ฟ่านจงิยังไม่ทันกระจ่างแจ้งในความหมายแฝง หัวใจพลันกระตุกวูบ ััได้ถึงรังสีอำมหิตที่พุ่งทะลวงเข้าใส่ร่างดั่งศรอาบยาพิษ ต้นตอมาจากลานกว้างเบื้องนอก เขาหันขวับไปมอง ั์ตาพลันหดเกร็ง
ใต้ระเบียงทางเดินของประตูซุ้มลายบุปผา ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งแผ่ซ่านกลิ่นอายลึกล้ำปานห้วงเหวขุมนรก
เรือนร่างของนางบอบบางกะทัดรัด ส่วนสูงไม่ถึงหัวไหล่บุรุษโตเต็มวัย ทว่าบนบ่ากลับแบก 'ขวานั์เบิกภูผา' ที่ดูโบราณและหนักอึ้ง ความยาวกว่าหนึ่งจ้าง คมขวานสะท้อนประกายเย็นะเื ขนาดความกว้างของขวานใหญ่กว่าเรือนร่างนางถึงสองเท่า
ยามนี้ แสงสายัณห์ริ้วสุดท้ายกำลังถูกความมืดมิดไล่ต้อนถอยร่นจากประตูซุ้มลายบุปผา นางก้าวเดินมาพร้อมกับม่านราตรีที่โรยตัว สองเท้าเหยียบย่ำบนเส้นแบ่งระหว่างแสงสว่างและความมืด รุกคืบเข้าหาอย่างต่อเนื่อง
ทั่วร่างนางแผ่กลิ่นอายอันตรายประดุจสัตว์ร้ายา ราวกับสามารถตัดแม่น้ำผ่าขุนเขา ฝีเท้าที่ก้าวเดินหนักแน่นทรงพลัง ทุกย่างก้าวบดขยี้แผ่นหินจนฝุ่นผงกระจายออกเป็วงกว้าง ขับไล่แสงตะวันเฮือกสุดท้ายเบื้องหน้าฟ่านจงิจนมอดดับ นำพามาซึ่งความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
แม้มองใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเจน ฟ่านจงิกลับตระหนักถึงตัวตนของนางได้ในทันที "จ้าวชี่เยว่"
"วางอำนาจบาตรใหญ่ถึงในจวนตระกูลจ้าว ฟ่านจงิ... เ้าคิดว่าข้าไม่กล้าบั่นคอเ้าหรือ"
จ้าวชี่เยว่หลุบตาต่ำ ใบหน้าทะมึนเยือกเย็น สิ้นคำราม ฝ่าเท้าขวากระทืบลงพื้นจนบังเกิดลมปราณกรรโชก พัดเรือนผมยาวสยายปลิวสะบัดไปด้านหลังอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกัน ขวานั์เบิกภูผาบนบ่าก็ทิ้งตัวกระแทกพื้นด้านหลังจนอิฐเขียวแตกกระจาย ั์ตาของจ้าวชี่เยว่พลันวาวโรจน์ จิตสังหารทะลักทลาย อักขระอาคมบนคมขวานสว่างวาบดุจแสงจันทร์ในบัดดล
เสี้ยววินาทีที่นางทะยานร่าง ขวานั์ถูกเหวี่ยงเป็วงกว้างจากด้านหลังมาด้านหน้า แสงอักขระอาคมวาดโค้งเป็ครึ่งวงกลมอันสมบูรณ์แบบเหนือศีรษะ เงาพยัคฆ์สีชาดทะยานทะลวงออกจากคมขวาน ดุดันน่าเกรงขามสะกดขวัญผู้คน เสียงคำรามกึกก้องสะท้านฟ้าดิน
จ้าวชี่เยว่พุ่งทะยานดั่งัผงาด ฟาดขวานั์เบิกภูผาลงมาเต็มแรง เส้นผมยาวสยายพลิ้วไหว ชายเสื้อสะบัดดั่งเมฆา กลิ่นอายพลังกดดันมหาศาลสุดหยั่งคาด
ฟ่านจงิเฝ้ารอการปะทะนี้มาตลอด หวังใช้โอกาสนี้บดขยี้อีกฝ่ายให้พิการ ทว่าเมื่อจ้าวชี่เยว่ปรากฏตัวและเปิดฉากจู่โจมดั่งสายฟ้าฟาด เขากลับพบว่าสถานการณ์หาได้เรียบง่ายอย่างที่ประเมินไว้
ปราณขวานที่ดุดันของจ้าวชี่เยว่ เผยให้เห็นขุมพลังบำเพ็ญเพียรที่เฉียบขาดรุนแรง ทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบ
ความแข็งแกร่งของสตรีเบื้องหน้า หาได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย ฟ่านจงิตระหนักรู้ข้อนี้ได้อย่างกระจ่างแจ้ง
ทว่าเขายังไม่ถึงขั้นเสียขวัญ มือล้วงไปที่เอว ชักกระบี่อ่อนออกจากฝัก ั์ตายังคงความเยือกเย็น
จ้าวชี่เยว่ทะยานร่างอยู่กลางลาน ยังทิ้งระยะห่างจากเขาอีกพอสมควร การจะข้ามระยะทางนี้ย่อมต้องใช้เวลา แม้สำหรับยอดฝีมือระดับิญญาต้นกำเนิดขั้นกลาง ห้วงเวลานี้จะสั้นกระชับดั่งประกายไฟแลบ ทว่าสำหรับฟ่านจงิ กลับมากพอให้เขาร่ายเพลงกระบี่ตอบโต้
ท้ายที่สุดก็ยังอ่อนหัด ขาดความเยือกเย็น ทะยานร่างจู่โจมมาแต่ไกล จะไปรู้ซึ้งถึงสัจธรรมบนเส้นแบ่งความเป็ความตายได้อย่างไร
ความคิดเหยียดหยามวาบขึ้นในหัวฟ่านจงิ อาศัยช่องว่างของระยะทางและเวลา ทำให้เขาสามารถหาเพลงกระบี่รับมือการจู่โจมได้อย่างง่ายดาย
ทว่าความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้น ฟ่านจงิพลันเบิกตาโพลง
จ้าวชี่เยว่ที่สมควรลอยตัวอยู่กลางลาน ทว่าคมขวานของนางกลับมาจ่อประกบถึงหน้าผากเขาแล้ว
ส่วนกระบี่อ่อนเพิ่งจะยกขึ้น ยังไม่ทันร่ายรำเพลงกระบี่เสียด้วยซ้ำ
นี่หาใช่ภาพลวงตา และยิ่งไม่ใช่วิชาปล่อยปราณแท้ก่อรูป เพราะเรือนร่างที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศของจ้าวชี่เยว่ ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ
ฟ่านจงิตื่นตระหนกสุดขีด
นางใช้วิชาย่นระยะทาง พริบตาเดียวก็ประชิดตัวได้อย่างไร
"นี่มัน... ท่าเท้ากระจกวารี"
ฟ่านจงิหมดโอกาสใช้เพลงกระบี่อีกต่อไป ทำได้เพียงยกกระบี่ขึ้นต้านรับอย่างลนลาน
การตอบสนองที่รีบร้อนเกินไป ทำให้พลังบำเพ็ญสิบส่วน รีดเร้นลงสู่กระบี่ได้เพียงหกเจ็ดส่วน
ผลลัพธ์ย่อมปรากฏชัดเจน
แม้ต้านรับขวานั์เบิกภูผาที่ฟาดฟันลงมาได้ ไม่ถึงขั้นถูกผ่าซีกกะโหลก ทว่าร่างกลับปลิวละลิ่วดั่งว่าวสายป่านขาด ปราณแท้ในร่างตีกลับปั่นป่วน กระอักโลหิตคำโต าเ็สาหัสในดาบเดียว
ร่างของฟ่านจงิกระแทกกำแพงจนพังทลาย จมมิดอยู่ในฝุ่นคละคลุ้ง จ้าวชี่เยว่ทะยานตามติดดั่งเงาตามตัว ไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย ขวานั์เบิกภูผาในมือร่ายรำจนบังเกิดพายุคลั่ง เงาพยัคฆ์กะพริบไหวไม่หยุด เสียงคำรามดังกึกก้อง พลังทำลายล้างน่าสะพรึงกลัว
ฟ่านจงิเสียเปรียบั้แ่ต้น ซ้ำยังาเ็หนัก ก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวก็พ่ายแพ้ตลอดกาล ถูกจ้าวชี่เยว่ไล่ทุบตีระบายโทสะดั่งกระสอบทราย ซัดกระเด็นทะลุเรือนพัก กำแพงลาน พุ่มไม้ และูเาจำลอง ทำลายข้าวของพังพินาศนับไม่ถ้วน ท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้ง ร่างนั้นกระอักโลหิตสาดกระเซ็นตลอดทาง
จ้าวชี่เยว่ไล่บดขยี้จากลานกลางทะลวงไปถึงสวนดอกไม้หลังจวน ท้ายที่สุดก็ตวัดเท้าถีบฟ่านจงิปลิวไปอัดกระแทกฝังเข้ากับกำแพงหิน จึงยอมรั้งมือ
ยามนี้ฟ่านจงิกางแขนขาฝังตัวเป็รูปกากบาทอยู่ในกำแพงหิน สิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะดิ้นรน ทั่วร่างอาบย้อมด้วยโลหิตแดงฉาน สภาพอเนจอนาถสุดพรรณนา ศีรษะพับตกลง ปากยังคงสำรอกเื ลมหายใจรวยรินดั่งสายใย
"ตายหรือยัง"
"ร่อแร่เต็มที"
จ้าวชี่เยว่พาดขวานั์ที่ดูขัดกับเรือนร่างบอบบางไว้บนบ่า หันหลังกลับมาเบื้องหน้ากำแพงหิน แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงบนร่าง ลมยามวิกาลพัดชายเสื้อพลิ้วไหว เมื่อมีสภาพซากศพเดินดินของฟ่านจงิเป็ฉากหลัง ภาพนั้นกลับดูงดงามอย่างประหลาดล้ำ
จ้าวหนิงก้าวเข้าไปชื่นชมผลงานชิ้นเอกของพี่สาว กวาดตามองร่างฟ่านจงิขึ้นลง ลูบปลายคางพลางแค่นเสียง "สุนัขเฒ่านี่อยู่มีประโยชน์กว่าตาย แต่สภาพก็เละเทะเกินไปหน่อย ไร้เรี่ยวแรงจะฮึดสู้เอาเสียเลย"
จ้าวชี่เยว่เอ่ยเสียงเรียบ "เ้าย่อมรู้ดี นี่คือความแตกต่างระหว่างท่าเท้ากระจกวารีขั้นบรรลุ กับขั้นสมบูรณ์แบบ หากเป็เมื่อก่อน การจู่โจมระลอกแรกของข้า ต่อให้ผสานกับเคล็ดวิชา อย่างมากก็แค่บีบให้มันตั้งรับฉุกละหุก ไม่ถึงขั้นทำให้มันลนลานจนถูกข้าสับจนปางตายเช่นนี้หรอก"
จ้าวหนิงยกนิ้วหัวแม่มือให้ "ท่านพี่ร้ายกาจยิ่งนัก"
จ้าวชี่เยว่แหงนหน้ามองดวงจันทร์ แหย่จมูกส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างภาคภูมิ ก่อนจะหันขวับกลับมา ยกนิ้วหัวแม่มือให้เช่นกัน "หากไม่ได้เคล็ดลับไม่กี่ข้อที่เ้าชี้แนะ ท่าเท้ากระจกวารีของข้าคงไม่มีทางทะลวงสู่ขั้นสมบูรณ์แบบได้ในวันนี้ ดังนั้นน้องชายข้าก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน"
"ไม่ ท่านพี่ต่างหากที่ร้ายกาจ" จ้าวหนิงส่ายหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
"น้องชายต่างหากที่ร้ายกาจ"
"ท่านพี่ร้ายกาจ"
"น้องชายร้ายกาจ"
จ้าวชี่เยว่ลดขวานั์ลง ครุ่นคิดพลางเอ่ย "พวกเราคุมตัวฟ่านจงิไว้แล้ว เ้าคิดว่าผู้บงการเื้ั จะหวาดระแวงว่าสุนัขเฒ่านี่จะซัดทอดพวกมันหรือไม่ ต่อจากนี้พวกมันจะเดินหมากเช่นไร จะรีบม้วนเสื่อหนี หรือจะทุ่มสุดตัวสู้ตาย"
ถามจบ ไม่รอให้จ้าวหนิงเอื้อนเอ่ย นางก็ชิงตัดบททันควัน "เ้าไม่ต้องพูด ข้ารู้แล้ว"
ข้าราชการจากที่ทำการเมืองวิ่งหน้าตั้งเข้ามา เมื่อเห็นสภาพอเนจอนาถของฟ่านจงิ ก็ชี้มือไม้สั่นไปยังจ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่ สีหน้าเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียว ผ่านไปครู่ใหญ่ก็คอหอยตีบตันไม่อาจเปล่งเสียง ตอนที่จ้าวชี่เยว่เปิดฉากจู่โจม เขาออกปากห้ามปรามแล้ว ทว่าอีกฝ่ายหาได้เห็นหัวเขาเลยแม้แต่น้อย
ขุมกำลังผู้ติดตามของฟ่านจงิหามร่างฟ่านชิงหลินตามมาติดๆ ทันทีที่ประจักษ์แก่สายตาว่าร่างในกำแพงหินคือผู้ใด ฟ่านชิงหลินก็แหกปากลั่น ถลันกายเข้าไปหา
ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลฟ่านหลายคนคันไม้คันมืออยากจะล้างแค้น ทว่าเมื่อประจันหน้ากับจ้าวชี่เยว่ที่จ้องเขม็งราวกับพยัคฆ์ร้าย ก็ตระหนักดีว่าพลังบำเพ็ญตนนั้นอ่อนด้อยดั่งแสงหิ่งห้อย ขืนพุ่งเข้าไปก็มีแต่รนหาที่ตาย ทำได้เพียงช่วยฟ่านชิงหลินปฐมพยาบาลฟ่านจงิไปพลาง
หลังจากจุดสัญญาณลับ แม่นางเซียวก็ทอดสายตามองสถานการณ์ทางฝั่งนั้นจากห้องหับส่วนตัวในหออี้ผิ่น จากมุมมองนี้ แท้จริงแล้วนางมองไม่เห็นรายละเอียดมากนัก ด้วยหอสุราหาได้สูงตระหง่านถึงเพียงนั้น
ทว่าความโกลาหลจากการปะทะระหว่างจ้าวชี่เยว่กับฟ่านจงิ นางยังคงสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ฝุ่นควันตลบอบอวลรุนแรง ประกายอาวุธวิเศษสว่างจ้าทะลวงแสงสายัณห์ยามเย็น
"อึกทึกครึกโครมปานนี้ ดูท่าฟ่านจงิคงเปิดฉากสังหารแล้ว ยามนี้ความวุ่นวายสงบลง คาดว่าสายเืตระกูลจ้าวสองคนนั้น คงมีจุดจบอเนจอนาถหาศพไม่เจอ" แม่นางเซียวหมุนตัวกลับมาทรุดนั่ง รินสุราให้ตนเอง ดื่มรวดเดียวสามจอกด้วยอารมณ์เบิกบานยิ่ง
ยามหวนนึกถึงสถานการณ์ในดินแดนทุ่งหญ้า นางก็อดกระหยิ่มยิ้มย่องในใจไม่ได้
ย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน บรรพชนตระกูลจ้าวกรีธาทัพออกศึก ล้างบางทุ่งหญ้าด้วยโลหิต ดินแดนม่อเป่ยก็ตกสู่สภาวะแตกแยกต่างคนต่างอยู่ ราชสำนักน้อยใหญ่ของแต่ละชนเผ่าที่ก่อตั้งขึ้น ล้วนจำต้องหมอบศิโรราบแทบเบื้องพระบาทต้าฉี
ชนเผ่าของนาง... เผ่าเทียนหยวน คือสายเืทายาทของจั่วเสียนหวังที่ถูกบรรพชนตระกูลจ้าวบั่นคอคาสนามรบเมื่อครั้งอดีต ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาต้องทนรับสภาพน่าเวทนา อดอยากปากแห้ง อาภรณ์ไม่พอปกปิดกาย ผู้คนล้มตายระเนระนาด เดิมทีแทบจะสิ้นไร้ความหวัง ใกล้ถูกชนเผ่าใหญ่กลืนกินกวาดต้อนไปเป็ทาส
ทว่าคาดไม่ถึง ในห้วงยามที่เผ่าเทียนหยวนถูกต้อนเข้ามุมอับที่สุด บิดาของนางกลับผงาดง้ำขึ้นมาดั่งวีรบุรุษพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
บิดาคืออัจฉริยะเหนือผู้คนอย่างแท้จริง อายุไม่ถึงยี่สิบปีก็บรรลุพลังบำเพ็ญถึงระดับราชันย์ จากนั้นก็ชูธงนำพาชนเผ่าที่ตกต่ำให้แข็งแกร่ง ภายในเวลาเพียงสิบกว่าปี ก็กรีธาทัพสยบดินแดนหลายพันลี้ กลายเป็มหาบุรุษที่ทุกผู้คนในทุ่งหญ้าต้องก้มหัวเทิดทูน
ท่านพ่อไม่เพียงมีพลังบำเพ็ญสะท้านฟ้า แต่ยังมีวิสัยทัศน์และกุศโลบายลึกล้ำ ย่อมมีปณิธานอันยิ่งใหญ่หมายรวบรวมทุ่งหญ้าเป็ปึกแผ่น กลืนกินทั้งใต้หล้า
ทว่าสิ่งที่ท่านพ่อหวาดระแวงที่สุด คือราชวงศ์ต้าฉี
ต้าฉีย่อมไม่มีวันทนดูดินแดนม่อเป่ยถูกรวบรวมจนเป็ปึกแผ่น ปล่อยให้มหาอำนาจเกิดใหม่ผงาดขึ้นประชิดพรมแดน
โดยเฉพาะตระกูลจ้าวที่ตั้งปราการพิทักษ์ด่านเยี่ยนเหมินกวน บรรพชนพวกมันเด็ดหัวจั่วเสียนหวัง ฉุดกระชากเผ่าเทียนหยวนที่เคยยิ่งใหญ่ให้ตกต่ำ นำพามหันตภัยมาสู่ชนเผ่ากินเวลายาวนานนับร้อยปี หนำซ้ำปัจจุบันยังคงวางหูตาจับจ้องความเคลื่อนไหวในทุ่งหญ้าไม่วางตาจากรุ่นสู่รุ่น
ยามนี้ทุ่งหญ้าม่อเป่ยมีสี่ราชสำนักใหญ่ขั้วอำนาจ สองในนั้นถูกท่านพ่อใช้แสนยานุภาพและกลอุบายสยบลงอย่างลับๆ ยอมจับมือเป็พันธมิตรศิโรราบต่อพวกเรา เหลือเพียงราชสำนักเดียวที่ยังคงแข็งข้อ ไม่ยอมก้มหัวยกท่านพ่อเป็ผู้นำสูงสุด
หากท่านพ่อหมายรวบรวมทุ่งหญ้า ย่อมต้องกรีธาทัพไปบดขยี้เสี้ยนหนามนี้ให้สิ้นซาก
ทว่าในจังหวะนี้เอง ตระกูลจ้าวกลับยื่นฎีกาถวายฮ่องเต้ต้าฉีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชี้เป้าว่าชนเผ่าของนางมักใหญ่ใฝ่สูง ซ่องสุมกำลังเตรียมกวาดล้างทุ่งหญ้า บีบให้ราชสำนักเร่งส่งกองทัพไปปราบปรามเหยียบย่ำให้จมดิน
ย่อมคาดเดาได้ หากท่านพ่อชูธงเปิดศึกรวบรวมทุ่งหญ้าเมื่อใด ตระกูลจ้าวไม่มีทางนั่งนิ่งดูดายแน่
เผ่าเทียนหยวนเพิ่งฟื้นฟูรากฐานได้เพียงสิบกว่าปี แม้ยามนี้จะมีขุมกำลังแข็งแกร่งจนเผ่าอื่นไม่อาจทาบรัศมี ทว่าท่านพ่อลั่นวาจาไว้ ราชสำนักเทียนหยวนยังไม่ถึงเวลาแตกหักกับต้าฉี จำต้องซุ่มซ่อนสั่งสมกองกำลังรบต่อไป
ราชสำนักเทียนหยวนไม่เปิดศึกกับต้าฉีย่อมแล้วไป ทว่าหากต้องเบิกม่านา ย่อมต้องบดขยี้ทำลายล้างด้วยแสนยานุภาพดั่งอัสนีพิโรธ
กล่าวคือ หากราชสำนักเทียนหยวน้ารวบรวมทุ่งหญ้าเพื่อเป็ปึกแผ่น จากนั้นชำระหนี้เืนับร้อยปี กรีธาทัพลงใต้เหยียบย่ำจงหยวนกวาดล้างต้าฉี ครองความเป็ใหญ่ในใต้หล้า ย่อมต้องถอนรากถอนโคนเสี้ยนหนามอย่างตระกูลจ้าวทิ้งไปเป็อันดับแรก
ท่านพ่อมองการณ์ไกล วางหมากเื่นี้มาเนิ่นนาน ตัวนางเองก็ลักลอบเข้ามาแทรกซึมในแผ่นดินต้าฉีล่วงหน้า หลายปีที่ผ่านมาสร้างรากฐานเครือข่ายไว้ไม่น้อย แผนการลอบกัดตระกูลจ้าวครั้งนี้ ่แรกดำเนินไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว แม้ยามนี้จะสะดุดอุปสรรคอยู่บ้าง ทว่าท้ายที่สุดย่อมวกกลับเข้าสู่กระดานหมากที่ควรจะเป็
ขณะที่เซียวเยี่ยนกำลังปล่อยใจภวังค์ ชายชราคิ้วขาวก็ผลักประตูรุดเข้ามา "องค์หญิง ฟ่านจงิพ่ายแพ้แล้ว"
องค์หญิงแห่งเป่ยหู... เยี่ยนเยี่ยนเท่อมู่เอ๋อร์ หรือที่แฝงกายในนามเซียวเยี่ยน ทันทีที่ได้ยินรายงาน มือพลันสั่นสะท้าน สุราในจอกกระฉอกรดหลังมือ
นางหยิบผ้าแพรไหมขึ้นมาซับรอยสุรา อาศัยจังหวะนี้ดึงสติเยือกเย็นกลับคืนมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ "มันแพ้ได้อย่างไร"
"ข้าน้อยสังเกตการณ์จากระยะไกล เห็นมันพ่ายแพ้แก่สตรีร่างเล็กที่แบกขวานั์เบิกภูผายาวกว่าหนึ่งจั้ง หากข้าน้อยคาดการณ์ไม่ผิด สตรีนางนั้นสมควรเป็จ้าวชี่เยว่ ผู้ครองพลังบำเพ็ญสูงสุดในบรรดาทายาทรุ่นเยาว์ของตระกูลจ้าว"
เซียวเยี่ยนรินสุราให้ตนเองอีกจอก ยกซดรวดเดียวจนเหือดแห้ง เอ่ยด้วยแววตาลึกล้ำ "จ้าวชี่เยว่... เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับิญญาต้นกำเนิดขั้นกลางเมื่อเดือนก่อน กลับสามารถบดขยี้ฟ่านจงิที่เคี่ยวกรำในระดับเดียวกันมาเกือบสิบปีได้ สายเืตระกูลจ้าว ประมาทไม่ได้จริงๆ"
"องค์หญิง พวกเราจะเดินหมากเช่นไรต่อไป"
วางจอกสุรากระแทกโต๊ะ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซียวเยี่ยนก็แค่นเสียงเฉียบขาดเด็ดเดี่ยว "กวาดล้างจวนตระกูลจ้าวเดี๋ยวนี้ เด็ดหัวจ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่ซะ"
ั์ตาชายชราคิ้วขาววาบประกาย "หากกระทำเช่นนั้น..."
เซียวเยี่ยนยกมือปราม "ก่อนหน้านี้ฟ่านจงิอิดออดไม่ยอมให้พวกเราลงมือ เพราะพะวงเื่ผลกระทบ ทว่าเปิ่นกงจู่ลงมือสังหารคนในเมืองไต้โจว จำเป็ต้องสนหัวผู้ใดด้วย ยิ่งเื่ราวลุกลามใหญ่โต ดึงให้ราชสำนักต้าฉีแตกหักขัดแย้งกันรุนแรงเท่าใด ก็ยิ่งเป็ผลดีต่อแผนการพวกเรามากเท่านั้น"
"องค์หญิงปราดเปรื่องยิ่ง ทว่าหากภายหลังใต้เท้าสวีเค้นถาม... ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากับเขา ไม่อาจสะบั้นลงเพราะเื่นี้ ภายภาคหน้ายังต้องหลอกใช้อยู่"
"ฟ่านจงิพลาดท่าถูกจ้าวชี่เยว่จับเป็ เพื่อรับประกันว่ามันจะเอาความลับลงหลุม พวกเรามีแต่ต้องฆ่าปิดปากมันเสีย"
"องค์หญิงปราดเปรื่องยิ่ง"
"เมื่อสำเร็จโทษพวกมันแล้ว จงเร่งรุดไปดักซุ่มนอกเมือง รอสองสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่งรุดหน้ากลับมาเมื่อใด ให้สกัดบั่นคอทิ้งกลางทางซะ"
"รับบัญชา ข้าน้อยจะออกเคลื่อนไหวเดี๋ยวนี้"