การผ่าตัดนั้นดำเนินไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็เสร็จสิ้นลง หนานกงอี้เอ๋อร์เช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตัวเองแล้วหมุนคอไปมาด้วยความเมื่อยล้า นางนั่งลงพลางยืดแข้งยืดขา ร่างกายรู้สึกเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไป สีท้องฟ้ายามราตรีบอกนางว่าตอนนี้น่าจะถึงยามโฉ่ว[1] แล้ว หนานกงอี้เอ๋อร์มองไปรอบๆ ห้องที่รกรุงรังอีกครั้ง รู้สึกว่าไม่มีแรงแม้แต่จะทำความสะอาดแล้ว นำเศษผ้าเปื้อนเืที่กองอยู่บนพื้นไปวางอีกด้านหนึ่ง จากนั้นก็ยกอ่างที่มีเืปะปนอยู่ไปเททิ้ง
เมื่อเปิดประตูออกมาก็พบเสี่ยวตงที่กำลังนอนพิงประตูหลับอยู่ ราวกับว่าได้ยินเสียงบางอย่าง เสี่ยวตงสะดุ้งใตื่นขึ้นมา ครั้นเห็นว่าที่แท้แล้วคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็คือคุณหนูนางถึงค่อยวางใจ รีบรุดขึ้นไปรับอ่างในมือของคุณหนูมาถือไว้เองพร้อมกล่าวว่า “คุณหนู เดี๋ยวข้าจัดการเองเ้าค่ะ ท่านรีบไปพักที่ห้องเสี่ยวตงเถิดเ้าค่ะ”
หนานกงอี้เอ๋อร์กล่าวว่า “ข้ายังออกจากห้องนี้ไม่ได้ หากจู่ๆ เขาเป็ไข้ขึ้นมากลางดึกแล้วข้าไม่ได้อยู่ดูแลเขา สิ่งที่ทำมาทั้งหมดคงเสียเปล่า ในเมื่อช่วยคนแล้วก็ต้องช่วยอย่างถึงที่สุด ส่วนเ้าเทเืในอ่างนี้เสร็จแล้วก็รีบไปพักผ่อนเถิด ไม่ต้องกังวล ชายคนนั้นแม้แต่ขยับตัวยังไม่ได้ ไม่มีทางทำอะไรคุณหนูของเ้าได้หรอก”
เสี่ยวตงเมื่อได้ฟัง ก็รู้สึกว่าที่คุณหนูกล่าวมานั้นมีเหตุผล และตอนนี้นางก็ง่วงมากจริงๆ จึงยอมออกไปจากห้องแต่โดยดี
หนานกงอี้เอ๋อร์กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง นำเศษผ้าเปื้อนเืเ่าั้ไปโยนลงในเตาถ่านที่อยู่ด้านนอกประตู ตั้งใจว่าพรุ่งนี้ค่อยจุดไฟเผา หลังจากนั้นกลับเข้าห้องปิดประตู หนานกงอี้เอ๋อร์รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน นางเป่าเทียนจนดับไป เหลือไว้เพียงตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะ เสื้อผ้าอะไรก็คร้านที่จะเปลี่ยน หน้าก็ี้เีที่จะล้าง สิ่งที่ทำมีเพียงนั่งลงบนเก้าอี้
เพราะเพิ่งผ่านพ้นการผ่าตัดช่วยชีวิตครั้งใหญ่มา ตอนนี้นางจึงรู้สึกผ่อนคลายเป็อย่างมาก ความเหนื่อยล้ากำลังลดทอนแรงกำลังของหนานกงอี้เอ๋อร์ ในเวลาไม่นานนางก็เผลอฟุบหลับไปกับโต๊ะโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ใกล้ถึงยามสอง[2] นิ้วมือของชายบนเตียงผู้นั้นขยับไหวเล็กน้อย ผ่านไปสักพัก สายตาคมกริบก็เปิดออกมาอย่างฉับพลัน พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ภายในห้องของสตรี จึงลุกขึ้นมาโดยทันที ไม่ทันคิดว่าจะกระเทือนถึงาแ เมื่อมองเห็นผ้าพันแผลที่พันอยู่บนกายก็ดูเหมือนจะจำได้ว่าเขาเข้าไปหมดสติอยู่ที่ป่าไผ่แห่งนั้น มันเ็ปจนทำให้เขาหายใจไม่ออก
ชายหนุ่มรีบเรียกสติของตนให้กลับคืนมา เขากัดฟันยืนขึ้น จึงพบว่าไม่ไกลจากตรงนี้มีชายคนหนึ่ง นึกสงสัยว่าเขาอาจเป็ผู้ที่ช่วยตนไว้ แต่ร่างกายนั้นดูผอมบางไปหน่อย ท่าทางคล้ายกับว่ากำลังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ เพียงแต่ว่า...เหตุใดเขาถึงนอนโดยไม่ดับตะเกียงล่ะ ชายผู้นี้ได้แต่คิดในใจ
ยังไม่ทันได้สังเกตชายผู้นั้นอย่างละเอียด ทันใดนั้นเอง ก็มีเงาดำสองเงาพาดผ่านเข้ามายังเรือนเล็กกลางป่าไผ่ที่เขาพำนักอยู่ ชายหนุ่มรู้สึกระแวดระวังขึ้นมาทันที รีบดับตะเกียง ทว่า...ยังไม่ทันได้ซ่อนตัว เงาดำสองเงานั้นก็ได้กระโจนเข้ามาข้างในจากทางหน้าต่าง เมื่อพวกนั้นเห็นเขา ก็คุกเข่าลงตรงหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันในทันที
ชายผู้นี้ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อครู่คิดว่าคนที่มาคือศัตรู ไม่คิดว่าเป็คนของตนเอง เขาไม่ได้สนใจสองคนนั้นในตอนนี้ กลับก้าวเท้าอย่างลำบากไปที่ด้านหน้าเตียงเพื่อหยิบผ้าห่มผืนบางขึ้นมา แล้วเดินไปหาชายร่างผอมบางผู้นั้นอีกครั้งเพื่อห่มผ้าให้เขา
จากนั้นจึงหันกายมากล่าวกับสองคนนั้นด้วยน้ำเสียงอันเบาว่า “ไม่ควรอยู่ที่นี่กันนาน” ชายในชุดดำสองคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นรับคำสั่งทันที ในชั่วพริบตาทั้งสามคนก็หายไปจากห้อง
เมื่อดวงอาทิตย์ส่องสว่างในเช้าวันรุ่งขึ้น หนานกงอี้เอ๋อร์ตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีผ้าห่มผืนบางคลุมหลังของนางอยู่ สมองนึกถึงชายเมื่อคืนก็ใจนลุกขึ้นมา นางนอนหลับลึกจนลืมตรวจดูตอนกลางดึกว่าชายผู้นั้นจะติดเชื้อจนเป็ไข้หรือไม่ เมื่อเดินไปดูที่หน้าเตียงก็พบว่าบนเตียงนั้นว่างเปล่า
หนานกงอี้เอ๋อร์คิดว่า ‘หรือว่าไปั้แ่เมื่อคืนแล้ว แต่ว่าได้รับาเ็หนักขนาดนั้นจะไปอย่างไรล่ะ คงมีคนรับ่ต่อสินะ ตอนเห็นชายคนนั้นครั้งแรกก็รู้แล้วว่าสถานะของเขาไม่ใช่ธรรมดา ก็ดีเหมือนกัน หากใครเจอว่านางซ่อนผู้ชายไว้ในห้อง คาดว่าแผนการกลับไปยุคปัจจุบันของนางคงล้มเหลว เื่ยิ่งน้อยก็ยิ่งดี’
หนานกงอี้เอ๋อร์นึกถึงผ้าห่มผืนบางที่ห่มนางไว้เมื่อครู่นี้ คงจะเป็ชายผู้นั้นห่มไว้สินะ ถือว่าเขายังมีคุณธรรมอยู่บ้าง ยังคิดได้ว่าต้องห่มผ้าให้นางซึ่งเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ถือเสียว่าไม่ติดค้างอะไรกันแล้ว เพียงแต่...จะดีกว่านี้ถ้าให้ตั๋วเงินปึกใหญ่กับนาง นางคงจะมีความสุขมาก
ทันใดนั้นเอง หนานกงอี้เอ๋อร์ก็ได้กลิ่นแปลกๆ จึงนึกได้ว่าเมื่อคืนตนยังไม่ได้ล้างหน้าอาบน้ำ นางรีบเรียกเสี่ยวตงมาช่วยเตรียมอาบน้ำ ทว่า..สิ่งสำคัญที่สุดคือนางจะต้องฟื้นคืนใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มนั้นก่อน
ในเวลานี้ หอคณิกาที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเอ้าอวี่---หอจุ้ยเซียง ด้านหลังส่วนที่ลึกลับที่สุดกลับเงียบสงัด
ชายสองคนในชุดสีดำสนิทท่าทางขรึมชายืนอยู่หน้าประตูห้อง ภายในห้องมีร่างชายคนหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง เมื่อมองไปจะพบว่าชายคนนี้คือคนเดียวกับที่หนานกงอี้เอ๋อร์ช่วยชีวิตไว้เมื่อคืนนี้ ข้างเตียงมีชายในชุดสีขาวสะอาดนั่งอยู่และกำลังจับชีพจรให้เขา ด้านข้างคือหญิงงามกับชายชุดเทาที่กำลังจ้องไปยังชายที่นั่งอยู่ด้วยสายตาเป็กังวลเพื่อรอให้เขาแจ้งผลการตรวจ
หลังจากผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ชายชุดขาวก็ชักมือกลับมาพร้อมกล่าวว่า “คุณชายรอง อาการไม่ได้ร้ายแรงแล้ว าแถูกห้ามเืไว้ได้ทัน เพียงแต่ตอนนี้เืลมยังไม่ฟื้น ต้องพักรักษาเป็เวลาหนึ่งเดือนถึงจะหาย”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทั้งหญิงงามและชายข้างกายก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันด้วยความโล่งอก
ชายชุดขาวกล่าวต่อไปว่า “ข้าก็คิดว่าจะเจ็บหนัก ถึงกับทำให้พวกเ้าไปลากข้าออกมาจากที่นอนแต่เช้าตรู่ ทำเอาข้าตอนนี้ยังหาวไม่หยุด” พูดจบก็หาวขึ้นมาอีก
สองคนด้านข้างที่ได้ฟังเขาบ่นก็ทำได้เพียงยิ้มบางๆ ตอนที่พวกเขาพบคุณชายรองเมื่อยามสาม[3] ของเมื่อคืนนั้น ร่างกายของรองโลหิตโซมกาย พวกเขาไม่เข้าใจวิชาแพทย์ เวลานั้นจึงทั้งกลัวทั้งกังวล องครักษ์เงาทั้งหมดทำได้เพียงเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ ใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม จนในที่สุดเมื่อถึงยามห้า[4] ก็สามารถพาชายชุดขาวคนนี้มารักษาคุณชายรองได้
ชายชุดขาวดูบริเวณที่คุณชายรองพันแผลไว้ ยังมีเืซึมออกมามาก แสดงว่าเมื่อคืนนี้คงขยับเขยื้อนจนแผลฉีกขาด เวลานี้จึงสลบไสลไปอย่างไม่ได้สติ เขากล่าวขึ้นว่า “ตอนนี้ข้าจะช่วยพันแผลให้คุณชายรองใหม่ พวกเ้าช่วยข้าพยุงเขาขึ้นมาที”
ชายชุดเทาตรงเข้าไปช่วยทันที หลังจากนั้นผ้าพันแผลที่อยู่บนตัวคุณชายรองก็ถูกแกะออก ชายชุดขาวจึงพบว่าสมุนไพรบนตัวคุณชายรองมีเพียงยาห้ามเืทั่วไป ใครกันนะมีความสามารถถึงขนาดใช้แค่ยาห้ามเืเพียงขนานเดียวรักษาแผล อีกทั้งชีพจรของคุณชายรองก็แสดงให้เห็นว่าได้รับาเ็หนักมาก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/59dde8270fb69cad137491bc0e18e922
[1] ยามโฉ่ว คือ ่เวลา 01.00 น. ถึง 02.59 น.
[2] ยามสอง คือ่เวลา 21.00 น. ถึง 23.00 น.
[3] ยามสาม คือ่เวลา 23.00 น. ถึง 01.00 น.
[4] ยามห้า คือ่เวลา 03.00 น. ถึง 05.00 น.