บทที่ 25 เ้าถามเขาเองก็แล้วกัน
วันถัดมา วังหลวงแห่งต้าเซี่ยได้ป่าวประกาศพระราชโองการแก่ภายนอก
บทลงโทษที่ฟางเฉินห้ามก้าวเข้าสู่ราชสำนักและห้ามคุมทัพตลอดชีวิต ก็เป็ที่รับรู้กันไปทั่วในหมู่ราษฎรต้าเซี่ย
เื่นี้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากทุกฝ่าย บ้างก็ว่าการกระทำนี้ของฮ่องเต้คือการตัดแขนขาของต้าเซี่ยเอง บ้างก็ว่าการทำเช่นนี้จะช่วยระงับโทสะของแคว้นชิงซงได้
ณ จวนแม่ทัพฟาง
ฟางชางไห่ได้ส่งมอบตราพยัคฆ์ประจิมและสละตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แล้ว โดยถูกสั่งไปเฝ้าประตูเมืองทิศตะวันออกแทน
เดิมทีนี่ควรจะเป็เื่ร้าย แต่จวนตระกูลฟางกลับประดับประดาด้วยโคมไฟและดอกไม้สีสันสดใส บรรยากาศคึกคักยิ่งนัก
สมาชิกทั้งสายตรงและสายรองต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้า เพียงเพราะข่าวเื่พลังปราณเซียนของฟางเฉินฟื้นคืนมานั้นเป็ที่ทราบกันโดยทั่วแล้ว
เรียกได้ว่าตระกูลฟางเป็ตระกูลเดียวในเมืองหลวงที่มีจอมยุทธ์ขั้นตานชี่คอยปกปักษ์อยู่ แม้แต่ในวังหลวงเองก็ยังไร้ยอดฝีมือระดับนี้
สวี่เกอ ม้าเหล็ก และหวงซื่อไห่ กำลังนั่งคุยฟื้นความหลังกันอยู่
หวงซื่อไห่ในฐานะแม่ทัพั แม้เดิมทีจะไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกับสวี่เกอและม้าเหล็ก แต่ทั้งสามก็เคยพบหน้ากันมาก่อน เมื่อไม่ได้เจอกันนานถึงห้าปีเต็ม ย่อมมีเื่ให้พูดคุยกันไม่จบไม่สิ้น
“เฉินเอ๋อร์ เดี๋ยวอาหญิงกินข้าวเสร็จมื้อนี้ วันนี้ก็จะกลับเข้าวังแล้วนะ”
ฮองเฮาทอดพระเนตรมองฟางเฉินพร้อมแย้มสรวล “เ้าอายุยี่สิบสามแล้ว สมควรจะมีครอบครัวเสียที มีแม่นางที่ถูกใจบ้างหรือไม่ อาหญิงจะไปสู่ขอให้เอง”
ฟางชางไห่และภรรยา รวมไปถึงฟางชางโยว ต่างก็พากันมองมาที่ฟางเฉิน แววตาฉายแววแห่งความคาดหวัง
“ในใจของเฉินเอ๋อร์มีคนผู้นั้นอยู่จริง ๆ ขอรับ” ฟางเฉินพยักหน้าพลางยิ้ม
ทุกคนต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ ฟางจื่อเสวี่ยรีบถามด้วยความอยากรู้ทันที “พี่ใหญ่ เป็แม่นางจากบ้านไหนหรือเ้าคะ”
“พี่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ฟางเฉินส่ายหน้าพลางหัวเราะ
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เงาร่างนั้นมักจะปรากฏขึ้นในใจของเขาบ่อยครั้ง ราวกับถูกประทับตราไว้อย่างลึกซึ้ง จนมิอาจลืมเลือนได้เลย
ทุกคนต่างส่งเสียง "อ้อ" ออกมาด้วยสีหน้าแปลก ๆ ต่างคิดว่าเป็เพียงข้ออ้างที่ฟางเฉินยกขึ้นมา แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าฟางเฉินต่างจากคนทั่วไป เื่พรรค์นี้คงจะเร่งรัดไม่ได้จริง ๆ
“ท่านพ่อ ท่านปู่ยังคงปิดด่านฝึกตนอยู่หรือขอรับ” ฟางเฉินถามขึ้นอย่างเรียบ ๆ
“อืม ปู่ของเ้ายังอยู่ในระหว่างปิดด่าน หากเขาสามารถทลายด่านสำเร็จ ตระกูลฟางก็จะมีจอมยุทธ์ขั้นตานชี่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน”ฟางชางไห่พยักหน้าพลางยิ้ม
ทุกคนต่างมีสีหน้าตื่นเต้น จอมยุทธ์ขั้นตานชี่คือสัญลักษณ์ของจักรวรรดิระดับเก้า สาเหตุที่ต้าเซี่ยอ่อนแอลงเช่นนี้ ก็เพราะการขาด่ของจอมยุทธ์ขั้นตานชี่นั่นเอง
ก่อนที่ฟางเฉินจะเลื่อนระดับสู่ขั้นตานชี่ ต้าเซี่ยไม่มีจอมยุทธ์ระดับนี้ปรากฏขึ้นมานานนับสิบปี และ่เวลานับสิบปีนี้เองที่ทำให้แคว้นชิงซงซึ่งเดิมทีมีกำลังรบอ่อนแอกว่าต้าเซี่ยมาก สามารถเร่งฝีเท้าขึ้นมาแซงหน้าและชิงเป็ฝ่ายรุกได้
ยามเย็น ฮองเฮาก็เสด็จกลับเข้าวัง
ฟางเฉินกลับไปยังเรือนหลังเล็กของตนเอง เพื่อทำยันต์อสนีม่วงต่อไป การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะได้แผ่นยันต์เท่านั้น แต่ยังอาศัยการสิ้นเปลืองพลังปราณเซียนเพื่อยกระดับความสามารถของตนเองอีกด้วย
เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่งถึงยามจื่อ
ฟางเฉินพลันขยับไหวสายตา ดวงตาสีเทาหม่นค่อย ๆ มองไปยังจุดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเรียบ ๆ ว่า “เทพธิดาเซียว เ้าไม่กลับชิงซงแต่กลับวนเวียนมาที่นี่ มีธุระอันใด”
ท่ามกลางความมืด เทพธิดาเซียวจ้องมองฟางเฉินเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ฝังลึกเข้ากระดูก
นางดูซูบเซียวและสะบักสะบอม เสื้อผ้าบนกายขาดรุ่งริ่ง าแน้อยใหญ่เรียงรายหนาแน่น บางแผลเริ่มตกสะเก็ดแล้ว แต่บางแผลยังมีเนื้อปลิ้นออกมาและมีเืซึมอยู่เป็ระยะ
“นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็เทพาฟาง จะเป็เพียงคนขี้ขลาดเ้าเล่ห์ที่ผิดคำพูด ท่านพ่อของข้ายกย่องเ้าเหนือสิ่งอื่นใด ท่านเองก็คงจะมองคนผิดไปแล้ว” เทพธิดาเซียวกัดฟันกล่าว
“คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร”
ฟางเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย จมูกของเขาขยับสูดกลิ่น “เ้าาเ็ไม่เบาเลยนะ”
“ต่อหน้าเ้าแสร้งทำเป็ปล่อยข้าไป แต่ลับหลังกลับส่งยอดฝีมือมาตามล่าสังหาร ยามนี้ยังจะมาแสร้งทำเป็ไขสืออีกหรือ ทันทีที่ข้ากลับมาถึงเมืองหลวงก็ได้ยินว่าเ้ากวาดล้างสำนักมวยชั้นสูงชิงซงจนหมดสิ้น เ้าช่างชั่วช้าจริง ๆ” เทพธิดาเซียวเอ่ยเสียงเย็น
“สำนักมวยชั้นสูงชิงซง ข้าเป็คนกำจัดเองจริง ๆ เนื้อร้ายพรรค์นั้นจะเก็บไว้ทำไม ส่วนเื่ของเ้า... ไม่ใช่ฝีมือข้า” ฟางเฉินกล่าวอย่างเรียบเฉย
“ไม่ใช่เ้าแล้วจะเป็ใคร มาถึงตอนนี้แล้ว ยังไม่กล้ายอมรับอีกหรือ” แววตาของเทพธิดาเซียวเต็มไปด้วยความอาฆาต
“ถ้าข้าฆ่า ข้าก็จะรับ แต่ถ้าข้าไม่ได้ฆ่า ข้าจะรับไปทำไม”
ฟางเฉินยิ้มบาง ๆ “การที่เ้าซมซานมาหาข้าที่นี่ เกรงว่าในใจเ้าเองก็คงมีความสงสัยอยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
สีหน้าของเทพธิดาเซียวเปลี่ยนไปเล็กน้อยฟางเฉินพูดถูก
แม้ใจนางจะปักใจเชื่อว่าเป็ฝีมือฟางเฉิน แต่ในส่วนลึกกลับมีความเคลือบแคลงบางอย่างที่อยากจะถามจากปากเขาด้วยตัวเอง ต่อให้ต้องตายเพราะเหตุนี้ก็นับว่าไม่เสียเปล่า
เพราะหากไม่กลับมาที่เมืองหลวงต้าเซี่ย นางก็ไม่มีที่ให้หนีไปได้อีกแล้ว คนที่ตามล่าสังหารนางนั้นมีวิชาที่พิศดารยิ่งนัก
“เขาเริ่มเกิดความสนใจในเื่นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว หรือจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่บางคนในเมืองหลวงที่ไม่้าให้เทพธิดาเซียวกลับไปแบบมีชีวิต จึงส่งคนตามล่าสังหาร
เทพธิดาเซียวเริ่มจะเชื่อแล้วว่าฟางเฉินไม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบเสียงต่ำ
“หลังจากข้าออกจากเมืองหลวงไปได้ไม่นาน ประมาณเวลาหนึ่งวันเต็ม ระหว่างทางข้าได้พบกับนักพรตผู้หนึ่ง นักพรตผู้นี้มีวิชาที่ประหลาดและน่ากลัวยิ่งนัก ไม่เพียงแต่จะฟันแทงไม่เข้า แต่ยังมีพละกำลังมหาศาล ทหารหมาป่านับร้อยนายกลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย”
“ทหารหมาป่าสิบกว่านายคอยคุ้มกันข้าหนีออกมา ส่วนที่เหลือยอมสละชีพเพื่อประวิงเวลา แต่ไม่ว่าข้าจะหนีไปที่ใด นักพรตผู้นั้นกลับตามหาข้าเจอได้อย่างง่ายดาย ทหารหมาป่าข้างกายข้าล้มตายไปทีละคน”
“สุดท้ายข้าไม่มีทางเลือก จึงฉวยโอกาสหนีกลับเข้ามาในเมืองหลวงต้าเซี่ยของพวกเ้า”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เทพธิดาเซียวก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “พละกำลังของนักพรตผู้นั้น เกรงว่าคงจะถึงขั้นตานชี่แล้ว ต้าเซี่ยของพวกเ้าช่างเป็แหล่งกบดานของพยัคฆ์ซุ่มัหมอบจริง ๆ ตลอดห้าปีที่ผ่านมาไม่เคยอยู่อย่างสงบเลยสักนิด”
“นักพรตหรือ” สีหน้าของฟางเฉินเริ่มเคร่งขรึมขึ้น
จากคำบอกเล่าของเทพธิดาเซียว ทั้งพละกำลังมหาศาลและร่างกายที่ฟันแทงไม่เข้า ฟังดูคล้ายกับอานุภาพของยันต์วัชระหรือยันต์พลังเทพยิ่งนัก
นี่ยันต์พื้นฐานของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่ใช่เป็วิชาเฉพาะของสำนักพรตสามพันแห่ง ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปล้วนสร้างเป็ทั้งสิ้น หากการคาดคะเนนี้เป็จริง นั่นหมายความว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวงต้าเซี่ย
“แต่... ก็อาจจะเป็วิชายุทธ์สายป้องกันระดับสูงก็ได้”
ฟางเฉินคิดในใจ
วิชายุทธ์ที่ทำให้ร่างกายคงกระพันและมีกำลังดั่งช้างสารก็มีอยู่ไม่น้อย
“ฟางเฉิน เ้าพอจะรู้ไหมว่าคนผู้นั้นเป็ใคร และเขารับคำสั่งมาจากใครถึง้ามาฆ่าข้า”
เทพธิดาเซียวค่อย ๆ เอ่ยถาม
“เ้าบอกเมื่อครู่ว่า ไม่ว่าอย่างไรก็สลัดเขาไม่พ้น เขาสามารถตามหาที่ซ่อนของเ้าได้ตลอดเวลาเลยหรือ” ฟางเฉินถามขึ้นทันควัน
เทพธิดาเซียวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าตามสัญชาตญาณ
ฟางเฉินสะบัดมือทันที กระแสพลังปราณเซียนสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ร่างของเทพธิดาเซียว เพียงครู่เดียว พลังของเขาก็ััได้ถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่าง
“เ้าจะทำอะไร”
เมื่อเห็นฟางเฉินเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหา นางก็มีแววตาที่ลนลานเล็กน้อย
“อยู่นิ่ง ๆ”
ฟางเฉินแค่นเสียงเ็า เขาคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของเทพธิดาเซียว พร้อมกับส่งพลังปราณเซียนเข้าไปอย่างต่อเนื่อง วินาทีถัดมา หนอนสีขาวตัวหนึ่งก็ดิ้นรนออกมาจากใต้ิัของนางเทพธิดาเซียวเห็นภาพนั้นเข้าก็ถึงกับสติหลุดด้วยความหวาดกลัว ในไหล่ของนาง มีหนอนพรรค์นี้ฝังอยู่ได้อย่างไร
“นักพรตที่เ้าพูดถึง อาศัยสิ่งนี้ในการติดตามร่องรอยของเ้า”
เมื่อฟางเฉินกล่าวจบ เขาก็ใช้พลังปราณเซียนบดขยี้หนอนสีขาวจนกลายเป็ผุยผงทันที
ตอนนี้เขามั่นใจเต็มร้อยแล้วว่านักพรตผู้นั้นคือผู้บำเพ็ญเพียร แต่เขายังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าตบะของอีกฝ่ายอยู่ในระดับใด
“นี่มันวิชาพิศดารอะไรกัน”
เมื่อตั้งสติได้ เทพธิดาเซียวก็พยายามกลั้นอาการคลื่นไส้และจ้องฟางเฉินเขม็ง
“เ้าถามเขาเองก็แล้วกัน”
ฟางเฉินมองไปทางทิศอื่น
เทพธิดาเซียวมองตามไปโดยสัญชาตญาณ เห็นเงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น เขาสวมชุดนักพรตสีแดงอ่อน ใบหน้าดูเป็ชายวัยกลางคนที่มีสีหน้าถมึงทึงเคร่งเครียด