ภายนอกมหาเจดีย์หยั่งฟ้า หมอกเมฆปรากฏอยู่เบาบางมองห่างออกไปทางทิศใต้ของเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้า เห็นลานขนาดใหญ่บนยอดเขาที่ใช้เป็ลานประลองห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมเมื่อ 10 ปีก่อน
เบื้องล่างบริเวณโดยรอบทั้งสี่ทิศที่มีมหาเจดีย์หยั่งฟ้าหยั่งฟ้าเป็จุดศูนย์กลางเป็ศาลาห้าหลัง ทางทิศตะวันออก จะเป็ศาลาเรือนสนอันเป็ที่พำนักของจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าทุกรุ่น ถัดออกไปเป็ศาลากล่ะวันอันเป็เส้นทางขึ้นสู่มหาอาศรมหยั่งฟ้าทางทิศตะวันตกจะเป็ศาลาเมฆคล้อย ทางทิศเหนือจะเป็ศาลาธารศิลาและทางทิศใต้จะเป็ศาลายลจันทรา
สิ่งก่อสร้างของมหาอาศรมหยั่งฟ้าส่วนใหญ่ล้วนเรียบง่ายเน้นความเป็ธรรมชาติยกเว้นเพียงมหาเจดีย์หยั่งฟ้าแห่งนี้ที่อ๋องฉือพระไปยกาของพระบิดาอ๋องเลี่ยนแห่งมณฑลใหญ่ภาคกลางจัดสร้างขึ้น
อ๋องฉือก่อนขึ้นครองราชย์เคยเป็ศิษย์ฆราวาสของผิงไป่เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่ 2เมื่อขึ้นครองราชย์ได้จัดสร้างมหาเจดีย์หยั่งฟ้าแห่งนี้ขึ้นโดยเป็เจดีย์ 8 เหลี่ยม 28 ชั้นที่อยู่เหนือพื้นดิน 20 ชั้น และใต้ดินอีก 8 ชั้น มีบันไดวนขึ้นลง 884 ขั้น
ชั้นที่ฟังหานเต้าหยินยืนอยู่นี้ เป็ชั้นที่ 28 ที่อยู่บนสุด สูงกว่า 140 เมตรจากพื้นดินใช้เป็ที่เก็บมหาคัมภีร์หยั่งฟ้าที่บันทึกกำเนิดและคำสอนของฟ้าดิน ชั้นที่ 27เป็ชั้นปิดตายที่เก็บจ้าวกระบี่กัวฉือที่ถูกผนึกไว้ของกัวฉือเต้าหยินและคัมภีร์ย้อน์ที่ฝืนกฎฟ้าดิน
ชั้นที่ 26 ลงมาถึงชั้นที่ 24 เป็ชั้นที่จัดเก็บกระบี่ของอดีตจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่เสียชีวิต ส่วนชั้นที่เหลือเป็ที่เก็บคัมภีร์ลัทธิเต๋าตำราต่างๆ ของมหาอาศรมหยั่งฟ้า และสิ่งของศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่อ๋องเลี่ยนแห่งมณฑลใหญ่ภาคกลางมักนำมามอบและเก็บรักษาไว้ในมหาเจดีย์หยั่งฟ้าแห่งนี้
ฐานของมหาเจดีย์หยั่งฟ้าจากตะวันออกไปตะวันตกยาว 89เมตร จากเหนือไปใต้ยาว 98 เมตรด้านล่างเป็ชั้นใต้ดิน 8 ชั้นที่หยั่งลึกลงไปอีก 40 เมตร เป็ที่เก็บอัฐิธาตุของจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ากัวฉือเต้าหยินและจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นก่อนอีก 8 รุ่นถ้ำลับหลังเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าล้วนต่อเชื่อมกับชั้นใต้ดินของมหาเจดีย์หยั่งฟ้าแห่งนี้
………………………………….
เวลานี้บนชั้นที่ 23 ที่ั้แ่ชั้นนี้ลงมาอนุญาตให้ศิษย์ในมหาอาศรมหยั่งขึ้นมาได้เป็ร่างของสองนักพรตในวัยกลางคนชุดเขียวคราม ที่ตอนเช้าเฝ้ารอฟังหานเต้าหยินตรงด้านล่างของมหาเจดีย์หยั่งฟ้าที่อดทนรอไม่ได้สุดท้ายได้ขึ้นมารออยู่บนชั้นที่ 23นี้
เวลานานผ่านไป สุดท้ายหวังตุ้ยเต้าหยินที่สูงวัยกว่า รูปร่างผอมสูงมีดวงตาโปนโต หางตาชี้ขึ้น โหงวเฮ้งหัวร้อน หวังตุ้ยเต้าหยินรู้สึกว่าตนรอจนเหงือกแห้งอาจารย์ก็ไม่ลงมาสักที เขาแอบแหงนมองที่ชั้นบนบ่อยครั้งจนแทบมันจะพังลงใส่หัวเขา อดทนไม่ได้เอ่ยขึ้นก่อนว่า
" ศิษย์น้อง อาจารย์ ไฉนช้านัก?.."
เสียงเขาเพิ่งกล่าวจบปรากฏร่างสูงใหญ่ ผมเผ้าเคราขาวในชุดสีเขียวครามของฟังหานเต้าหยิน ก้าวลงมา หูชราของฟังหานเต้าหยินแม้ไม่กระดิกแต่ยังได้ยินเสียงบ่นของหวังตุ้ยเต้าหยินสายตาเขากวาดมองดวงตาโปนโต หางตาชี้ตั้งขึ้นของศิษย์คนโต เขาลูบเคราขาว ลอบถอนใจ
หวังตุ้ยเต้าหยินศิษย์คนโตของเขาแม้มีพลังฝีมือสูงล้ำกว่าศิษย์ทุกคนในมหาอาศรมหยั่งฟ้า แต่กลับมีนิสัยใจร้อนมุทะลุ ขาดความสุขุมรอบคอบ ฟังว่ามันเพิ่งผันแปรกระบวนท่ากระบี่ได้สามสิบสองกระบี่อันเป็ขั้นที่ 6 ของหกสิบสองกระบี่แปรผัน สำเร็จ
นักพรตทั้งสองโค้งกายลง เป็หานอี้เต้าหยินที่ยืนด้านข้างแลดูอ่อนวัยกว่าดวงตาทอประกาย ริมฝีปากหนา คิ้วห่าง กลับดูเยือกเย็น จิตใจมั่นคงกว่ากล่าวขึ้นมาว่า
“ เรียนอาจารย์ ศิษย์พี่หวังตุ้ยเพียงร้อนใจเมื่อสองชั่วโมงก่อนเป็พ่อบ้านฟู่ชุนแห่งหมู่บ้านไผ่เขียวมารอพบอาจารย์อยู่ที่ศาลาเรือนสน”
ฟังหานเต้าหยินได้ยินเขากล่าวสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงคล้ายคาดการณ์ไว้แล้ว เพียงผงกศีรษะรับคำ เขาจึงกล่าวต่อว่า
" ตอนนี้หูตันเต้าหยินจ้าวศาลากล่ะวันรับรองแขกอยู่คงเป็เื่การประลองที่จะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า "
ฟังหานเต้าหยินเมื่อรับฟังลูบเคราที่ยาวขาวโพลนไปพลางหันไปทางด้านศิษย์คนโต
“ หวังตุ้ยอาจารย์ได้ยินว่าเ้าฝึกปรือวิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผันถึงขั้นที่หกแล้ว ”
“ขอรับอาจารย์ในคืนที่ผ่านมาไม่เสียทีที่อาจารย์ชี้แนะในจุดที่ศิษย์ติดขัดพอกระบี่พลิกผันจนถึงขีดสุด สำเร็จใช่กระบี่แต่เป็จิตใจที่พลิกผันแม้กระบี่หยุดนิ่งจิตใจกระบี่พลิกผัน ย่อมข้ามจุดที่ติดขัดทำให้ศิษย์เปล่งประกายสามสิบสองกระบี่แปรผันในขั้นที่ 6 ออกมาได้”เสียงทุ้มห้าวของหวังตุ้ยเต้าหยินดังขึ้นยาวเหยียดเขากล่าวเสร็จสูดหายใจจนตัวพอง สายตาชำเลืองศิษย์น้องที่ยืนอยู่ด้านข้าง นึกในใจ ‘หานอี้รู้แล้วหรือไม่ที่เ้าไปลอบแอบฝึกกันอีกร้อยปีพันชาติก็ตามข้าไม่ทัน’ เขาปั้นรอยยิ้ม เอ่ยสืบต่อ
" หากศิษย์ใคร่รู้เคล็ดวิชาในขั้นที่เจ็ด.."
" เหลวไหล! " ฟังหานเต้าหยินปากตวาดไปในใจคำนึงศิษย์คนโตของเขาคิดว่าเพียงฝึกปรือถึงขั้นที่ 6 จะสามารถเรียนขั้นที่7 ได้อย่างง่ายดายนับว่ามันฝันไป
แม้เคล็ดวิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผันในขั้นที่เจ็ดมีเพียงจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่สามารถฝึกปรือ แต่เพื่อไม่ให้ฉุดรั้งศิษย์ที่มีความสามารถบัญญัติสำนัก 18 ประการข้อที่ 5 บอกไว้หากศิษย์ในมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่สามารถฝึกปรือถึงขั้นที่หกสามารถขออนุญาตจากเขาฝึกปรือได้ หากยังไม่ใช่ศิษย์ของเขาเพียงต้องมากราบเป็ศิษย์ของเขาเท่านั้น
หวังตุ้ยเต้าหยินเห็นอาจารย์ตวาดกลับมารีบกล่าวเชิงอภัย
"อาจารย์ ศิษย์อาจกล่าวเร็วไป เช่นนั้น.. "
ฟังหานเต้าหยินไม่สนใจดูสีหน้าค่าตาผู้ใด หันกายก้าวย่างลงชั้นล่างหานอี้เต้าหยินเห็นอาจารย์ลงไปรีบตามหลังจนไม่สังเกตเห็นสีหน้าของหวังตุ้ยเต้าหยินที่ประกายตาแปรผันยิ่งกว่าสามสิบสองกระบี่แปรผันของเขาเสียอีก
ฟังหานเต้าหยินแม้เป็จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่เจริญรอยตามคำสอนของลัทธิเต๋าแต่กลับเป็คนโผงผาง ตรงไปตรงมา บอกหนึ่งไม่มีสองแม้เสียงดังแต่กลับเป็คนยกขึ้นวางได้ภายในใจเป็ผู้ที่มีจิตเมตตาโอบอ้อมอารีย์ยิ่ง นิสัยเช่นนี้เป็เื่ปกติคุ้นตาของศิษย์มหาอาศรมหยั่งฟ้าทุกคน
ระหว่างที่ทั้งสามเดินลงมาจากมหาเจดีย์หยั่งฟ้าฟังหานเต้าหยินที่อารมณ์กลับมาปรกติเช่นเดิมเดินลูบเคราขาวตามด้วยหวังตุ้ยเต้าหยินและหานอี้เต้าหยิน ทั้งสามยังคงพูดคุยสนทนากัน ส่วนใหญ่ศิษย์คนรองหานอี้เต้าหยินมักเป็ผู้ฟังนานครั้งจึงจะเอ่ยคำขึ้นมา
สักพักเมื่อทั้งสามเดินลงมาถึงชั้นล่าง แล้วย่ำเดินออกจากบริเวณมหาเจดีย์หยั่งฟ้าไอหมอกรอบบริเวณเริ่มก่อตัวปิดปังวิสัยทัศน์โดยรอบของมหาเจดีย์หยั่งฟ้าที่อยู่ด้านหลังของคนทั้งสามจนแทบมองไม่เห็นเมื่อทั้งสามเดินห่างมาร่วม 100 ก้าวมหาเจดีย์หยั่งฟ้าที่สูงร่วม 140 เมตรด้านหลังกลับอันตรธานหายไป
หมอกไอจับตัวจนหนา ต้นไม้ใหญ่บริเวณโดยรอบ และระยะสองก้าวตรงหน้ากลับมองไม่เห็นทางเดินหนึ่งอาจารย์สองศิษย์ เมื่อเดินถึงจุดนี้กลับหันหลังเดินกลับสองก้าว เดินโยกหน้าบ้างเดินโยกหลังบ้างเดินเยื้องทางซ้ายบ้าง เดินเยื้องทางขวาบ้างจนฟังหานเต้าหยินที่เดินนำหน้าเคราขาวไกวแกว่งกลับเป็ค่ายกลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันผู้รุกล้ำเข้าสู่เขตของมหาเจดีย์หยั่งฟ้า
เนื่องจากทั้งสี่ทิศแปดทางของมหาเจดีย์หยั่งฟ้า ผิงไป่เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่2 ได้จัดสร้างค่ายกลตามฉักลักษณ์ของวิชาฮวงจุ้ยหกสิบสี่ข่วยโบราณต่อมาเว่ยฉือเต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่3 ที่ถือว่าเป็เลิศในวิชาค่ายกลของมหาอาศรมหยั่งฟ้ายังจัดสร้างค่ายกลสามสุริยาปิดฟ้าหกจันทราเปลี่ยนวิถี ปิดครอบมหาเจดีย์หยั่งฟ้าไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันผู้บุกรุก หากใครจะเข้าออกบริเวณโดยรอบมหาเจดีย์หยั่งฟ้าต้องเดินตามหลักของค่ายกลนี้เท่านั้นไม่เช่นนั้นจะหลงอยู่ในค่ายกลนี้ไม่อาจหาทางออกได้
หนึ่งอาจารย์สองศิษย์เดินจนพ้นเขตของค่ายกลเส้นทางตรงหน้าเริ่มมองเห็นแจ่มชัดหลังออกจากมหาเจดีย์หยั่งฟ้ายังเหลือระยะทางอีก่ใหญ่จึงจะถึงศาลาเรือนสนเป็หานอี้เต้าหยินที่ปกติไม่ค่อยพูดที่สังเกตสีหน้าอาจารย์ตลอดถามขึ้นว่า
" อาจารย์ไฉนเวลาท่านออกจากชั้น 28 ของมหาเจดีย์หยั่งฟ้า มักทอดถอนใจออกมาทุกครั้ง "
ฟังหานเต้าหยินพอฟังยิ้มขึ้นมาในใจ
" หานอี้เ้ากลับดูออกเป็เพราะมหาคัมภีร์หยั่งฟ้าปุเปื่อยเล่มนั้น " ฟังหานเต้าหยินตอบ
นับศิษย์คนรองของเขารู้จักสังเกต มีความละเอียดรอบคอบจึงไม่ใช่เื่แปลกจึงได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากเขา
ฟังหานเต้าหยินพอหันไปดูใบหน้าของศิษย์ทั้งสอง ที่พอฟังคำ‘มหาคัมภีร์หยั่งฟ้าปุเปื่อย’หัวคิ้วของศิษย์ทั้งสองก็เริ่มผูกปม จึงท่องบทคำสอนแห่งฟ้าดินที่บันทึกเป็เื่ราวบทหนึ่งขึ้นให้ทั้งสองคนฟัง
“ความว่างเปล่าก่อเกิดสรรพสิ่งสรรพสิ่งกลับสู่ความว่างเปล่า ในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตได้ก่อกำเนิดมหาเทพปฐมภพเทพผู้บันดาลก่อเกิดสรรพสิ่งขึ้นมา..."ริมฝีปากฟังหานเต้าหยินขยับท่องจนถึงประโยค
"...จนเหลือแสงสุดท้าย คือ ดวงจุติอวตารอันเป็ความหวังที่จะกอบกู้จักรวาลทั้งเก้าจากมหัตภัยหลังจากนั้นมหาเทพปฐมภพผู้ยิ่งใหญ่ที่ก่อเกิดสรรพสิ่งก็กลับสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง"
ฟังหานเต้าหยินท่องเนื้อความในมหาคัมภีร์หยั่งจนจบเนื่องจากเป็บันทึกที่รจนาขึ้นและแฝงคำสอนตามหลักของลัทธิเต๋าจึงมิใช่เื่ที่ต้องปิดบังอันใด
สองดวงตาโปนโตของหวังตุ้ยเต้าหยินทอประกายพิสดารขึ้นวาบหนึ่งและเผยสีหน้าแตกตื่นยินดี
" อาจารย์!นี้กลับเป็คัมภีร์ที่บันทึกถึงของวิเศษ หากเราสามารถตีความปริศนาได้ใช่จะสามารถมัน "
ฟังหานเต้าหยินคล้ายไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด เอ่ยถามศิษย์คนรองว่า
" หานอี้ เ้าเห็นว่าเช่นไร "
" ศิษย์กลับเห็นว่า คัมภีร์แฝงคำสอนของลัทธิเต๋า"
เมื่อหานอี้เต้าหยินกล่าว เห็นอาจารย์พยักหน้าคล้ายรอฟังตนกล่าวต่อไป จึงพูดสิ่งที่คิดขึ้นว่า
" กลับเป็คำสอนว่าสรรพสิ่งล้วนหนีไม่พ้นความดับสูญ เกิดและดับดับแล้วเกิดไม่มีอันใดที่ยั่งยืนไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า ให้พวกเราไม่ยึดติด ปล่อยวางทำจิตใจให้บริสุทธิ์แสวงหาความจริงอันเป็แก่นแท้ของชีวิตมุ่งบรรลุมรรคผล "
หานอี้เต้าหยินเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงเคร่งขรึม กังวานยิ่ง
หวังตุ้ยเต้าหยิน ที่ฟังอยู่ทำหน้าพิกลออกมา
ส่วนฟังหานเต้าหยินมองดูหานอี้เต้าหยินปานมีหัวมันงอกขึ้นมาบนหน้าเขา
" หานอี้ไฉนเ้ากล่าวปานจะโกนหัวบวชพรุ่งนี้แล้ว"
ฟังหานเต้าหยินกล่าวเสร็จยังหัวเราะออกมาจนร่างไหวผมเผ้าเคราขาวแกว่งไกว
หานอี้เต้าหยิน ยังคงทำสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังเขาไม่ถือสาถูกอาจารย์หัวเราะ
นักพรตทั้งสามสนทนากันจนมาถึงศาลาเรือนสนที่ไม่สูงใหญ่นักตกแต่งแบบเรียบง่าย บริเวณโดยรอบมีต้นสนสูงใหญ่ขึ้นรายรอบเป็ทิวแถว
เป็นักพรตรูปร่างท้วมในชุดสีเขียวครามหูตันเต้าหยินจ้าวศาลากล่ะวัน นำชายวัยกลางคนร่างผอมสูงท่าทางนอบน้อมยิ่งในชุดสีเทาผู้หนึ่งมายืนรอที่ด้านหน้าของศาลาเรือนสน
"ฮ่าๆ เป็เราผู้เฒ่าชราเดินชมนกยิงกระต่ายเล่นปล่อยให้พ่อบ้านฟู่รอคอยนานเสียมารยาทมากแล้ว " เสียงฟังหานเต้าหยินดังขึ้นมา
ผู้ที่ถูกเรียกว่าพ่อบ้านฟู่ ไม่แปลกใจ กริยาไม่สำรวมอาการอยู่บ้างของฟังหานเต้าหยินเขารับทราบมานานจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าผู้นี้แม้ดูโผงผางไม่สำรวมแต่เป็ผู้มีความาุโสูงและวรยุทธ์ลึกล้ำเกินหยั่งคาด
ต่อให้เซียนปราชญ์กระบี่หยางปี้ แห่งหมู่บ้านไผ่เขียวของเขาหรือต้วนหานไต้ซือเ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมะประทีปยืนอยู่ตรงนี้ นักพรตชราผู้นี้ยังสามารถหัวเราะได้ดังกว่านี้อีกนับประสาอะไรกับพ่อบ้านหมู่บ้านไผ่เขียวเช่นเขา
" ท่านผู้าุโอย่าได้เกรงใจไปผู้น้อยเพียงเป็ผู้เชิญเทียบงานประลอง " เขากล่าวอย่างนอบน้อมหยิบเทียบเชิญงานประลองออกมา ประคองส่งให้นักพรตชราที่อยู่ตรงหน้า
" เป็วันที่ 8 ในอีกสองเดือนข้างหน้า" ฟังหานเต้าหยินมองที่เทียบเชิญสีทองที่อยู่ตรงหน้ากล่าวขึ้น ฟังหานเต้าหยินเป็ผู้ที่มีความจำเป็เลิศในชั่วอึดใจที่มองใบหน้าและกริยาท่าทางของพ่อบ้านหมู่บ้านไผ่เขียวผู้นี้ กลับรู้สึกว่าพ่อบ้านหมู่บ้านไผ่เขียวผู้นี้มีปัญหาอยู่บ้างแต่คือสิ่งใดเขายังนึกไม่ออก เขาจำได้ว่าเมื่อ10 ปีก่อน ฟู่ชุนผู้นี้เคยมาร่วมงานประลองห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมที่บนยอดเขาบรรพตค้ำฟ้าแห่งนี้แต่คล้ายสีหน้าแววตา กริยาที่แสดง แม้คล้ายพ่อบ้านคนนั้นแต่คล้ายมีบางอย่างไม่ถูกต้อง หรือเป็ผู้อื่นปลอมตัวมา แต่เขาเพ่งมองที่ใบหน้าของมันไม่เห็นมีอันใดผิดปกติ สุดท้ายจึงลอบถามขึ้น
" พ่อบ้านฟู่ ใช่เคยมาเยือนมหาอาศรมหยั่งฟ้า เมื่อ10 ปี ก่อนหรือไม่ "
"ผู้น้อยเคยร่วมเดินทางมาพร้อมเซียนปราชญ์กระบี่ในการประลองห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมเมื่อ 10 ปีก่อนขอรับเต้าหยิน" พ่อบ้านฟู่ชุนตอบ หลังเริ่มรู้สึกว่านักพรตชราที่อยู่ตรงหน้าเพ่งมองหน้าตนจนผิดสังเกตฟู่ชุนม่านตาหดวูบแล้วกลับคืนปกติอย่างรวดเร็ว
" เป็เช่นนั้น ๆนับว่าสมองเฒ่าชราของเรายังใช่การได้อยู่ฮ่าๆๆ " ฟังหานเต้าหยินจ้องมองพ่อบ้านฟู่ชุนดวงตาทอประกายตาพิสดารขึ้นวูบหนึ่ง
หลังจากนั้นหูตันจ้าวศาลากล่ะวันก็ว่าจดจำพ่อบ้านฟู่ชุนได้เช่นกันเมื่อคุยกันสักพักตามมารยาท ฟังหานเต้าหยินก็ส่งแขก หลังคารวะเอ่ยคำร่ำลาพอเป็พิธีหูตันเต้าหยินจ้าวศาลากล่ะวันก็นำพ่อบ้านฟู่ชุนส่งที่ทางลงเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าทางทิศตะวันออก
" พ่อบ้านฟู่คงไม่ถือสาที่ท่านอาจารย์ออกจะโผงผางไปบ้าง" หูตันเต้าหยินกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรงใจยิ่ง ฟังหานเต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าเป็เช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรเขาเป็เพียงจ้าวศาลาผู้หนึ่งจะบอกให้จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าพูดให้สุภาพกว่านี้กับแขกได้อย่างไร
" ไม่ ไม่ท่านผู้าุโฟังหานเต้าหยินดั่งพญาับนท้องฟ้าดั่งเทพยดาเดินดินข้าน้อยฟู่ชุนมิกล้าๆ "น้ำเสียงพ่อบ้านฟู่ชุนคล้ายยังชื่นชมนักพรตฟังหานเต้าหยินยิ่ง
" สมเป็พ่อบ้านของหมู่บ้านไผ่เขียวที่นามขจรไปทั่วแผ่นดินเช่นนั้นเราขอส่งท่านพ่อบ้านฟู่ตรงนี้แล้ว "หูตันเต้าหยินกล่าวพร้อมน้อมกายคารวะ
" อย่าได้เกรงใจไปผู้น้อยก็ขอตัวกลับหมู่บ้านไผ่เขียวเช่นกัน" ใบหน้าพ่อบ้านฟู่ชุนเปี่ยมด้วยรอยยิ้มกิริยายิ่งนอบน้อมกว่าเดิม
หลังส่งพ่อบ้านฟู่ชุน หูตันเต้าหยินก็เดินกลับเข้าไป เขาเหลือบเห็นหวังตุ้ยเต้าหยินที่เพิ่งเดินออกมาจากศาลาเรือนสนทั้งสองจึงเดินสนทนากลับไปด้วยกัน
..........................................
ทางลงเขาทางทิศตะวันออกของมหาอาศรมหยั่งฟ้าร่างผอมสูงของพ่อบ้านฟู่ชุน เดินมาไกลหลายสิบลี้จนพ้นเขตของมหาอาศรมหยั่งฟ้า
ฟู่ชุนเหลียวมองมหาเจดีย์หยั่งฟ้าที่เล็กเหลือไม่ถึงหนึ่งนิ้วก่อนยอดแหลมของมหาเจดีย์หยั่งฟ้าจะลับสายตาไป
เดินมาสักพักเป็เส้นทางเปลี่ยวที่ไร้ผู้คนสัญจร ต้นสนขึ้นสูงชันจนแน่นทึบหน้าตาที่เปื้อนรอยยิ้มนอบน้อมอยู่เป็นิจของฟู่ชุนกลับบึ้งตึงลง เขาเอามือลูบคล้ำใบหน้าสักพักองคาพยพบนใบหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจมูกค่อยๆยื่นยาวออกมาปานเคียวเกี่ยวข้าว ดวงตาลดรูปเรียวเล็กลงปานดวงตาจิ้งจอกคู่หนึ่ง รอยเหี่ยวย่นตามิัพลันปรากฏขึ้นร่างยังคล้ายสูงขึ้นอีกหนึ่งนิ้ว กลับเป็วิชาปลอมแปลงโฉมอันพิสดารที่ฝึกปรือได้ยากแขนงหนึ่ง
ร่างผอมสูงของเขายืนนิ่งอยู่นาน ฟู่ชุนนิ่งนึกถึงดวงตาที่ทอประกายพิสดารของฟังหานเต้าหยินที่จ้องมองเขา
" ฮึ่ม!!เ้านักพรตเฒ่าสารพัดพิษผู้นี้รึข้าสะกิดติ่งสงสัยใดมันขึ้นมา? " เขาขบฟันคำรามขึ้นแต่น้ำเสียงที่เขาพูดออกมากลับแหบแห้งดุจคอถูกมีดดาบทะลวงขาด ระคายหูยิ่ง
พลันฟู่ชุนเร่งเร้าพลังลมปราณทั่วร่างบนิักลับเปลี่ยนเป็สีเขียวระเรื่อโดยเฉพาะิัที่มีเส้นเืไหลผ่านร่างทะยานปานปักษาเหินบินหายลับไปทางทิศบูรพาคนละทิศทางกับที่ตั้งของหมู่บ้านไผ่เขียว
........................................