บทที่ 27 ประมูลสำเร็จ
“คุณหลิวคะ คุณยอมรับข้อเสนอการตรวจสอบจากคุณเหยียนหรือไม่? หากคุณปฏิเสธ ทางเราจำเป็ต้องให้คุณสละสิทธิ์ในการประมูลครั้งนี้โดยไม่มีเงื่อนไข และจะทำการหักเงินมัดจำร้อยละสิบของจำนวนเงินทั้งหมดทันทีค่ะ”
พนักงานประมูลบนเวทีหันไปถามหลิวอวี่ด้วยน้ำเสียงเป็งานเป็การ
“ผมยินดีให้ตรวจสอบครับ”
หลิวอวี่หยิบบัตรธนาคารออกมาจากกระเป๋าส่งให้พนักงานสาวที่ก้าวเข้ามารับไปอย่างนอบน้อม
“ทุกท่านโปรดรอสักครู่ค่ะ ทางเราจำเป็ต้องประสานงานกับธนาคารเ้าของบัตรเพื่อยืนยันยอดเงินคงเหลือว่าครอบคลุมตามเกณฑ์หรือไม่ ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงประกาศ พนักงานประมูลก็เดินออกจากห้องประชุมไปเพื่อดำเนินการทันที
“เหอะ... คนที่ขับแค่รถกระบะเก่า ๆ มา เงินมัดจำหนึ่งล้านนั่นคงจะเป็เงินเก็บทั้งชีวิตของพวกชาวประมงไม่กี่ครัวเรือนที่แกไปรวบรวมมาล่ะสิ!” ผู้จัดการเหยียนแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ที่แท้รถกระบะคันนั้นก็เป็ของเขาเองหรอกเหรอ ผมก็นึกว่าพวกรับจ้างขนของจอดรถผิดที่เสียอีก”
“ผมก็ว่าเขาน่าจะไม่มีปัญญาจ่ายจริง ๆ นั่นแหละ สภาพแบบนั้นขับรถกระบะมาประมูลงานระดับสิบล้าน ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่วห้องประชุม แต่หลิวอวี่กลับยังคงวางท่าทีสงบนิ่ง ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดีว่าเงินในบัญชีของตนนั้นมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าตัวเลขยี่สิบเจ็ดล้านไปไกลมาก
“บางคนนี่ก็แปลกนะ... ในเมื่อไม่มีปัญญาแล้วยังไม่ยอมรามือง่าย ๆ อีก!” ผู้จัดการเหยียนยังคงกระแนะกระแหนไม่เลิก
“พวกชาวประมงไร้สาระอย่างพวกแก เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะ ทันทีที่บริษัทของฉันเข้าบริหารเกาะฉางเซียง ฉันจะกวาดล้างพวกแกออกไปให้พ้นหูพ้นตาให้หมด!”
ผู้จัดการเหยียนประกาศกร้าวด้วยรอยยิ้มเ็า ที่แท้ในสายตาของเขา หลิวอวี่ก็เป็เพียงตัวแทนชาวบ้านบนเกาะที่ส่งมาป่วนการประมูลเท่านั้น
ไม่นานนัก พนักงานประมูลคนเดิมก็เดินกลับเข้ามาในห้อง เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหลิวอวี่ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิม
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือและเสียเวลารอนะคะ”
เธอยื่นบัตรคืนให้หลิวอวี่อย่างสุภาพ ก่อนจะเดินขึ้นไปยังโพเดียมแล้วประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดเจนว่า “จากการตรวจสอบร่วมกับทางธนาคาร ยืนยันว่าคุณหลิวมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีสถานะทางการเงินที่เชื่อถือได้สำหรับการรับผิดชอบราคาเสนอประมูลในครั้งนี้ค่ะ!”
“และตามกฎระเบียบที่ได้แจ้งไว้ คุณเหยียนจะต้องถูกหักเงินมัดจำร้อยละสิบเพื่อมอบเป็เงินชดเชยให้แก่คุณหลิวค่ะ!”
ทันทีที่สิ้นคำประกาศ ใบหน้าของผู้จัดการเหยียนก็เปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำสลับซีด ดูอเนจอนาถอย่างยิ่ง
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเด็กหนุ่มสภาพธรรมดาคนนี้จะสามารถเนรมิตเงินยี่สิบเจ็ดล้านออกมาได้จริง ๆ และที่สำคัญ เงินหนึ่งแสนหยวนที่ถูกหักไปนั้น ทางบริษัทไม่มีทางรับผิดชอบให้แน่นอน สุดท้ายเขาก็ต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายความโง่เขลาในครั้งนี้
เงินหนึ่งแสนหยวน... นั่นคือหยาดเหงื่อแรงกายจากการทำงานถึงสามเดือนของเขาเชียวนะ!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผู้จัดการเหยียนก็รู้สึกปวดใจจนแทบกระอักออกมา
“หึ ๆ ผู้จัดการเหยียน ต้องขออภัยด้วยนะครับสำหรับเงินหนึ่งแสนของคุณ ผมขอรับไว้ด้วยความยินดีละกัน”
“อ้อ... แล้วก็ช่วยจำไว้ด้วยนะ ว่าไม่มีกฎข้อไหนกำหนดว่าคนรวยห้ามขับรถกระบะ!” หลิวอวี่เอ่ยทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มละไม แต่คำพูดนั้นกลับทิ่มแทงใจผู้จัดการเหยียนจนแทบกระอักเื
“ตอนนี้การประมูลจะดำเนินต่อค่ะ ราคาเสนอสูงสุดในขณะนี้คือยี่สิบเจ็ดล้านหยวนของคุณหลิว ยังมีท่านใด้าเสนอราคาเพิ่มอีกไหมคะ?” หยางเสวี่ยถามย้ำ
ผู้จัดการเหยียนอยากจะเสนอราคาต่อเพื่อกู้หน้า แต่ทว่าเพดานงบประมาณที่บริษัทอนุมัติมามีเพียงยี่สิบเจ็ดล้านเท่านั้น เขาจึงทำได้เพียงนั่งกำหมัดแน่นด้วยความแคบแค้น
ส่วนนักลงทุนคนอื่น ๆ เมื่อเห็นราคาทะยานไปสูงถึงเพียงนั้น ก็เห็นพ้องตรงกันว่าไม่มีความจำเป็ต้องเสี่ยงแข่งขันต่อ จึงทยอยสละสิทธิ์ไปทีละราย
ด้วยเหตุนี้ หลิวอวี่จึงคว้าสิทธิ์ในการเช่าเกาะฉางเซียงเป็เวลาสิบปีไปครองได้สำเร็จ
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการเซ็นสัญญาและชำระเงินเรียบร้อย พนักงานประมูลสาวก็เดินเข้ามาหาหลิวอวี่พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจและยื่นมือออกมาทักทาย “ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะคะ ฉันหยางเสวี่ย เป็ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ค่ะ”
“ในฐานะที่คุณเป็ผู้ชนะการประมูล ทางบริษัทมีของสมนาคุณพิเศษมอบให้ เป็เรือบรรทุกสินค้าขนาดเล็กหนึ่งลำสำหรับใช้ในกิจการบนเกาะค่ะ!”
เมื่อได้ยินว่าได้เรือมาใช้งานฟรี ๆ หลิวอวี่ก็หัวเราะร่าด้วยความพอใจพลางจับมือกับหยางเสวี่ย “วิเศษมากครับ! มีเรือให้แบบนี้ผมก็ประหยัดงบไปได้โขเลย”
“ถ้าอย่างนั้น หากคุณหลิวสะดวกตอนนี้ เราไปดำเนินการส่งมอบพื้นที่กันเลยดีไหมคะ?”
“สะดวกครับ ว่างแน่นอน งั้นไปดูเกาะของผมกันเลย!” หลิวอวี่แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะเห็นอาณาจักรแห่งใหม่ของเขา
“ตกลงค่ะ เดี๋ยวฉันจะเดินทางไปกับคุณด้วยเลย... อ้อ คุณหลิวขับรถมาใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับ จอดอยู่ข้างล่างนี่เอง”
“ดีค่ะ งั้นฉันขอติดรถคุณไปด้วยเลยนะคะ”
เมื่อหยางเสวี่ยลงมาถึงหน้าอาคารแต่กลับไม่พบเงาของหลิวอวี่ เธอจึงเตรียมจะกดโทรศัพท์หาเขา แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีชายหนุ่มโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถกระบะคันเก่าที่จอดเด่นอยู่ใกล้ ๆ
“คุณหยาง ทางนี้ครับ!”
หยางเสวี่ยหันไปตามเสียงเรียกก่อนจะชะงักกึก เมื่อเห็นหลิวอวี่นั่งประจำที่อยู่ในรถกระบะคันนั้น
“คุณ... ทำไมคุณถึงขับรถคันนี้ล่ะคะ?”
“ทำไมล่ะครับ รถคันนี้มันดูไม่เข้ากับฐานะของผมเหรอ?” หลิวอวี่ถามกลั้วหัวเราะ
“เปล่าค่ะ... ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันแค่ประหลาดใจเฉย ๆ เ้าของธุรกิจที่มีทรัพย์สินระดับสิบล้าน แต่กลับขับรถแบบนี้ มันดูขัดกับภาพลักษณ์ไปนิดนึงน่ะค่ะ” หยางเสวี่ยรีบแก้ตัวด้วยความเกรงใจ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถทางฝั่งผู้โดยสาร
“ฮ่า ๆ รถคันนี้แหละดี แรงดีบรรทุกของก็ได้สารพัดประโยชน์ อ้อ... ว่าแต่จุดหมายของเราคือที่ไหนนะครับ?”
“ท่าเรือลิ่วเหอค่ะ เรือที่บริษัทมอบให้จอดรออยู่ที่นั่น เราจะเริ่มออกเดินทางจากที่นั่นมุ่งหน้าไปเกาะฉางเซียงกันค่ะ”
สิ้นเสียงนัดหมาย รถกระบะคู่ใจก็มุ่งหน้าตรงไปยังท่าเรือลิ่วเหอทันที
ไม่นานนัก เมื่อจอดรถเรียบร้อย หยางเสวี่ยก็ต่อสายโทรศัพท์หาใครบางคน เพียงอึดใจเดียว ชายวัยกลางคนท่าทางซื่อ ๆ เหมือนชาวประมงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา
“คุณหยาง วันนี้จะให้ผมขับเรือไปส่งที่เกาะเหมือนเดิมใช่ไหมครับ?” เขาถามพร้อมรอยยิ้มประจบ หวังจะได้เงินค่าจ้างพิเศษในวันนี้
“ใช่ค่ะ ช่วยไปส่งที่เกาะฉางเซียงหน่อยนะคะ”
“ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา!” ชายคนนั้นรับคำแข็งขันก่อนจะวิ่งนำไปยังจุดจอดเรือ
เพียงไม่นาน เรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งก็แล่นเข้าเทียบท่า
“นี่คือเรือบรรทุกสินค้าที่บริษัทมอบให้ผมเหรอครับ?” หลิวอวี่ถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นขนาดของมัน
“ใช่ค่ะ เดิมทีมันเป็เรือที่ผู้รับเหมารายก่อนทิ้งไว้ ซึ่งทางบริษัทเราไม่มีความจำเป็ต้องใช้งานแล้ว จึงตัดสินใจมอบให้คุณเพื่อเป็การเริ่มต้นธุรกิจค่ะ” หยางเสวี่ยอธิบาย
แม้จะเป็เรือบรรทุกสินค้าขนาดเล็ก แต่ความยาวร่วมสิบเมตรและกว้างกว่าสามเมตรของมันก็ดูแข็งแกร่งพอที่จะบรรทุกรถกระบะของเขาได้ทั้งคัน หากต้องไปหาซื้อตามอู่ต่อเรือ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องควักเงินหลายแสนหยวนแน่นอน
หลิวอวี่ยกนิ้วโป้งให้พลางเอ่ยชม “บริษัทของคุณนี่ใจถึงจริง ๆ!”
เมื่อทั้งคู่ขึ้นเรือเรียบร้อย ชาวประมงคนนั้นก็บังคับเรือมุ่งหน้าสู่น่านน้ำกว้างทันที ไม่นานนัก เงาตะคุ่มของเกาะเล็ก ๆ ก็ปรากฏสู่สายตาของหลิวอวี่
“เกาะฉางเซียงแห่งนี้มีพื้นที่ครอบคลุมกว่าสองร้อยเฮกตาร์ สภาพภูมิประเทศราบเรียบสม่ำเสมอ และยังมีชัยภูมิที่ยอดเยี่ยม เหมาะแก่การพัฒนาทั้งด้านการท่องเที่ยวและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยิ่งค่ะ”
หยางเสวี่ยทำหน้าที่มัคคุเทศก์แนะนำข้อมูลเกาะอย่างคล่องแคล่ว แต่ในจังหวะนั้นเอง ชาวประมงวัยกลางคนก็โพล่งถามขึ้นมาว่า “คุณหยางครับ ผมได้ยินว่าบนเกาะฉางเซียงยังมีชาวประมงอีกสิบกว่าครอบครัวที่ยังไม่ยอมย้ายออกไป ทางบริษัทคุณมีแผนจะจัดการกับคนพวกนี้ยังไงหรือครับ?”
คำถามนั้นทำให้หยางเสวี่ยถึงกับชะงัก แววตาของเธอสั่นไหวและมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเลี่ยง ๆ ว่า “เื่เงินชดเชยทางบริษัทได้ดำเนินการโอนไปเรียบร้อยแล้วค่ะ คาดว่าอีกไม่นานพวกเขาก็คงจะทยอยย้ายออกไปเอง”
หลิวอวี่ลอบสังเกตปฏิกิริยาของหยางเสวี่ย เขารู้สึกได้ลึก ๆ ว่ามีบางอย่างที่เธอกำลังปกปิดเขาอยู่ และมันอาจจะไม่ใช่งานที่ง่ายอย่างที่คิด
ไม่กี่นาทีต่อมา เรือก็เทียบท่า และทั้งคู่ก็ก้าวเท้าขึ้นสู่พื้นดินของเกาะฉางเซียง
พื้นที่บนเกาะราบเรียบสมคำร่ำลือ และด้วยตำแหน่งที่ตั้งของเซียงซานซึ่งไร้ปัญหาพายุไต้ฝุ่นรบกวนบ่อยนัก ที่นี่จึงเป็์สำหรับการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างแท้จริง!