ตอนที่ 7: ความจริงที่ซ่อนเร้น
สายหมอกยามเช้าตรู่แผ่คลุมเหนือช่องแคบศิลาจันทรา ผืนป่าไผ่เขียวชอุ่มส่งเสียงเสียดสีดังสวบสาบตามแรงลมหนาวที่พัดกรูลงมาจากยอดเขาสูง แสงอาทิตย์สีทองแรกอรุณเริ่มสาดส่องกระทบผิวน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลรินลงสู่แอ่งน้ำมรกตเบื้องล่าง ละอองน้ำฟุ้งกระจายกลายเป็สายรุ้งทอดยาว ซูเม่ยและหลี่เหวินก้าวลัดเลาะตามแนวหินเปียกลื่นจนกระทั่งมาถึงถ้ำลับหลังม่านน้ำตก ซึ่งเป็สถานที่ตามที่ระบุไว้ในลายแทงส่วนที่สองอย่างสมบูรณ์
บรรยากาศภายในถ้ำแห้งสนิทและไร้ซึ่งกลิ่นอับชื้น ผนังศิลาธรรมชาติถูกสกัดเป็ลวดลายหมู่ดาวเก้าดวงอย่างวิจิตรบรรจง ตรงใจกลางห้องโถงถ้ำมีแท่นศิลาหยกขาวตั้งตระหง่าน บนแท่นมีกล่องศิลาโบราณลงรักปิดทองขนาดยาวประมาณหนึ่งศอกวางสงบนิ่งอยู่
"นี่คือสถานที่ซ่อนชิ้นส่วนลายแทงสุดท้ายของคัมภีร์ดาราจรัส" ซูเม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความตื่นเต้น นางเดินเข้าไปใกล้แท่นหยกขาว ยกมือลูบไล้ลวดลายแกะสลักอย่างระมัดระวัง
"ดูเหมือนจะไม่มีกับดักหรือกลไกอันใดหลงเหลืออยู่แล้ว" หลี่เหวินกล่าวพลางกวาดสายตามองรอบห้องโถง เขายืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังนาง ดาบสีนิลกาฬในมือทอดลดลงต่ำอย่างผ่อนคลาย
"รีบเปิดดูเถิด เราจะได้รู้เสียทีว่าคัมภีร์ที่แท้จริงถูกซ่อนไว้ที่ใดในใต้หล้า"
ซูเม่ยพยักหน้ารับ นางใช้พลังปราณกระบี่ฟ้าใสถ่ายทอดลงบนร่องกลไกของกล่องศิลาเบาๆ แสงสีครามสว่างวาบก่อนที่ฝากล่องจะเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ภายในกล่องมิได้มีเพียงแผ่นหนังสัตว์โบราณที่บันทึกลายแทงส่วนสุดท้ายเท่านั้น แต่ยังมีม้วนกระดาษโบราณผนึกด้วยขี้ผึ้งสีแดงชาดและหีบเหล็กขนาดเล็กซ่อนอยู่ข้างใต้
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ซูเม่ยหยิบม้วนกระดาษโบราณขึ้นมาคลี่ออกดู ทว่าทันทีที่สายตาของนางกวาดผ่านตัวอักษรบนผืนกระดาษ ร่างบางของนางพลันแข็งทื่อไปในทันที ดวงตาครามใสเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้างดงามพลันซีดเผือดลงอย่างรวดเร็วจนไร้สีเื ริมฝีปากบางสั่นระริก ลมหายใจของนางติดขัดราวกับถูกคีมเหล็กบีบรัดเข้าที่ขั้วหัวใจ
บนม้วนกระดาษนั้นคือ 'จดหมายลับสั่งการล้างตระกูลหลี่แห่งเจียงหนาน' เมื่อสิบปีก่อน เนื้อความระบุถึงการวางแผนลอบสังหารคนในตระกูลหลี่ทั้งหมดเพื่อชิงเศษเสี้ยวของคัมภีร์ดาราจรัส และที่มุมล่างสุดของจดหมายสั่งการนั้น ปรากฏตราประทับสีชาดรูป 'กระบี่คู่เหินฟ้าผ่าม่านเมฆ' ซึ่งเป็ตราสัญลักษณ์ประจำตัวของ เ้าสำนักกระบี่ฟ้าใส อาจารย์ผู้ชุบเลี้ยงและถ่ายทอดวิชาให้นางมาั้แ่เยาว์วัย!
"ไม่... ไม่จริง... เป็ไปไม่ได้..." ซูเม่ยพึมพำเสียงสั่นเครือ
แผ่นกระดาษในมือสั่นไหวอย่างรุนแรง ความทรงจำในวัยเด็กหลั่งไหลเข้ามาในหัว อาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและศีลธรรมอันสูงส่ง ผู้ที่สั่งสอนให้นางยึดมั่นในความยุติธรรม จะเป็ผู้สั่งการฆ่าล้างตระกูลผู้บริสุทธิ์เพื่อแย่งชิงคัมภีร์ได้อย่างไร
"มีอะไรหรือ ซูเม่ย?" หลี่เหวินสังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบก้าวเข้ามาใกล้
"เ้าพบสิ่งใดในกล่องนั้นงั้นหรือ เหตุใดหน้าตาจึงดูตื่นตระหนกเพียงนี้"
"อย่าเข้ามา!" ซูเม่ยรีบพับม้วนกระดาษเก็บไว้ด้านหลังโดยสัญชาตญาณ เสียงของนางแฝงความตื่นกลัวและสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ท่าทางมีพิรุธของนางทำให้หลี่เหวินขมวดคิ้วแน่น แววตาอบอุ่นพลันเปลี่ยนเป็เคลือบแคลงสงสัย "มีสิ่งใดที่ข้าไม่ควรรู้หรือ? ซูเม่ย ส่งกระดาษแผ่นนั้นมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้"
"หลี่เหวิน... ฟังข้าก่อน บางทีเื่นี้อาจเป็แผนการจัดฉากของพรรคมารเพื่อสร้างความแตกแยก!" ซูเม่ยพยายามอธิบาย แต่น้ำเสียงที่สั่นพร่ากลับยิ่งเพิ่มความสงสัยให้แก่เขา
"หากเป็แผนการของศัตรู เ้าจะกลัวสิ่งใด เหตุใดต้องซ่อนมันไว้จากข้า!" หลี่เหวินไม่รอช้า เขาสาวเท้าเข้าประชิดตัวและเอื้อมมือไปคว้าม้วนกระดาษจากมือนาง ซูเม่ยพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่ด้วยสภาพจิตใจที่สับสนและพลังปราณที่ยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ ทำให้ม้วนกระดาษหลุดลอยจากมือไปตกอยู่ในกำมือของหลี่เหวินจนได้
หลี่เหวินคลี่ม้วนกระดาษออกอ่านอย่างรวดเร็ว ทุกตัวอักษรที่ปรากฏในจดหมายดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเขา ภาพเหตุการณ์ในคืนฝนตกหนักเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในความทรงจำอย่างแจ่มชัด เสียงกรีดร้องของบิดามารดา กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลหลี่ และประกายกระบี่ฟ้าใสที่ตัดผ่านความมืดมิดในคืนนั้น... ทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบด้วยตราประทับสีชาดของสำนักกระบี่ฟ้าใส
สายตาของหลี่เหวินที่มองไปยังตราประทับนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ รังสีอำมหิตอันบ้าคลั่งและเยือกเย็นะเิออกจากร่างของเขาอย่างรุนแรงจนเศษหินรอบข้างแตกกระจาย ดาบสีนิลกาฬในมือสั่นสะท้านส่งเสียงหวีดหวิวราวกับกระหายเื
"สำนักกระบี่ฟ้าใส... เ้าสำนักผู้ทรงธรรม..." หลี่เหวินเค้นเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นออกมาจากลำคอ "ที่แท้... ฆาตกรที่สังหารพ่อแม่และพี่น้องของข้าอย่างโเี้ ก็คือสำนักฝ่ายธรรมะที่น่าสรรเสริญของเ้านี่เอง!"
"หลี่เหวิน! เ้าสำนักอาจถูกใส่ร้าย หรืออาจมีเบื้องลึกเื้ัที่พวกเรายังไม่รู้!" ซูเม่ยก้าวเข้ามาคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ทั้งน้ำตา
"ได้โปรด... ใจเย็นลงก่อนเถิด อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน!"
หลี่เหวินสะบัดแขนออกอย่างแรงจนร่างของซูเม่ยเซถอยหลังไปหลายก้าว เขามองนางด้วยสายตาที่เ็ปร้าวรานและเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักและความอบอุ่นใต้แสงดาวเมื่อคืน มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเ็าและรอยร้าวที่ไม่อาจประสาน
"ด่วนตัดสินงั้นหรือ? ตราประทับนี้เป็ของจริง ลายมือนี้เป็ของจริง!" หลี่เหวินคำรามก้อง ถ้ำทั้งถ้ำสั่นะเืตามแรงอารมณ์ของเขา "ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ข้าเปิดใจให้เ้า ข้ายอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเ้า... แต่เ้ากลับเป็ศิษย์เอกของคนที่ฆ่าล้างตระกูลข้า! ช่างน่าขันยิ่งนัก!"
"ข้าไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อนจริงๆ หลี่เหวิน... ข้าสาบานได้!" ซูเม่ยวิงวอน ความเ็ปในอกซ้ายของนางรุนแรงเสียยิ่งกว่าตอนที่ถูกพิษร้ายแช่แข็งเส้นชีพจร
หลี่เหวินกำม้วนกระดาษแน่นจนยับยู่ยี่ เขาก้มลงเก็บแผ่นหนังสัตว์ลายแทงส่วนสุดท้ายขึ้นมา จากนั้นจึงหันหลังให้แก่นาง ดาบสีนิลกาฬถูกยกขึ้นชี้ตรงไปที่เบื้องหน้า
"ความจริงทั้งหมด... ข้าจะไปเค้นคอถามเอาจากปากเ้าสำนักกระบี่ฟ้าใสด้วยตัวเอง" หลี่เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย
"หากเื่นี้เป็ความจริง ข้าจะล้างสำนักกระบี่ฟ้าใสให้สิ้นซาก เพื่อเซ่นไหว้ดวงิญญาของตระกูลข้า!"
"หลี่เหวิน อย่าไป!" ซูเม่ยร้องเรียก แต่ร่างสูงของหลี่เหวินกลับทะยานฝ่าม่านน้ำตกหายลับไปในม่านหมอกอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นางทรุดตัวลงคุกเข่าร่ำไห้อยู่บนพื้นถ้ำเพียงลำพัง ท่ามกลางรอยร้าวของความเชื่อใจที่พังทลายลงในชั่วพริบตา