บทที่ 19 ฝ่าา กระหม่อมไม่อาจปกป้องพวกเขาได้เลย
ถังซูอี๋กำลังคิดว่าเซียวชิงอวี่คือผู้ใด ที่แท้ก็เป็คุณหนูสี่แห่งตระกูลรองนี่เอง ไม่รู้ว่าเหตุใดกัน สาวน้อยผู้นี้ถึงได้ชอบมีเื่กับเซียวอวี้จูอยู่ร่ำไป
ในชาติก่อน ถังซูอี๋ไม่เคยแต่งงานและไม่เคยมีลูก นางจึงไม่รู้ว่าควรจะอบรมเด็กอายุแปดขวบอย่างไร ทว่าเมื่อเด็กประสบปัญหา การวิเคราะห์ความถูกต้องและบอกกล่าวถึงวิธีการแก้ให้พวกเขาฟังก็น่าจะเป็สิ่งที่ถูกต้องเสมอใช่หรือไม่?
ยิ่งไปกว่านั้น ในชาติก่อนนางมักจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กบนอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อย ๆ ซึ่งบอกว่าต้องใช้ความอดทนเป็อย่างมาก เช่นนั้น ถังซูอี๋จึงกล่าวกับเซียวอวี้จูด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ใช่ว่าทุกความหวังดีที่ทำพลาดไป จะต้องได้รับการให้อภัยอยู่เสมอ บางคนปากบอกว่าหวังดี แต่จริง ๆ แล้วร้ายกาจ คนแบบนี้ไม่ควรให้อภัย และยังต้องเอาคืนด้วย”
“เซียวชิงอวี่ก็เป็เช่นนั้น นางตั้งใจทำ” เซียวอวี้จูพองแก้ม “วันนี้นางทำกระโปรงข้าเปื้อน บอกว่ากลัวข้าล้มเลยจับข้าไว้ แต่แล้วก็ทำกระโปรงข้าเปื้อนโดยไม่ตั้งใจ ข้าเห็นกับตา ข้าเห็นว่านางตั้งใจทำ”
“แล้วเ้าทำเช่นไรเล่า?” ถังซูอี๋ถาม
“ข้าสาดหมึกใส่นางเต็มตัวเลย” เซียวอวี้จูยังคงส่งเสียงฮึดฮัด จากนั้นนางก็แอบมองถังซูอี๋อย่างระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าจะโดนดุ ผู้คนในสำนักศึกษาต่างกล่าวว่าการที่นางสาดหมึกใส่เซียวชิงอวี่นั้นไม่ถูก
ถังซูอี๋เลิกคิ้ว กล่าวได้เลยว่าเป็เื่ที่เด็กดื้อเท่านั้นจะทำได้ นางหยิบเสื้อผ้าให้เซียวอวี้จูเปลี่ยน พลางกล่าวสั่งสอน
“ถูกกลั่นแกล้งแล้วตอบโต้กลับถือเป็เื่ธรรมดา นางตั้งใจทำเสื้อผ้าเ้าเปื้อน เ้าสาดหมึกใส่นางก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว แต่ในคราวเดียวกัน เ้าควรชี้ให้เห็นว่านางตั้งใจทำ นางแอบมีเจตนาไม่ดี และเตือนนางด้วยว่า หากมีคราวต่อไปก็คงไม่ใช่แค่สาดหมึกแล้วจบแบบง่าย ๆ แล้ว”
“เช่นนั้นผู้อื่นจะไม่กล่าวหาว่าข้าไม่ดีแล้วใช่หรือไม่?” น้ำเสียงของเซียวอวี้จูเต็มไปด้วยความน้อยใจ เซียวชิงอวี่เองก็ทำเสื้อผ้านางเปื้อนเช่นนั้น ทว่าคนในสำนักศึกษากลับกล่าวหาว่านางผิด
“เ้าใส่ใจมากหรือว่าผู้อื่นจะกล่าวถึงเ้าเช่นไร?” ถังซูอี๋ถาม
เซียวอวี้จูขมวดคิ้วคิดสักพัก “ไม่ได้ใส่ใจมากนัก”
“ถูกแล้ว ไม่จำเป็ต้องใส่ใจว่าผู้อื่นจะกล่าวเช่นไร” ถังซูอี๋ใส่เสื้อผ้าให้นางเสร็จแล้ว ก็จูงมือนางเดินออกไป
“การที่เ้าชี้ให้เห็นว่านางเป็ฝ่ายผิดก่อน ไม่ใช่เพื่อให้ผู้อื่นกล่าวว่าเ้าดีหรือกระทำถูก แต่เพื่ออธิบายให้ชัดเจนว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด ตราบใดที่เ้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง เ้าไม่จำเป็ต้องใส่ใจวาจาของผู้อื่น”
เซียวอวี้จูยิ้มกว้าง “ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่ ท่านช่างดีจริง ๆ”
ถังซูอี๋ลูบมือเล็ก ๆ ของนางพลางยิ้ม
แม่ลูกเดินเข้าไปในห้องอาหาร เซียวอวี้เฉินและเซียวอวี้ิมาถึงก่อนหน้าแล้ว ทุกคนนั่งลงทานอาหารด้วยกัน ถังซูอี๋ไม่ได้กล่าวถึงเื่ที่เกิดเมื่อตอนกลางวัน หลังจากทานอาหารเสร็จ แม่ลูกก็เดินไปยังห้องโถงเล็ก ถังซูอี๋สั่งให้สาวใช้และแม่บ้านออกไปทั้งสิ้น ในห้องยามนี้จึงเหลือเพียงแม่ลูกสี่คน
เซียวอวี้เฉินและเซียวอวี้จูนั่งอย่างเรียบร้อย มีเพียงเซียวอวี้ิที่นั่งไขว้ขาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ถังซูอี๋ไม่ได้กล่าวสิ่งใด นางไม่ใช่คนเคร่งครัด และเชื่อว่าไม่จำเป็ต้องเข้มงวดเสมอไปถึงจะดี
“เื่วันนี้ พวกเ้าทั้งสามคนต่างมีความผิด” ถังซูอี๋มองไปยังเซียวอวี้เฉิน “ในฐานะพี่ชายคนโต เ้ารับผิดชอบการสั่งสอนน้องชายน้องสาวหรือไม่?”
ความรู้สึกผิดฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเซียวอวี้เฉิน “ต่อแต่นี้ไปข้าจะสั่งสอนและดูแลพวกเขาเอง”
“อืม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเป็แบบอย่างที่ดี” ถังซูอี๋กล่าว
ตนเองยังมีข้อบกพร่องมากมาย ไม่ควรไปสั่งสอนผู้อื่นเลย
“ขอรับ ท่านแม่” เซียวอวี้เฉินก็รู้ดีว่าระหว่างนี้ตนเองยังไม่มีเวลาดูแลสั่งสอนน้อง ๆ
ถังซูอี๋มองไปยังเซียวอวี้ิอีกครั้ง “เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทำผิด?”
เซียวอวี้ิแสดงสีหน้าไม่แยแส “ข้ารู้ว่าข้าผิด คราวหน้าข้าจะไม่ลูบหัวน้องสาวอีก”
ถังซูอี๋มองสีหน้าที่ไม่แยแสของเขา พลันตระหนักถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา ปีนี้เซียวอวี้ิอายุสิบสี่ปี อยู่ใน่วัยที่กำลังต่อต้าน เด็กวัยนี้มักคิดว่าตนเองเป็ผู้ใหญ่ ย่อมตัดสินใจทุกเื่ได้ด้วยตนเอง และสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบมากที่สุดคือ การถูกพ่อแม่สั่งสอน
ปวดหัวจริงๆ เลย!
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ถังซูอี๋จึงกล่าวต่อ “การแสดงความรักใคร่ระหว่างพี่น้องร่วมมารดานั้นไม่ใช่เื่ที่ผิด โดยเฉพาะในยามที่น้องสาวยังเด็ก และเ้าไม่ควรลงมือผลักนาง หรือแม้แต่จะลงมือตบตีนางอีกในภายหลัง ไม่ว่าเ้าจะโกรธนางมากเพียงใดก็ไม่ควรทำเช่นนั้น”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เซียวอวี้ิตอบอย่างจริงใจ เขารู้ตัวว่าก่อนหน้านี้เขาทำผิดไปแล้วจริง ๆ ทว่าตอนนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจจะผลักน้องสาว เขาเพียงเคยชินกับการต่อสู้กับผู้อื่น เป็การเคลื่อนไหวโดยไม่ทันยั้งคิด ส่วนการจะตบนางในภายหลัง เขา้าเพียงขู่นางเท่านั้นเอง
"รู้ว่าผิดแล้วแก้ไข ถือเป็สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว” ถังซูอี๋ไม่ได้กล่าวสิ่งใดมากไปกว่านั้น นางยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับบุตรชายคนรองที่กำลังเข้าสู่วัยแห่งการต่อต้านนี้อย่างไรดี
“เมื่อครู่ข้าได้บอกเ้าไปแล้ว” ถังซูอี๋หันไปมองเซียวอวี้จู “คนเรานั้นต่างต้องรู้จักตอบแทน ในเมื่อพี่ชายทั้งหลายใจดีกับเ้า เ้าก็ต้องใจดีกับพวกเขาด้วย หากมีของดี ๆ เ้าไม่ควรเก็บไว้ผู้เดียว จำต้องคิดถึงการแบ่งปันด้วย”
เซียวอวี้จูพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
ถังซูอี๋ไม่ได้อบรมพวกเขาอีก นางโบกมือให้พวกเขากลับไปพักผ่อน ทั้งยังบอกว่าพรุ่งนี้ต้องนำตำราตี้จื่อกุยมาให้นางตรวจทาน พร้อมทั้งท่องจำให้นางฟังด้วย เซียวอวี้เฉินและเซียวอวี้ิเดินออกไป ทว่าเซียวอวี้จูกลับโถมเข้ากอดนาง พลางบอกว่าจะขอนอนด้วยกันกับนาง
ถังซูอี๋กอดนางไว้พร้อมรอยยิ้มแล้วตอบตกลง ก่อนจะสั่งให้สาวใช้ไปจัดเตรียมสิ่งของ แม่ลูกเอนกายชิดกัน พลางกระซิบคุยกันเบา ๆ เซียวอวี้จูกล่าวถึงเื่ราวที่สำนักศึกษาเป็ระยะ ๆ ถังซูอี๋รับฟังด้วยรอยยิ้ม โดยไม่ออกความเห็นใดมากนัก
การสั่งสอนด้วยคำสอนที่ยากเกินไปสำหรับเด็กนั้นไม่ค่อยดีนัก
ไม่นานนัก ชุ่ยอวิ๋นก็เดินเข้ามาบอกว่าเตรียมน้ำสำหรับอาบไว้พร้อมแล้ว ถังซูอี๋พาเซียวอวี้จูไปอาบน้ำ จากนั้นทั้งสองก็ขึ้นเตียงพักผ่อน เด็ก ๆ นอนหลับได้ไม่ยาก ผ่านไปไม่นานเซียวอวี้จูก็หลับไปแล้ว
ถังซูอี๋มองใบหน้าเล็ก ๆ ของเซียวอวี้จูขณะหลับ ไม่ว่าอย่างไรก็มีเพียงความน่ารักน่าเอ็นดู นางเพิ่งเข้าใจคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งในชาติก่อนแล้วว่า ในยามที่เด็ก ๆ เงียบสงบก็เป็ดั่งเทพธิดา ทว่าเมื่อซนขึ้นมาก็กลายเป็ปีศาจ
ถังซูอี๋หัวเราะเบา ๆ แล้วนอนหลับไปด้วย
แม้จวนโหวหย่งหนิงจะตกอยู่ในความเงียบสงัด ทว่าค่ำคืนนี้กลับไม่สงบสุขนัก เห็นได้ชัดจากการต่อสู้อย่างดุเดือดในราชสำนักในวันรุ่งขึ้น
ราชวงศ์ต้าเฉียนเข้าเฝ้าทุกสิบวัน และวันนี้ก็เป็วันเข้าเฝ้า บรรดาขุนนางต่างรออยู่ที่ประตูอู่เหมินั้แ่ยามหยิน*[1] ก่อนจะเตรียมตัวเข้าเฝ้าที่พระตำหนักเฉียนชิงในยามเหม่า*[2] เนื่องจากเข้าเฝ้าทุกสิบวัน เื่ที่ขุนนางประสงค์จะกราบทูลจึงมีมากเป็ธรรมดา หลังจากผ่านไปสองชั่วยามทุกอย่างก็เกือบจะเสร็จสิ้น
หลายคนหิวจนหน้าอกแทบจะแนบติดหลัง คิดว่าการเข้าเฝ้าควรจะสิ้นสุดลงได้แล้ว ทว่าในขณะนั้น ‘หลีหยวนจง’ ผูู้ตรวจการราชสำนักได้ก้าวออกมาจากแถว แล้วประณามว่าเหลียงเจี้ยนอันปล่อยให้คนรับใช้บุกรุกบ้านเรือนของชาวบ้านอย่างอุกอาจ เป็พฤติกรรมที่หยิ่งผยอง
ทันทีที่หลีหยวนจงเริ่มกล่าว ขุนนางอีกหลายคนก็ก้าวออกมาจากแถวเพื่อกล่าวโทษเหลียงเจี้ยนอันว่าได้กระทำการข่มเหงบุตรหลานของขุนนางผู้สละชีพเพื่อรับใช้แผ่นดิน ปล่อยให้ทาสในเรือนกระทำความรุนแรง กระทั่งการบังคับแย่งชิงสตรีของผู้อื่น นอกจากนี้ยังมีผู้กล่าวโทษองค์ชายรองว่าทรงปล่อยปละละเลยให้พระญาติฝ่ายมารดากระทำความผิดอีกด้วย
แน่นอนว่ายังมีผู้ที่ปกป้ององค์ชายรองและเหลียงเจี้ยนอัน ทั้งสองฝ่ายต่างโต้เถียงกันไปมาอย่างดุเดือด ชั่วพริบตาท้องพระโรงก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ถังกั๋วกงก็สะบัดชายเสื้อคลุมและคุกเข่าลงกับพื้น พลางะโร้องเรียกฝ่าาด้วยเสียงอันดัง ก่อนจะฟุบหน้าร้องไห้ลงกับพื้นด้วยความเ็ป
ในยามที่ความเงียบปกคลุมท้องพระโรงอย่างฉับพลัน กลับมีเพียงเสียงร่ำไห้อย่างโศกเศร้าของถังกั๋วกงดังอยู่ไม่ขาดสาย การที่ผู้เฒ่าวัยกว่าหกสิบคุกเข่าคร่ำครวญลงกับพื้นนั้น เป็ฉากที่ผู้พบเห็นต่างรู้สึกเ็ปใจอย่างยิ่ง
ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ั แล้วเยื้องย่างไปหยุดลงเบื้องหน้าของถังกั๋วกง ก่อนจะโน้มพระวรกายประคองเขาขึ้นมา “ขุนนางผู้ภักดี หากมีสิ่งใดจะกล่าวก็กล่าวมาเถิด ไม่จำเป็ต้องกระทำเช่นนี้”
ถังกั๋วกงยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น ก่อนจะเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาแล้วกล่าวขึ้น “ฝ่าา กระหม่อมมีบุตรชายห้าคนก่อนจะมีธิดาผู้นี้ นางเป็ดั่งไข่มุกที่กระหม่อมเฝ้าทะนุถนอมมาั้แ่น้อย แม้เพียงยามใดที่นางจาม กระหม่อมก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้
ทว่าธิดาของกระหม่อมกลับมีชะตาที่อาภัพนัก นางสูญเสียสามีั้แ่ยังสาว ต้องเลี้ยงดูบุตรธิดาทั้งสามด้วยความยากลำบาก กระหม่อมนึกถึงคราใดก็เ็ปหัวใจทุกคราว บัดนี้พวกเขาแม่ลูกถูกกลั่นแกล้งถึงเพียงนี้ ฝ่าา กระหม่อมไม่อาจปกป้องพวกเขาได้เลย”
ถังกั๋วกงก้มหน้าลงกับพื้นอีกครั้ง ก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างไม่อับอายผู้ใด
[1] ยามหยิน = เวลา 03:00 - 04:59 นาฬิกา
[2] ยามเหม่า = เวลา 05:00 - 06:59 นาฬิกา