ร่างระหงในชุดสีฟ้าที่ยืนเคียงคู่กันลอบชำเลืองดูชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุด ขุนนางสีน้ำเงินด้านหน้ามีลายปักตราพยัคฆ์
“คนนี้หรือพี่อิงอิง?”
“ใช่บุตรคนโตของอดีตเสนาบดีฝ่ายซ้าย พี่ชายของพระชายาฟ่านซิ่วอิง และพี่เขยของชินอ๋องตอนนี้กำลังเป็ขุนนางหนุ่มที่ได้รับการจับตามองว่าน่าจะขึ้นมาเป็เสนาบดีฝ่ายซ้าย” ท่านหญิงใหญ่จีพยักหน้าเป้าหมายของนางใบหน้าคมคายนัก คิ้วคมหนาของเขาพาดตรง จมูกโด่งเป็สันริมฝีปากบางตรง ดวงตายาวรีดูคล้ายไม่แยแสผู้ใด
“ช่างหล่อเหลาเสียนี่กระไรข้าเคยเห็นชื่อของเขาติดหนึ่งในสิบอันดับบุรุษรูปงามแห่งเมืองหลวงรูปร่างหน้าตาช่างสมคำร่ำลือยิ่งนัก” จีเซียงอี๋ ท่านหญิงผู้น้องยิ้มกว้างออกมานางนึกถึงป้ายจัดอันดับในงานเทศกาลชมดอกไม้เมื่อปีที่แล้ว ่ที่นางยืนอ่านประกาศนั้นก็มีหญิงสาวหลายคนมายืนวิพากษ์วิจารณ์อยู่ใกล้ๆชื่อของคนผู้นี้จึงติดอยู่ในหัว ‘ฟ่านหลี่เจี๋ย คุณชายใหญ่ตระกูลฟ่าน’
“ข้ามิได้สนใจข้อนั้นแต่คุณสมบัติของเขาต่างหากที่จะช่วยปกป้องตระกูลจีของเราได้”
ท่านหญิงเล็กจีหันไปมองหน้าพี่สาวคนกลาง“ท่านคิดจะทำอย่างไรให้เขายอมรับ ข้าได้ยินคนเล่าว่า เขาไม่เคยสนใจสตรีนางใดในเรือนก็มีเพียงบ่าวรับใช้หาได้มีสาวใช้ไม่ แม้จะมีผู้มาทาบทามก็ปฏิเสธหมดสิ้นอ๊ะ! พี่อิงอิงท่านดูดีๆ สิ ใบหน้าของเขางดงามยิ่งหากแต่งกายเลียนแบบสตรีอาจจะงามกว่าข้าเสียด้วยซ้ำ”
จีเซียงอี๋หัวเราะเบาๆพอหยุดขำได้แล้วหน้านางเริ่มตึงหน่อยๆ เมื่อคิดภาพคุณชายฟ่านมาเป็พี่เขยด้วยใบหน้างดงามระดับนี้ สตรีในตระกูลนางย่อมไม่มีผู้สู้ได้ท่านหญิงเล็กจีหันไปมองใบหน้าพี่สาวเคราะห์ดีพี่สาวของนางมีเครื่องหน้าจุ๋มจิ๋มน่ารักนัก
“ไปสืบหาเื่เกี่ยวกับตัวเขามาให้ได้มากที่สุดก่อนเถิดข้าจึงจะวางแผนได้ถูก แผนต้องรัดกุมรอบคอบ เพราะคนฉลาดแบบเขาคงจะไม่ถูกหลอกซ้ำสองเป็แน่” จีลี่อิงมองตามหลังร่างสูงสง่านั้นไป
ท่านชายจีก้าวเท้ามายืนอยู่ข้างหลัง“พวกเ้าเห็นเขาแล้วใช่หรือไม่? นี่ล่ะ! บุรุษผู้เป็เสาหินในหมู่ขุนนางฝ่ายซ้าย”
“เหตุใดท่านจึงเรียกเขาว่าเสาหิน?”
“ั้แ่เขารับราชการมาคนผู้นี้ไม่เคยสนใจจะเอาใจผู้ใด ทำงานของตนไปเรื่อยๆ คล้ายมิหวังความก้าวหน้าไม่เคยนินทากล่าวร้ายหรือเอาเื่ที่ได้ยินผู้ใดคุยกันไปเล่าต่อเพื่อนร่วมงานต่างเรียกเขาว่า เสาหิน”
“อ้อ!”หญิงสาวทั้งสองต่างร้องรับพร้อมกัน
จีลี่อิงยิ้มน้อยๆอย่างพออกพอใจ “ดี!หากเขาเป็คนนิสัยเช่นนั้นจริงเงื่อนไขที่เราจะตกลงกันก็คงจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรือหากเขาเป็ชายตัดแขนเสื้อ เื่นี้ยิ่งตกลงกันง่ายเพราะข้าก็จะทำให้เขาไม่ต้องถูกผู้อื่นสงสัยได้อีก นับว่าเราพอมีข้อแลกเปลี่ยน”
จีหลุนยกมือขึ้นตบบ่าน้องสาวทั้งสองคนเบาๆ“เรากลับกันเถอะ ท่านพ่อท่านแม่คงรออยู่” สามพี่น้องพยักหน้าให้กันแล้วเดินกลับไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่
ฟ่านหลี่เจี๋ยรู้สึกคล้ายเสียวสันหลังอยู่เป็ระยะ‘เหตุใดวันนี้ข้าจึงขนลุกอยู่ตลอดเวลากลับไปคงต้องบอกท่านแม่สักหน่อย’เื่ที่รู้สึกแต่ยังหาเหตุผลไม่ได้แบบนี้ต้องให้ท่านแม่ไปจัดการแม้การไปไหว้พระสวดมนต์ขอพรจะดูเป็เื่ไร้สาระแต่ทุกคราวกลับทำให้เขาสงบสุขได้
หลานแฝดสี่ของเขาอายุสองขวบครึ่งแล้วกำลังพูดคุยด้วยรู้เื่ เขาจึงแวะเวียนไปเยี่ยมบ่อยครั้ง ระยะนี้ชินอ๋องน้องเขยของเขาเริ่มวางแผนจะหารองแม่ทัพคนใหม่มาแทนรองแม่ทัพมู่ที่ย้ายไปเป็แม่ทัพภาคใต้จึงเดินทางเข้าเมืองหลวงค่อนข้างถี่
ชินอ๋องนับเป็เชื้อพระวงศ์เพียงผู้เดียวที่เป็แม่ทัพใหญ่คุมกองกำลังสำคัญแห่งภาคเหนือที่เรียกขานกันว่ากองทัพพยัคฆ์เหิน และยังเป็พระอนุชาคนสำคัญของฮ่องเต้ที่มีส่วนช่วยรักษาบังลังก์ัจึงนับเป็ผู้มีอิทธิพลอันดับสองของแคว้นเว่ย
ในฐานะที่เขาเป็พี่เขยของชินอ๋องอีกทั้งท่านพ่อของเขายังเคยเป็เสนาบดีฝ่ายซ้ายคนสำคัญแห่งราชสำนักเมื่อย้ายสังกัดมาทำงานยังสำนักตรวจการจึงได้รับความเกรงอกเกรงใจอยู่หลายส่วนแม้ตั้งต้นด้วยตำแหน่งหน้าที่เล็กๆ ในหน่วยงาน
“เ้าจะเลือกไปถึงเมื่อใดกัน? หลานๆ ก็โตจนเดินได้พูดเก่งเลือกสตรีตระกูลดีสักคนแล้วแต่งงานเถิด” ท่านพ่อกับท่านแม่ยิ่งเห็นหลานๆยิ่งอยากให้เขาแต่งงานมากยิ่งขึ้น อายุเขาเองปีนี้ก็ย่างยี่สิบเจ็ดแล้วนับเป็ชายที่มีอายุมากยังไม่แต่งงาน
“แต่ข้ายังมิได้รู้สึกชอบหญิงสาวนางใด?”
“อายุเ้าป่านนี้แล้วจะถามหาความรักอันใดเล่า?หาสตรีที่คุณสมบัติเหมาะสม เรียบร้อย ว่านอนสอนง่ายก็พอแล้วกระมัง?” ท่านพ่อเริ่มเอือมระอาที่บุตรชายคนโตยังไม่มีหลานให้สืบสกุลแม้ฮูหยินของเขาจะพยายามยัดเยียดสตรีให้สักเท่าใดบุตรชายก็ปฏิเสธแข็งขันใบหน้าที่งดงามอ่อนโยนของเขาช่างขัดกับนิสัยแข็งกระด้างเสียจริง
“เอาเถิดท่านพ่อข้ารับปากพวกท่านแล้วว่า ปีนี้ข้าจะเลือกภรรยาสักคน นี่เพิ่งจะต้นปีท่านอย่าเพิ่งเร่งรัดข้าเลย” ฟ่านหลี่เจี๋ยพูดเช่นนี้มาหลายปีจนบุพการีเอือมระอาหากแต่มองสายตาแข็งกระด้างของเขาแล้วก็ได้ทอดถอนใจ
ฮูหยินใหญ่หันไปพยักหน้าให้กับใต้เท้าฟ่าน“ท่านพี่ ช่างเถิด เราสองคนคงหมดหวังจะได้หลานสืบสกุลแล้วจริงๆ”
เมื่อสองสามีภรรยาเดินออกจากห้องโถงได้ฮูหยินจึงกระซิบบอกสามีว่า เธอจะไปขอยันต์ที่วัดมาแปะขอลูกสะใภ้อย่างจริงจังสักทีที่ผ่านมาสวดมนต์ขอพรอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผล
ฟ่านหลี่เจี๋ยมองตามหลังท่านพ่อท่านแม่อย่างเอือมระอาเขาเองก็จนใจที่ยังมิได้รู้สึกสนใจสตรีนางใดอย่างจริงจังแต่เดิมเขาเคยใฝ่ฝันจะออกไปใช้ชีวิตอย่างสงบตามชนบท ประพันธ์หนังสือที่เขาชอบออกจำหน่ายทำมาหากินเรียบง่ายก็เพียงพอแล้ว ทว่าความเป็บุตรชายคนโตของใต้เท้าฟ่านทำให้ต้องเข้ามาเป็ขุนนาง
สตรีที่ท่านแม่และคนรอบข้างแนะนำก็ล้วนเป็ผู้ที่เกี่ยวพันมาทางสายอำนาจทางการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเนื่องเพราะคุณสมบัติของเขานับได้ว่าเป็ว่าที่บุตรเขยอันดับหนึ่งในเมืองหลวงที่ทุกตระกูล้าเขาได้แต่อาศัยความหน้าหนา ทำตัวมึนๆ ไม่ยอมรับรู้ความ้าของผู้ใด
คุณชายใหญ่ฟ่านเลื่อนลังใต้เตียงนอนออกเปิดหาหนังสือที่เขาเขียนค้างไว้ ซ่อนอยู่ด้านล่างของลังงานที่เขาโปรดปรานล้วนซ่อนอยู่ที่นี่ และเป็ความลับมาตลอด
‘เดือนนี้ผลงานของข้ายังไม่วางแผงเลยนี่เถ้าแก่ตาเดียวก็เร่งแล้วเร่งอีก’
-----------------------------------------------------------------------------------------------
โปรดกลับไปอ่าน ภาค 1 และ 3ที่เป็ภาคพื้นฐานของภาค 4 นะคะ
