บทที่ 8 ตระกูลสี
เมื่อจิวฮวาก้าวพ้นประตูรถม้า ก็ปรากฏกำแพงจวนสีขาวกว้างยาวจนสุดตาตรงหน้า หน้าประตูไม้บานใหญ่สีแดงเืหมู ปรากฏชายหญิงหลากหลาย่วัย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดี คลุมกายด้วยผ้าขนสัตว์ผืนหนายืนอยู่ ถัดจากนั้นเป็น่าจะเป็บ่าวไพร่ ที่แต่งกายด้วยผ้าหยาบสีเข้มตัวหนายืนก้มหน้าอยู่ใกล้ๆ
เจียงมามาค่อยๆจูงมือจิวฮวา ไปหยุดยืนที่หน้าชายชรา และหญิงชราที่ยืนสง่าราวกับเป็ประธานอยู่ตรงกลาง แม้ทั้งสองท่านจะดูชราภาพ หากแต่ก็ยังดูแข็งแรงยิ่ง
ชายชราสวมใส่ชุดยาวแบบบัณฑิตสีน้ำเงินเข้ม คลุมทับด้วยเสื้อคลุมหนังสีดำผืนหนา ผมสีขาวถูกรวบตึงมัดจุกไว้ และคาดด้วยผ้าคาด หนวดสีเงินยาวลงมาถึงกลางอก
ในขณะที่หญิงชราด้านข้างสวมใส่ชุดยาวสีแดงเืหมู คลุมทับด้วยเสื้อคลุมหนังสัตว์สีน้ำตาลเข้ม ผมสีดอกเลาถูกรวมตึง ปักด้วยปิ่นทองประดับมรกตแบบเรียบง่าย
เมื่อเจียงมามาได้สบตากับหญิงชราเธอก็ร่ำไห้ออกมาทันที “ฮูหยินผู้เฒ่า”
สีจิ้นหง และสีจิ้นเหอ เดินไปหยุดด้านหน้าผู้เฒ่าทั้งสอง แล้วยกมือขึ้นคำนับแบบเป็ทางการ “ท่านปู่/ท่านตา ท่านย่า/ท่านยาย หลานพาจิวเอ๋อร์ และเจียงมามากลับมาถึงบ้านแล้วขอรับ” ทั้งสองกล่าวขึ้นพร้อมกัน
นายท่านผู้เฒ่าสีมองกลุ่มคนตรงหน้าแล้วพยักหน้ารับ แววตาแฝงความอ่อนโยน มีม่านน้ำปกคลุมบางๆ แต่เนื่องจากตนเป็ผู้ชายจึงไม่สามารถหลั่งน้ำตาออกมาได้ จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับ และกล่าวออกมาว่า “กลับมาถึงอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว” ซ้ำไปซ้ำมา
ผิดกับฮูหยินผู้เฒ่าสี ผู้เมื่อได้สบตาเจียงมามา ก็หลั่งน้ำตาออกมาทันที สองเท้าก้าวช้าๆมาออกมาข้างหน้า โดยเมื่อหญิงสาวด้านข้างเห็นก็รีบเข้ามาประคอง ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่หยุดยืนตรงหน้าจิวฮวา ใบหน้าที่ใจดีมีหยาดน้ำตาหลั่งมาไม่ขาดสาย มือเหี่ยวย่นแต่นุ่มเนียน แบบคนไม่เคยทำงานหนัก จับมือสองข้างของหลานสาวที่หยาบกระด้าง แม้จะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังมีล่องรอยความลำบากปรากฏให้เห็นขึ้นมา “ลำบากเ้าแล้วจิวเอ๋อร์” เสียงสั่นเครือกล่าวเรียก
เมื่อได้ยินดังนั้น น้ำตาของจิวฮวาก็หลั่งรินออกมาทันที ชาติที่แล้วเธอสูญเสียครอบครัวทั้งหมดไปในอุบัติเหตุรถชน ทำให้ต้องเติบโตอย่างเดียวดายในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และอยู่อย่างโดดเดียวมาถึง 12 ปี ต่อมาเมื่อมาเกิดใหม่ แม่ก็ตายจาก หากไม่มีพี่ชายและเจียงมามาเธอก็คาดว่าคงไม่สามารถอดทนมาได้จนถึงวันนี้
แต่เมื่อวันนี้มาถึงเธอก็พบว่าเธอไม่ได้โดดเดี่ยว เดียวดายอีกต่อไป เธอมีครอบครัวใหญ่ และญาติพี่น้องมากมายยืนอยู่ตรงหน้า ความลำบากที่ต้องอดทนมาทั้ง 2 ชาติภพ ก็ราวกับทำนบที่แตกทลาย หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย “ท่านยาย” เด็กสาวเอ่ยเสียงเครือ
ฮูหยินผู้เฒ่าสีเห็นดังนั้น ก็ดึงตัวหลานสาวมากอดเอาไว้เสียแน่น และแล้วหิมะแรกก็ล่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ราวกับน้ำตาที่หลั่งรินจาก์ด้วยความยินดี
“ท่านแม่ เข้าบ้านกันก่อนเถอะเ้าค่ะ หลานๆเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยกันมาก” หญิงสูงวัยที่เดินประคองฮูหยินผู้เฒ่าสีมาเอ่ยบอกเบาๆ เมื่อเห็นหิมะที่เริ่มตกลงมา
ฮูหยินผู้เฒ่าสีเหมือนจะเพิ่งคิดได้ จึงผละออกจากหลานสาว มือนุ่มถูกยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มของหลานสาวตรงหน้าอย่างเบามือ “ตายจริง ไปไป เราเข้าไปข้างในกันเถิด”
เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูจวนเข้ามา จิวฮวาก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเข้ามาภายในจวนก็ปรากฏอาคารสีขาว แต่งขอบด้วยหน้าตาสีน้ำตาลเข้ม มุงหลังค้ากระเบื้องสีเทาเกือบดำ ภายในจวนประกอบด้วยตัวเรือนมากมาย เรือนหน้าสุดนั้นถูกเรียกว่าเรือนรับรอง เป็เรือนที่ไว้ใช้สำหรับต้อนรับแขก และเรือนเล็กใหญ่สองข้างฝั่ง เป็ห้องครัว และที่พักอาศัยของข้ารับใช้
ถัดไปยังมีกำแพงบางๆอีกชั้น ถูกแบ่งเป็เรือนด้านใน แบ่งเป็สัดส่วน ซึ่งเป็ที่พักของเหล่าบรรดาเ้านาย
สมาชิกในครอบครัวทยอยกันเข้ามาในห้องรับแขก ก่อนมาถึงเมืองหลวงทางสีจิ้นหงได้อธิบายคร่าวๆให้ฟังแล้วว่า ตระกูลสีที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงนั้น นอกจากนายท่านผู้เฒ่า และฮูหยินผู้เฒ่า ก็มีครอบครัวของบุตรชายคนโตสีหลวนเคออาศัยอยู่ เนื่องด้วยธุรกิจที่ใหญ่โต ทางนายท่านผู้เฒ่า จึงให้ลูกชายอีก 2 คน แยกบ้านออกไปดูธุรกิจในส่วนภาคเหนือ และภาคใต้ทั้งครอบครัว ไม่จำเป็ต้องทิ้งภรรยา หรือลูกๆไว้ที่เมืองหลวงเพื่อคอยดูแลพวกท่าน ตามประเพณี
บนเก้าอี้ไม้จันทร์สลักลายดอกไม้ ตรงตำแหน่งประมุข มีนายท่านผู้เฒ่า และฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่เป็ประธาน ตรงที่นั่งเล็กๆมีเด็กชายตัวน้อยน่าตาจิ้มลิ้มนั่งอยู่ ทางฝั่งซ้ายมือเป็บุตรชายคนโต ภรรยาเอก และอนุทั้งสอง ส่วนขวามือเป็บุตร สะใภ้และธิดาที่ยังไม่ได้ออกเรือนของนายท่านสี นั่งเรียงลำดับตามอาวุสโส
เพราะที่นั่งไม่พอ สีจิ้นเหอ จิวฮวาจึงได้นั่งเก้าอี้เสริม มีเจียงมามายืนอยู่ด้านข้าง พอมองการจังเรียงที่นั่งดีๆก็ให้คล้ายกับการนั่งเป็วงกลมยิ่งนัก
เนื่องจากภายในห้องมีเตาที่ให้ความร้อน จึงไม่จำเป็ต้องใส่เสื้อคลุมตัวหนาอีกต่อไป นายท่านผู้เฒ่ารอจนกระทั่งบ่าวนำชาวางให้ครบทุกคนแล้วจึงไล่บ่าวรับใช้ออกไป จนในที่สุดภายในห้องก็เหลือเพียงสมาชิกตระกูลสีเท่านั้น
ในที่สุดนายท่านผู้เฒ่าก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา “เดินทางเป็อย่างไรบ้าง ลำบากมากหรือไม่”
สีจิ้นหงที่เป็ผู้มีอายุมากที่สุดทำหน้าที่กล่าวตอบ “ไม่ขอรับท่านปู่”
หลังจากนั้นก็เป็การพูดคุย รวมถึงมอบของขวัญรับฝัน จิวฮวาก็ได้ทั้งกำไลหยกเนื้อดีสลักดิ้นทองเป็ลายหงส์จากผู้เป็ยาย ปิ่นทองประดับมุกจากขุยซื่อ ฮูหยินใหญ่สกุลสี และเครื่องประดับอีก 5 ชิ้นจากอี๋เหนียง และภรรยาของพี่ชาย และแนะนำสมาชิกภายในครอบครัว ทำให้จิวฮวาได้ทราบว่า นายท่านผู้เฒ่านั้นมีบุตรชาย 3 คน บุตรสาว 2 คน
บุตรชายทั้ง 3 ประกอบด้วย สีหลวนเคอ บุตรชายคนโตเป็ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน สีเหมยซื่อ บุตรสาวคนโต แต่งงานออกไปกับบุตรชายคนเล็กของตระกูลจ้าว สีหลวนเหยา บุตรชายคนรอง เป็ผู้ดูแลกิจการทางภาคเหนือ สีหลวนคุน บุตรชายคนเล็กเป็ผู้ดูแลกิจการทางภาคใต้ และสีเหมยเจียงผู้เป็มารดาของนาง
ครอบครัวของท่านลุงรอง และท่านลุงเล็ก แยกครอบครัวออกไปแล้ว เนื่องจากท่านผู้เฒ่าเห็นว่ากิจการของตระกูลนั้นมีความใหญ่โต ไม่้าให้บุตรชายต้องจากครอบครัวไปนาน จึงทำการบังคับบุตรชายให้แยกครอบครัว ไม่ต้องทิ้งภรรยาหรือลูกไว้ดูแลตน นับเป็การกระทำที่ผิดประเพณีสุดๆ เนื่องจากสมัยนี้ของฟู่หรงนั้นยังมีวัฒนธรรมคล้ายจีนโบราณอยู่มาก ที่เคร่งครัดกับเื่ความกตัญญู แต่เมื่อนายท่านผู้เฒ่าบังคับ ทั้งหมดก็จำต้องทำตาม แต่เปลี่ยนเป็มารวมตัวที่บ้านใหญ่ในเมืองหลวงทุกงานเทศกาลกันแทน และต้องแบ่งกำไรร้อยละ 10 ส่งเข้ามายังกงสีทุกสิ้นปี
ในพื้นที่เมืองหลวงนั้น มีบุตรชายคนโตของนายท่านผู้เฒ่าสีหลวนเคออาศัยอยู่ กับน้องสาวสีเหมยซื่อที่แต่งงานออกไป อาศัยอยู่ไม่ไกลจากจวนตระกูลสีมากนัก
ภายในจวนตอนนี้ ครอบครัวของนายท่านสีประกอบไปด้วย ขุยซื่อเหนียน เป็ภรรยาเอก เธอมีบุตรกับนายท่านสี 2 คน บุตรคนโตคือสีจิ้นหง พี่ชายที่ไปรับจิวฮวาจากเฟเรนซ์พร้อมกับสีจิ้นเหอ
สีจิ้นหง แต่งงานกับซีฮุ่ยเจิน บุตรสาวคนกลางของขุนนางขั้น 4 กรมขุนนาง ตระกูลซี ก่อนออกเดินทางซีฮุ่ยเจินตั้งครรภ์ได้ 8เดือนแล้ว เมื่อกลับมาสีจิ้นหงก็พบว่าเขาได้บุตรชาย เด็กน้อยวัยขวบกว่า สีหลิวเหวิน กำลังเกาะขาท่านย่าทวด มองหน้าบุรุษที่กำลังส่งยิ้มให้ด้วยสายตามึนงง เมื่อท่านย่าทวดกระซิบบางอย่าง เด็กน้อยก็ตาเบิกกว้างเป็ประกาย ยิ้มสว่างจ้าวิ่งเข้าหาชายหนุ่มในทันที “ท่านพ่อ”
บุตรชายคนที่ 2 ของนายท่านสีชื่อสีจิ้นฝู เป็บุรุษหนุ่มวัย 24 เขามีรูปร่างสูงโปร่ง หากแต่แลดูมีกล้ามเนื้อมากกว่าสีจิ้งหง ใบหน้ามีเค้าโครงกลิ่นอายความเป็บุรุษ และมีบุคลิคที่ดูนิ่งขรึม ก่อนสีจิ้นหงออกเดินทาง สีจิ้นฝูเพิ่งแต่งงานกับไป๋อวี้หลิน บุตรสาวคนเล็กของตระกูลไป๋ ที่เป็ตระกูลค้าถ่านของอาณาจักรฟู่หรง ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนแล้ว
ถัดมาเป็บุตรคนที่สาม สีจิ้นอัน ชายบุตรของนายท่านสีกับจางอี๋เหนียง มีรูปร่างสูงโปร่ง เพรียวบาง ใบหน้าสวยได้รูป น่าจะได้มาจากทางแม่ เพราะจางอี๋เหนียงถือว่าเป็สตรีที่ดูสวยหวานคนหนึ่งเลยทีเดียว สีจิ้นอันมีบุคลิกที่ดูร่าเริงแบบลูกชายคนเล็กทั่วไป เขาเพิ่งได้แต่งงานกับจ้าวเพ่ยหยี บุตรสาวคนเล็ก ลูกสาวของอนุของขุนนางชั้น 3 กรมขุนนาง สกุลจ้าว หลังจากสีจิ้นฝูแต่งานได้ไม่นาน ตอนนี้จ้าวเพ่ยหยีกำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนแล้ว
จ้าวเพ้ยหยีคือพี่น้องของจ้าวหลินหลัน คนที่กำลังจะกลายเป็ชายาขององค์ชายสาม หลังจากหมดฤดูหนาวคนนั้นนั่นเอง จิวฮวาถึงกับหรี่ตามองจ้าวเพ่ยหยีที่กำลังลูบท้องของตนเบาๆ เมื่อคิดว่าตัวเองมีเส้นสายความสัมพันธ์ให้เข้าหาองค์ชายรองอีกหนึ่งช่องทางแล้ว หากแต่เบื้องต้นเธอต้องสืบดูความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อนว่าเป็เช่นไร เพราะอย่างที่ทราบตระกูลขุนนางใหญ่ๆ บางครั้งเหล่าสมาชิกภายในตระกูลก็มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ตามที่เห็นในนิยายหลายๆเื่
ถัดมาจากเหล่าพี่ชายเป็บุตรีของนายท่านสี สีชุนหลัน เป็บุตรีของนายท่านสีกับเหนิงอี๋เหนียง ปีนี้มีอายุ 17 ปี ในตอนนี้หมั้นหมายอยู่กับเหวินเสวี่ยชุน ลูกบุตรชายของอนุในตระกูลเหวิน ซึ่งเป็บุตรของน้องชายของเหวินฮูหยิน ฮูหยินของผู้เป็ลุงของจิวฮวา สีหลวนเหยา
และสุดท้ายเป็เด็กสาวร่างเล็ก ที่มีหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู บุตรีคนสุดท้ายของนายท่านสี กับจางอี๋เหนียง สีรุ่ยเซียง ปีนี้เธอมีอายุ 15 ปีเท่ากับจิวฮวา และยังไม่ได้หมั้นหมายกับใคร เด็กสาวพยายามส่งยิ้มให้จิวฮวาอย่างเป็มิตร
ตระกูลสีที่เป็ตระกูลหลักถือว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่เมื่อรวมตัวกันทั้งตระกูลภายในห้องนี้คงจุคนไม่พอ เพราะเท่าที่เธอทราบสีหลวนเหยาและสีหลวนคุน ต่างก็มีบุตร และบุตรีอีกหลายคน ถือว่าเป็ตระกูลที่ใหญ่มากตระกูลหนึ่ง บวกกับที่รุ่น 3 ส่วนมากก็ถึงวัยออกเรือนกันแล้ว บางคนก็ออกเรือนไปแล้ว ทำให้หลายคนก็เริ่มมีรุ่นสี่ออกมาให้เห็นบ้างแล้ว เช่นสีจิ้นหง เป็ต้น
หลังจากแนะนำตัวกันครบแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ก็หันไปหาขุยซื่อเหนียน ภรรยาของบุตรชายคนโต ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็ฮูหยินใหญ่ ผู้ดูแลภายในเรือนทั้งหมดตอนนี้ “ขุยซื่อ เ้าจัดให้จิวเอ๋อร์อยู่ในเรือนดอกเหมยที่เป็เรือนเก่าของเจียงเอ๋อร์(แม่ของจิวฮวา)ก็ได้ และจัดบ่าวไพร่ให้นางสักหน่อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีชุนหลันก็เหลือบมองจิวฮวาด้วยสายตาริษยาทันที เรือนดอกเหมยนั้นเป็เรือนที่ไม่ใหญ่มากก็จริง อยู่เลยจากเรือนของขุ่ยซือเหนียนไปสักหน่อย รอบเรือนนั้นปลูกดอกไม้นานาพันธ์ และข้างเรือนมีดอกเหมยต้นใหญ่ ชูช่อสวยงาม สีชุนหลันนั้นอยากไปอยู่เรือนนั้นมาก แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับไม่ยินยอม แต่พอจิวฮวามาถึงก็ได้ใช้เรือนนั้นทันที
จิวฮวาเองก็สังเกตุเห็นสายตาริษยาของสีชุนหลันเช่นกัน แต่สายตานั้นกลับสว่างวาบไม่ถึงอึดใจก็ดับไป เพราะชุนหลันนั้นนึกได้ว่าเดี๋ยวหมดหนาว ตนก็ต้องแต่งงานแล้วย้ายออกจากจวนหลังนี้ไปอยู่กับสามีแล้ว เลยไม่รู้จะริษยาไปทำไมอีกนั่นเอง
“เ้าค่ะท่านแม่” ขุยซื่อเหนียนกล่าวรับคำด้วยรอยยิ้ม
ในจังหวะนั้นเองสีจิ้นหงที่กำลังหยอกล้อกับบุตรชายอยู่ก็เหมือนจะนึกบางสิ่งขึ้นได้ “จริงสิขอรับท่านพ่อ ตอนข้าเข้าเมืองมาเห็นเ้าเครื่องอุปกรณ์บันทึกข้อมูล เห็นทางทหารแจ้งว่าต้องไปทำการลงทะเบียน หากแต่จิวเอ๋อร์เหมือนจะมีปัญหานิดหน่อย ท่านพ่อพอจะจัดการได้ไหมขอรับ”
สีหลวนเคอพยักหน้ารับ “เท่าที่พ่อดูก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่ ก็ทำเหมือนตอนจิ้นเหอ ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรพื้นฐาน จากนั้นก็สอบ ใช้เวลส 2 ปี จิวเอ๋อร์ก็ถือว่าเป็พลเมืองฟู่หรงแล้ว ถ้าเื่กลัวน้องสอบไม่ผ่านก็ไม่ต้องเป็กังวล ในส่วนนั้นพ่อสามารถใช้อำนาจตระกูลเราช่วยให้ผ่านได้ เงินถึง ทุกอย่างก็จัดการได้ง่าย”
หากแต่เป็จิ้นเหอเองที่กล่าวอธิบายต่อขึ้นมา “พวกข้าไม่ได้กังวลเื่การเรียน หรือการสอบหรอกขอรับ จริงๆจิวเอ๋อร์เองก็มีพื้นฐานเื่ภาษาของฟู่หรงอยู่แล้ว จากการที่เจียงมามาคอยอบรมสั่งสอน หากแต่ปัญหานั้นคือ ปีนี้จิวเอ๋อร์เองจะ 16 แล้ว แต่ยังไม่เคยได้ผ่านการปลุกเวทย์มนต์ในตัวเลยขอรับ เมื่อตอนน้องอายุ 12 ปี ข้าพยายามจะลอบพานางออกไปปลุกพลังแล้ว หากแต่ถูกจับได้เสียก่อน ทำให้ตัวข้าถูกส่งออกมากับขบวนขายสินค้า ส่วนจิวเอ๋อร์เองก็ถูกขังในเรือน ให้ทำงานไม่ต่างจากบ่าวไพร่ ทำให้ตอนนี้ปราณของนางจึงยังเป็สีขาวอยู่เลย” จิ้นเหอกล่าวด้วยแววตาแดงกร่ำ
เมื่อฟังจบนายท่านผู้เฒ่าสีก็ทุบโต๊ะเสียงดังลั่น “ตระกูลเอมอนด์มันจะทำกันเกินไปแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าแม้จะเ็ป แต่ก็เอื้อมมือไปจับแขนสามีเบาๆ “ท่านพี่โปรดระงับอารมณ์ อย่างไรเสียตอนนี้จิวเอ๋อร์ก็ได้กลับมาบ้านแล้ว”
นายท่านผู้เฒ่าจึงพอสงบอารมณ์ลงได้ สำหรับผู้เฒ่าทั้ง 2 แล้ว สีเหมยเจียงนั้นถือว่าเป็แก้วตาดวงใจ พวกเขามีบุตรีคนนี้ตอนที่อายุเยอะแล้ว ทั้งยังอยู่ใน่ที่หลายๆเื่นั้นเข้าที่แล้ว จึงรักและเอ็นดูบุตรสาวคนนี้ที่สุด ในตอนที่เฟอร์กัส เอมอนด์มาขอบุตรสาวไปเป็ภรรยา ตอนแรกตนนั้นก็ไม่ยินยอม หากแต่บุตรสาวดื้อดึงจึงจำใจต้องปล่อยไป
หลายปีมานี้ตนนั้นส่งคนไปพยายามสืบข่าวคราวลูกสาวที่อาณาจักรเฟเรนซ์ หากแต่ข่าวคราวก็เงียบหาย หากไม่พบเจอสีจิ้นเหอ ตนนั้นก็คาดว่าคงจะไม่มีวันทราบเื่ราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวของตน และหลานของตนแน่นอน
เมื่อนายท่านผู้เฒ่าสีปรายตามองไปที่หลานสาวของตน ที่กำลังก้มหน้าน้อยๆด้วยความกลัดกลุ้ม จากนั้นก็แอบสัญญากับตัวเองในใจไว้ว่า ต่อให้หลานสาวจะดื้อดึง ก็จะไม่ยอมให้แต่งงานไปอยู่ต่างแดนอีกเด็ดขาด