ระยะเวลาในการหลับใหลและตื่นขึ้นมาใหม่ของร่างนี้รวมแล้วเป็เวลา 28วัน ทำให้นางรู้สึกอ่อนเพลียไร้พลังอยู่บ้าง หลังจากที่ท่านแม่ของนางป้อนข้าวป้อนน้ำมา5 วันแล้ว หลินหนิงชินจึงฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูร่างกายของนางขึ้นมามากที่สุดก็คือ"มิติ พิเศษ” ที่ติดตัวมาพร้อมกับการเกิดใหม่ของนาง
ย้อนไปเมื่อวันที่สองหลังจากที่นางฟื้นคืนชีวิตมาในร่างนี้ นางรู้แล้วว่านางมีมิติส่วนตัวแค่เพียงคิดว่าจะเข้าไปในมิตินางก็สามารถเข้าไปได้เลย สิ่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้านางในมิติมีเพียงกระท่อมไม้ไผ่เล็กๆ หลังหนึ่งทางด้านขวาเป็แปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ที่มีสมุนไพรเขียวชอุ่มหลากหลายชนิดส่งกลิ่นอวลหอมสดชื่นทำให้รู้สึกสงบและสบายใจอย่างน่าแปลกใจ
ด้านหลังของกระท่อมไม้ไผ่เป็คลังเก็บสินค้าขนาดใหญ่ที่มีชั้นวางของว่างเปล่าหลายสิบชั้นและตู้เก็บของที่เป็ลิ้นชักแบ่งเป็ช่องเล็ก ๆ อีกหลายหลัง ด้านหน้ากระท่อมใกล้กับแปลงสมุนไพรมี บ่อน้ำที่มีน้ำใสสะอาดอยู่เต็มอีกหนึ่งบ่อ
สิ่งแรกที่นางทำคือสำรวจในกระท่อมหลังนั้น พบว่าด้านในกระท่อมหลังเล็กๆนี้ กลับกว้างขวางกว่าจากที่เห็นจากทางภายนอกมีเตียง 1 หลัง โต๊ะและเก้าอี้ 1ชุด ตำราที่ดูเก่าคร่ำคร่าหนึ่งเล่มวางอยู่บนโต๊ะ สิ่งที่ดูแปลกประหลาดที่สุดก็คือมีชั้นหนังสือขนาดใหญ่มากอยู่ภายในกระท่อม นับดูแล้วมีถึง 30 ชั้น วางเรียงอยู่ดูคล้ายห้องสมุดในยุคสมัยใหม่อยู่พอสมควร แต่ละชั้นเต็มไปด้วยตำราขนาดเล็กใหญ่มากมายถูกจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ เมื่อมองจากภายนอกกระท่อมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าชั้นหนังสือเหล่านี้จะเข้าไปอยู่ในกระท่อมน้อยๆหลังนี้ได้อย่างไร
‘เริ่มดูจากตำราบนโต๊ะนี่ก่อนแล้วกัน อาจมีอะไรเขียนบอกเอาไว้’หลินหนิงชินคิดในใจพร้อมยื่นมือไปหยิบตำราสภาพเก่าเล่มนั้นขึ้นมา
ทันทีที่นิ้วของนางััถูกมันก็เกิดแสงสว่างวาบออกมาจากตำรา แสบตาจนนางต้องหรี่ตาเบี่ยงหน้าหลบ เมื่อแสงเริ่มลดลงนางมองไปที่มือของนางอีกครั้งตำราเล่มนั้นกลับกลายเป็ภาชนะชนิดหนึ่งคล้ายๆกับกระถางขนาดเล็กจิ๋วมาอยู่ในมือของนางแทน
ในเวลาเดียวกันก็มีความรู้ที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของนางโดยเฉียบพลันนางได้รู้ว่าภาชนะชนิดนี้คือ “เตาหลอมโอสถ”มันมีสีเทาทำจากโลหะชนิดหนึ่งไม่มีลวดลายหรืออักษรใดๆ เป็พิเศษ เพียงแค่ให้ความรู้สึกแข็งแรง ทนทานเพียงเท่านั้น
เมื่อนาง้าจะใช้ขนาดของมันก็จะขยายใหญ่ได้เองอย่างรวดเร็วตามความคิดในเวลาที่ไม่ได้ใช้นางสามารถนำมาสวมเป็จี้ห้อยคอติดตัวได้เสมอ
นอกจากนี้ยังรับรู้อีกว่าบ่อน้ำใสๆที่เห็นอยู่ข้างนอกนั้นมันคือ“น้ำทิพย์” ที่มีพลังปราณบริสุทธิ์เป็ที่สุดสามารถดื่มกินได้นำมารดพืชพรรณก็ช่วยให้พืชพรรณเติบโตได้ดีและยังสามารถเพิ่มพลังปราณให้กับผืนดินอีกด้วย
"เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ. ทะลุมิติมาทั้งที หากข้าไม่มีของดีติดตัวมาบ้างก็ไม่ใช่ตัวเอกละ ฮ่าๆๆ ในโลกผู้ฝึกปราณที่ขาดแคลนพลังปราณเช่นนี้ข้ากลับมีน้ำทิพย์พลังปราณ หากยังเอาตัวไม่รอดก็เอาหัวโขกกำแพงตายไปอีกรอบได้เลยหนิงชินเอ้ย!!"
ส่วนบรรดาตำราที่มีมากมายมหาศาลเ่าั้ นางไม่ได้รู้จักทุกเล่ม สิ่งที่รู้อยู่แน่นอนคือเมื่อนางััตำราเล่มใดนางจะสามารถอ่านเนื้อหาในตำราเล่มนั้นได้ในทันทีและสามารถเลือก “คัดลอก”ความรู้ในตำราให้กับตนเองได้อีกด้วย หรือเพียงแค่ "อ่าน"โดยการััผ่านๆไปโดยที่ไม่คัดลอกก็สามารถทำได้ นางลองหยิบตำราสองสามเล่มมาพลิกดู พวกมันถูกจัดวางแยกประเภทไว้เป็อย่างดี แต่ตอนนี้นางยังไม่คิดจะคัดลอกความรู้ใดๆ
เดินสำรวจดูทุกอย่างจนมั่นใจแล้วว่าไม่พบสิ่งใดอีก หลินหนิงชินจึงเลือกที่จะดื่มน้ำทิพย์จากในบ่อดูก่อน เมื่อดื่มลงไปแล้วนางรู้สึกได้ทันทีถึงพลังปราณที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยในร่างทั้งยังทำให้ร่างกายที่อ่อนแอของนางกลับฟื้นฟูดีขึ้นมาด้วย
เมื่อนางออกมาจากมิติจึงพบว่าเวลาที่นางใช้ในมิติแตกต่างจากข้างนอก นางคำนวณดูแล้วคิดว่านางใช้เวลาสำรวจสิ่งต่างๆ ในมิติไป ราว ๆ 1วัน ข้างนอกกลับผ่านไปเพียง 1 ชั่วยามเท่านั้น
..........
“อาหนิง ท่านพ่อกับพวกพี่ชายของเ้ากลับมากันแล้วนะ แม่เตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อยแล้วลูกล้างหน้า ล้างตาสักหน่อยก่อนเถิด”เสียงมารดาของนางดังขึ้นทันทีที่นางออกจากมิติ
“ข้าทำเองเ้าค่ะท่านแม่”หลินหนิงชินรีบก้าวเท้าออกไปรับผ้าที่มารดาบิดหมาดๆเตรียมรอไว้แล้วนำมาเช็ดหน้าเช็ดตา
“ลูกเดินไหวจริงๆ ใช่หรือไม่ อย่าโกหกเพื่อให้แม่สบายใจเด็ดขาดเลยเชียวนะ”
“จริงยิ่งกว่าจริงเ้าค่ะ ข้าวิ่งให้ท่านดูเลยยังได้เลยนะเ้าคะ”เด็กหญิงยิ้มแย้มเบิกบาน ดื่มน้ำทิพย์ในมิติมา 5 วันแล้วนางแข็งแรงขึ้นแล้วจริงๆ
เห็นดังนั้นฟางลี่ชินก็อดขอบตาแดงน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้อกสั่นขวัญแขวนมานานนับเดือนบุตรสาวตัวน้อยตอนนี้ไม่มีเค้าลางของความเจ็บป่วยหลงเหลืออยู่เลย แม้จะแปลกใจแต่ไยนางต้องคิดให้มากความกันล่ะบุตรสาวของนางก็ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้านี่แล้วไม่ใช่หรือ
สองแม่ลูกหยอกล้อกันอีกสักพักก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันแว่วมาแต่ไกลจึงพากันออกมานอกห้อง
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง กลับมาแล้วหรือเ้าคะ”
“อาหนิง อย่าวิ่งค่อย ๆ เดิน เ้าจะทำพ่อใตายอยู่แล้ว”หลินจงเว่ยเตรียมก้าวเท้าออกมารับร่างเล็กของบุตรสาว
“ท่านพ่ออย่ากังวล ข้ากับน้องรองเข้ามาดูน้องสาวหลายวันมาแล้วนางหายป่วยแล้วจริงๆขอรับ” หลินซ่งสวินยิ้มมุมปากเอ่ยกับบิดาของตน สายตามองอย่างอ่อนโยนไปยังน้องสาวตัวน้อยที่กำลังวิ่งถลามาจับชายเสื้อท่านพ่อของนาง
“ดีเลย น้องสาวหายแล้ว พรุ่งนี้ไปเที่ยวเล่นที่แปลงนากับพวกเราได้แล้วพวกเสี่ยวเป่า เสี่ยวม่าน วนเวียนมาถามถึงเ้าทุกวัน” หลินซ่งอวี้พี่ชายคนรองร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
กลุ่มเ้าเด็กตัวเหม็นข้างนอกนั่นล้อมหน้าล้อมหลังเขามาหลายวันรบเร้าอยากจะตามเขามาหาน้องสาวจนเขาต้องคอยวิ่งหลบอยู่ตลอดอีกอย่างเขาโตแล้วนะจะให้เด็ก 4-5 ขวบมาวิ่งตามเป็พรวนอย่างนั้นไม่ได้ไหนยังต้องห่วงว่าน้องสาวจะยังไม่แข็งแรงดีอีก
“ข้าไปได้แน่นอนเ้าค่ะพี่รอง ท่านพ่อบอกว่าเดินมากๆจะได้แข็งแรงไว ๆ ใช่หรือไม่เ้าคะ”
ทุกคนในครอบครัวล้อมวงกันกินมื้อเย็นพูดคุยกันอย่างมีความสุขหลินจงเว่ยย้ำถามแล้วถามอีกถึงอาการของหลินหนิงชินเมื่อพบว่าบุตรสาวหายดีแล้วจริงๆ ก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
..........
รุ่งเช้าวันต่อมา4คนพ่อลูกเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวปราณร่วมกับคนในหมู่บ้านคนอื่นๆส่วนฟางลี่ชินผู้เป็มารดาทำงานอยู่ที่บ้านไม่ได้ติดตามพวกเขามาที่พื้นที่เพาะปลูกด้วย
ตลอดเส้นทางทุกสายตาต่างจับจ้องมายังหลินหนิงชินและเอ่ยทักทาย ถามอาการของเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความเป็ห่วงบ้างก็แสดงความยินดีกับคนในครอบครัวที่บุตรสาวคนเล็กหายจากการป่วยแล้ว บางคนที่สนิทสนมกับครอบครัวสกุลหลินหน่อยก็วิ่งมาส่งน้ำ ป้อนขนม ให้กับหลินหนิงชินเลยทีเดียว
อย่างเช่นท่านป้าเหลียนนางถึงกับร้องไห้ด้วยความดีใจทันทีที่เห็นเด็กหญิงตัวน้อยแข็งแรงดีนางและสามีของนางท่านลุงหลี่มีบุตรชายสองคนไม่มีบุตรสาวจึงรักและเอ็นดูหลินหนิงชินเป็อย่างมาก
"อาหนิง.. หายดีแล้ว.. ดีมาก.. ดีจริงๆ"ป้าเหลียนร่ำไห้พร้อมเอ่ยตะกุกตะกักปนสะอื้น
"ท่านป้าเหลียน หากว่าท่านดีใจต้องหัวเราะสิเ้าคะ ท่านร้องไห้เช่นนี้ทำให้ข้าสับสนยิ่งนัก"อาหนิงแสร้งทำหน้าสับสนเอ่ยคำอย่างไร้เดียงสาเพื่อปลอบใจสตรีสูงวัยตรงหน้า
"เพ้ย !! เลอะเลือนแล้วนางเหลียนหลานสาวข้าพูดถูกดีใจต้องหัวเราะเ้ารีบเช็ดน้ำตาเร็ว" ท่านลุงหลี่แฟนตัวยงของหลินหนิงชิน สามีของท่านป้าเหลียนออกปากเร่งภรรยาอย่างลุกลนเอาใจหลานสาวตัวน้อย
"ถูกแล้ว ถูกแล้ว อาหนิงพูดถูกทุกอย่างเป็ข้าเลอะเลือนไป" ป้าเหลียนเช็ดน้ำตาที่นองอยู่สองข้างแก้ม
คนทั้งกลุ่มหัวเราะด้วยกันแล้วพากันเดินทางต่อไปยังพื้นที่เพาะปลูกต่อไป
เมื่อถึงพื้นที่เพาะปลูฏพวกเขาก็เห็นมีคนจำนวนมากเริ่มต้นทำงานกันไปบ้างแล้วคนที่มาถึงทีหลังก็เข้าช่วยในทันที หลินจงเว่ยจึงสั่งให้บุตรชายคนรองหลินซ่งอวี้ คอยเฝ้าดูแลน้องสาวอยู่ใกล้ๆ
"พี่รอง ข้าจะนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้นี้ไม่ไปไหนไกลหรอกเ้าค่ะพี่รองไปช่วยพวกเขาก็ได้ แค่อยู่ใกล้ข้าหน่อยท่านพ่อคงไม่ตำหนิหรอกเ้าค่ะ"
"ได้ๆ เ้ามีอะไรก็เรียกพี่รองนะ เดินเล่นบ้างก็ได้แต่อย่าออกไปไกลเกินไปท่านพ่อจะเป็ห่วง"
พี่รองของนางเป็คนที่ร่าเริงและมีนิสัยซื่อตรงคิดเช่นไรทำเช่นนั้น ส่วนพี่ใหญ่เป็คนพูดน้อยและยังชอบทำสีหน้าเคร่งขรึมคิดมากจนเกินอายุ แต่มีสิ่งที่ทั้งสองมีเหมือนกันอย่างเดียวคือรักและตามใจน้องสาวผู้นี้เป็ที่สุด