณ์ภายในได้อย่างชัดเจน มีคนในชุดคลุมสีดำคนหนึ่งกำลังดูดซับกลิ่นอายแห่งความตายอยู่ที่ใจกลางเมือง
ด้านล่างคือคนในชุดคลุมสีดำอีกหลายร้อยคน และซากศพที่แห้งเหี่ยวจำนวนนับไม่ถ้วน
หลังจากค่ายกลถูกทำลาย ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้เห็นแสงแห่งความหวังอีกครั้ง พวกเขามองไปยังฉินเทียนและิอีเหลียน จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นว่า "องค์หญิง องค์หญิงพาคนมาช่วยพวกเราแล้ว!"
ทว่า เย่หาน... เ้าสำนักนิกายมารที่อยู่กลางอากาศกลับมีสีหน้ามืดมน เขาวางแผนมาหลายสิบปี ตอนนี้ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ขั้นสองได้แล้ว แต่กลับถูกขัดจังหวะเสียได้
"เ้าเป็ใคร?!" เย่หานคำรามอย่างบ้าคลั่ง
"คนที่มาฆ่าเ้า" ฉินเทียนตอบกลับอย่างเ็า
สิ้นคำพูดนั้น กระบี่เซิงสื่อก็พุ่งทะยานเข้าใส่หน้าผากของเย่หานอย่างรวดเร็ว เย่หานััได้ถึงภัยคุกคามแห่งความตาย เขา้าจะหลบแต่กลับถูกมุ่งเป้าไว้แล้ว
"ไม่..." เพิ่งพูดได้คำเดียว กระบี่เซิงสื่อก็ทะลวงผ่านหน้าผากของเขาไปแล้ว
กระบี่เซิงสื่อบินออกไป สังหารคนในชุดคลุมสีดำที่อยู่ด้านล่างต่อทันที เพียงสามลมหายใจ คนในชุดคลุมสีดำทั้งหมดก็ถูกสังหารจนสิ้น
ยามนี้ผู้รอดชีวิตจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้ คิดว่าฝันร้ายได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เมื่อพวกเขามองเห็นซากศพเต็มเมือง สีหน้าก็กลับกลายเป็เศร้าหมอง
ิอีเหลียนก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า "ความโชคร้ายในครั้งนี้ พวกเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ในเมื่อพวกเรายังมีชีวิตรอด ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป
ข้าจะสืบทอดบัลลังก์ และข้ารับรองว่า ภายใต้การนำของข้า จะไม่มีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะอาณาจักรฉงิต่อจากนี้ จะได้รับการดูแลจากท่านอาจารย์ของข้า"
พูดจบ นางก็รีบมองไปยังฉินเทียนด้วยความหวังว่าเขาจะพยักหน้าตกลง
ฉินเทียนรู้ว่านี่คือการทำเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ราษฎร และเขาก็ยินดีที่จะปกป้องเมืองฉงิ เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็ยังมีบ้านของเขาอยู่
ดังนั้นฉินเทียนจึงมองลงไปยังเบื้องหน้าและกล่าวเสียงดังว่า "ต่อจากนี้ อาณาจักรฉงิ ข้าจะดูแลเอง!"
ทันใดนั้น เบื้องล่างก็เกิดเสียงโห่ร้องยินดี และคุกเข่าคำนับพร้อมกัน!
"คำนับท่านอาจารย์จักรพรรดิ!"
"คำนับจักรพรรดินีเหลียน!"
ต่อจากนี้มีผู้แข็งแกร่งอย่างฉินเทียนที่สามารถสังหารเ้าสำนักนิกายมารได้ในพริบตามาคอยดูแลพวกเขา จะยังมีอะไรน่ากลัวอีก
หลังจากนั้นฉินเทียนได้สำรวจเมืองรอบ ๆ และสังหารเผ่ามารที่พบเจอทั้งหมดจนสิ้น เมื่อสังหารเสร็จเขาก็กลับไปยังยอดเขาฉางเจี้ยน ส่วนิอีเหลียนนำผู้คนไปฟื้นฟูบ้านเมือง
อันเมี่ยวหลิงยังคงพยายามทำให้ตนเองเข้าถึงสภาวะ เพื่อบรรลุความสมบูรณ์
ในขณะที่ไป๋เสี่ยวหรูกำลังฝึกหายใจอยู่บนยอดเขา ฝึกฝนเคล็ดราชันย์จิ้งจอก์
ตอนนี้พลังต่อสู้ของนางไม่ด้อยไปกว่าระดับปราชญ์เลยแม้แต่น้อย นางฝึกฝนวิถีอสูร ซึ่งเป็วิถีที่เคยเดินมาก่อน ดังนั้นจึงไม่พบกับคอขวดในการฝึกฝน
ฉินเทียนเดินเข้าไปนั่งลงข้างกายนาง ไป๋เสี่ยวหรูเห็นฉินเทียนมาจึงหยุดการฝึกฝน
"ช่วยเล่าเื่ราวของเ้าให้ละเอียดหน่อยได้ไหม?" ฉินเทียนถามด้วยความอยากรู้
สีหน้าของไป๋เสี่ยวหรูพลันดูแย่ลงทันที นางกลัวว่าหากฉินเทียนรู้ความจริงแล้วจะหวาดกลัวและทิ้งนางไป เพราะขุมกำลังที่้าสังหารนางนั้นแข็งแกร่งเกินไป และไม่ได้มีเพียงขุมกำลังเดียว มิเช่นนั้น ชิงชิวซึ่งเป็หนึ่งในสามเผ่าอสูรผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมไม่มีทางปกป้องนางไว้ไม่ได้
ดังนั้นตอนนี้นางจึงมีความรู้สึกกังวล กลัวว่าจะสูญเสียเขาไป นางไม่อยากเป็สัตว์เลี้ยงของฉินเทียน แต่ก็ไม่อยากจากฉินเทียนไป ยามที่ได้อยู่กับฉินเทียน นางรู้สึกมีความสุขและรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง
ฉินเทียนมองออกถึงความกังวลของนาง จึงลูบหัวไป๋เสี่ยวหรูแล้วกล่าวว่า "ไม่ว่าศัตรูของเ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด ข้าจะปกป้องเ้าเอง
ความจริงสถานการณ์ของเมี่ยวหลิงก็น่าจะคล้ายกับเ้า นางเองก็มีศัตรูที่แข็งแกร่งมากมายในจงโจว ดังนั้น มีเพิ่มอีกสักสองสามคนก็ไม่เห็นจะเป็อะไร"
ไป๋เสี่ยวหรูพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกลายร่างเป็มนุษย์แล้วนั่งลงข้างกายฉินเทียน "เดิมทีข้าเป็องค์หญิงแห่งชิงชิว..."
หลังจากที่ไป๋เสี่ยวหรูเล่าเื่ราวของตนเองจบ ฉินเทียนก็มองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นึกไม่ถึงเลยว่า ความงามของคนเพียงคนเดียวจะนำไปสู่การล่มสลายของสองจักรวรรดิที่แข็งแกร่งได้
นั่นคือมหาจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิที่มีประชากรนับหมื่นล้านคนเชียวนะ แต่รูปโฉมและดวงตาของไป๋เสี่ยวหรูนั้น ช่างทำให้ผู้คนลุ่มหลงได้จริง ๆ
ฉินเทียนลูบหัวไป๋เสี่ยวหรูแล้วกล่าวว่า "ต่อจากนี้เ้าก็อยู่ข้างกายข้านี่แหละ อย่าออกไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกเลย"
ไป๋เสี่ยวหรูสะบัดหัวแล้วทำท่าแง่งอนว่า "ท่านนั่นแหละที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น"
...
จงโจว จักรวรรดิเสินหลาน
นี่คือขุมกำลังที่อยู่ใกล้กับตงโจว มีการสืบทอดมายาวนานกว่าหนึ่งแสนปี ผู้แข็งแกร่งในจักรวรรดิมีมากมายราวกับเมฆ และยังมีระดับจักรพรรดิคอยดูแล
ในขณะนี้ ณ หอดูดาวของจักรวรรดิเสินหลาน ผู้เฒ่าคนหนึ่งพลันลืมตาขึ้น แววตาของเขาคมกริบ ทะลุผ่านดินแดนมากมาย สุดท้ายสายตาก็หยุดลงทีู่เาเหลี่ยงเจี้ย ซึ่งอยู่ระหว่างตงโจวและจงโจว
มีไอสีม่วงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาหลับตาลงเพื่อเริ่มคำนวณ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง และส่งกระแสจิตว่า 'ไอม่วงมาทางทิศตะวันออก ทีู่เาเหลี่ยงเจี้ย ชายแดนจงโจว มีดินแดนลับของผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุดปรากฏขึ้น
พื้นที่ดินแดนลับรองรับได้เฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรที่ต่ำกว่าระดับปราชญ์ ดังนั้นอัจฉริยะระดับกึ่งปราชญ์ของจักรวรรดิเสินหลานสามารถเดินทางไปชิงสมบัติได้ตามอัธยาศัย'
หุบเขาเจี้ยนเสิน!
จักรพรรดิกระบี่จิงอวิ๋นที่กำลังหลอมกระบี่อยู่พลันหยุดมือลง และมองไปยังทิศทางของูเาเหลี่ยงเจี้ย
ประมาณสิบลมหายใจ เสียงที่ทรงพลังและเด็ดขาดก็ดังไปทั่วหุบเขาเจี้ยนเสิน "ดินแดนลับระดับจักรพรรดิปรากฏขึ้น ศิษย์ระดับกึ่งปราชญ์ของหุบเขาเจี้ยนเสินทุกคนสามารถเดินทางไปยังูเาเหลี่ยงเจี้ยได้"
ที่จักรวรรดิฮ่าวเทียน จักรพรรดินีปิงเสวียนก็เริ่มส่งกระแสจิตเช่นกัน
ในเวลาอันสั้น ขุมกำลังเกือบทั้งหมดในจงโจวที่อยู่ใกล้กับูเาเหลี่ยงเจี้ย ต่างส่งศิษย์ออกจากเขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังูเาเหลี่ยงเจี้ย
ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อชิงสมบัติ แต่ยังเป็การฝึกฝนสำหรับคนรุ่นเยาว์ด้วย
...
ณ ยอดเขาฉางเจี้ยน
ฉินเทียนที่กำลังพักผ่อนได้รับภารกิจจากระบบ
[ูเาเหลี่ยงเจี้ยปรากฏดินแดนลับระดับจักรพรรดิ ผู้ที่มีระดับกึ่งปราชญ์และระดับต่ำกว่าสามารถเข้าไปได้ โฮสต์สามารถให้ลูกศิษย์อันเมี่ยวหลิงไปฝึกฝน โดยจะได้รับรางวัลตามระดับการประเมินการฝึกฝนของลูกศิษย์]
หลังจากได้รับภารกิจ ฉินเทียนก็ลุกขึ้นและเดินไปหาอันเมี่ยวหลิงทันที
ตอนนี้เจตจำนงกระบี่ของอันเมี่ยวหลิงผ่านการฝึกฝนแบบสวมบทบาทมาเป็เวลานาน จนเกือบจะบรรลุความสมบูรณ์แบบแล้ว
ขอเพียงขัดเกลาอีกเล็กน้อย ก็จะสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
อันเมี่ยวหลิงเห็นฉินเทียนมาจึงเก็บกระบี่และกล่าวอย่างดีใจว่า "เจตจำนงกระบี่ของข้าเกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยชี้แนะ"
ฉินเทียนช่วยจัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของอันเมี่ยวหลิงแล้วกล่าวว่า "กับอาจารย์ไม่ต้องเกรงใจหรอก ทีู่เาเหลี่ยงเจี้ยมีคลังสมบัติระดับจักรพรรดิปรากฏขึ้น แต่มีเพียงผู้ที่มีระดับกึ่งปราชญ์และต่ำกว่าเท่านั้นที่เข้าไปได้
ดังนั้น อาจารย์จึงอยากให้เ้าไปที่นั่น ถือเสียว่าเป็การขัดเกลาวิถีกระบี่ของตนเอง เพื่อที่จะได้ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น"
ดินแดนลับระดับจักรพรรดิที่มีการจำกัดระดับพลัง? อันเมี่ยวหลิงได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็ประกาย
ดินแดนลับประเภทนี้นางเคยได้ยินมาบ้าง เป็ดินแดนลับที่ผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุดทิ้งไว้ก่อนตาย เพื่อค้นหาผู้สืบทอดของตน จึงมีการจำกัดระดับของผู้ที่เข้าไป โดยทั่วไปจะอยู่ในมิติแยกต่างหาก
ในดินแดนลับประเภทนี้ นอกจากจะมีวิชาและทักษะการต่อสู้สืบทอดแล้ว ยังมีสมุนไพริญญาระดับจักรพรรดิ หรือแม้แต่อาวุธระดับจักรพรรดิก็อาจจะมี เพียงแต่โอกาสนั้นค่อนข้างน้อย
คลังสมบัติแบบนี้ในชาติที่แล้วนางอยากไปก็ไปไม่ได้ นึกไม่ถึงว่าชาตินี้จะมีโอกาส
"ข้าจะไปเ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
ฉินเทียนนำยาลูกกลอนบางส่วนส่งให้อันเมี่ยวหลิง จากนั้นก็สวมกอดนางครั้งหนึ่งแล้วกล่าวว่า "หากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด ให้ใช้ป้ายคำสั่งมิติเวลาทันที"
อันเมี่ยวหลิงบอกลาฉินเทียนและออกเดินทางโดยไม่รีรอ
...
ณ ูเาเหลี่ยงเจี้ย
ตรงทางเข้าคลังสมบัติมีอัจฉริยะจากหลายขุมกำลังมารวมตัวกัน และกำลังสนทนากันอยู่
ในขณะนั้นเอง เจียวหลงสามตัวได้ลากเกี้ยวที่หรูหราบินมา ด้านข้างยังมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเหยียบกระบี่บินเคียงคู่มากับเกี้ยวด้วย กระบี่ของเด็กหนุ่มผู้นี้ดูปราดเปรียวก็รู้ว่าไม่ธรรมดา เป็กระบี่ระดับกึ่งจักรพรรดิเล่มหนึ่ง
พวกเขาคือหลานเฟิง องค์ชายแห่งจักรวรรดิเสินหลาน และเจี้ยนเป่ยเฉินแห่งหุบเขาเจี้ยนเสิน
การมาถึงของทั้งสองดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนทันที
"ได้ยินว่าทั้งสองท่านนี้เป็อัจฉริยะระดับกึ่งปราชญ์ขั้นสาม และยังมีผลงานการต่อสู้ที่สามารถต้านทานระดับปราชญ์ได้โดยไม่พ่ายแพ้อีกด้วย"
"ใช่แล้ว พวกเขาได้รับการสั่งสอนโดยตรงจากมหาจักรพรรดิ ระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุด พวกเราเทียบไม่ได้เลย"
เมื่อทั้งสองมาถึงทางเข้าดินแดนลับ ก็เริ่มประเมินอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เพราะในบรรดาคนที่มาตอนนี้ ทั้งสองคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด จึงมีความตึงเครียดต่อกัน และสุดท้ายถึงขั้นมีความคิดที่จะประลองฝีมือ
ในขณะที่พวกเขากำลังตั้งใจจะประลองกันนั้น หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวคนหนึ่งก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา