จดหมายจากบ้านสกุลฉง ณ เมืองเซียงหลินส่งมาถึงจวนแม่ทัพเผิง เนื้อความว่าบิดาฉงอวี้หลิงป่วยหนักหวังให้ลูกสาวกลับไปเยี่ยมเยียน แม้นท้ายที่สุดอาการจะไม่ดีขึ้นอย่างน้อยนางก็จะได้อยู่ดูใจบิดาสักระยะผู้มีสายเืเดียวกันย่อมไม่อาจตัดห่างความกตัญญูทว่าใจหนึ่งของฉงอวี้หลิงนั้นพะวงห่วงเื่ระยะเวลาที่จำต้องจากบ้านซึ่งพำนักมาเกือบสิบปีบุคคลซึ่งฉุดรั้งกายและใจนางไว้มิใช่ใครอื่น เป็เผิงเซิ่งอี้นั่นเอง
“เวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมาพวกเราก็รู้เห็นกับตาแล้วนี่ว่าเผิงเอ้อร์ไม่ได้สนใจนางเท่าใดนัก” จากรายงานอย่างสม่ำเสมอของอาซิ่นเผิงเซิ่งอี้ไม่เคยร่วมห้องกับฟังเยว่ฉิวเลยสักครั้ง อีกทั้งน้อยครั้งนักจะอยู่ตามลำพังกับหญิงสาว
“อวี้เอ๋อร์ไม่อาจไว้ใจผู้หญิงคนนั้นขนาดท่านพี่ไม่สนใจไยดีแล้ว ยังหน้าทนไม่ยอมจากไปคงอาศัยข้ออ้างว่าได้รับความเอ็นดูจากท่านย่ากระมัง”
“ช่างนางปะไรครบสองเดือน อย่างไรเสียนางก็ต้องไป”
“แต่อวี้เอ๋อร์...”
“แม่รู้ว่าเ้าอยากให้เผิงเอ้อร์ไปเยี่ยมบ้านพ่อตาด้วยกัน”นางถังจิ่วหยินกุมมือของหญิงสาวแล้วกล่าวปลอบโยน “แต่เราทำแบบนั้นไม่ได้ ฐานะของเ้าและเผิงเอ้อร์ยังไม่ควรเปิดเผยต่อคนนอกพวกเรายังต้องรอเวลาที่เหมาะสมอีกสักเล็กน้อย ทางนี้มีแม่คอยเป็หูเป็ตาทั้งคนเ้ากลับไปเยี่ยมพ่อเ้าด้วยใจหมดกังวลเถิด เ้ารับปากแม่แล้วนี่ว่าจะอดทน”
ได้รับคำยืนยันมั่นเหมาะจากแม่สามีฉงอวี้หลิงบังเกิดความเบาใจ เผิงฟูเหรินสั่งคนงานตระเตรียมข้าวของเพื่อให้ลูกสะใภ้ออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นเพราะ้าความคล่องตัว หญิงสาวจึงเดินทางด้วยรถม้า นอกจาก เหมยเหม่ยก็มีบ่าวหญิงอีกหนึ่งนางบ่าวชายไว้ใช้แรงงานหนึ่งคนและทหารในจวนซึ่งมีหน้าที่บังคับรถม้าและคอยอารักขาความปลอดภัยตลอดการเดินทางอีกสองนาย
หกชีวิตจากจวนสกุลเผิงเดินทางสองวันหนึ่งคืนก็ถึงบ้านสกุลฉงที่เมืองเซียงหลินแต่ฉงอวี้หลิงกลับมาไม่ทันดูใจบิดา เพราะชายสูงวัยเพิ่งหมดลมหายใจก่อนหน้านางจะถึงประตูใหญ่ราวหนึ่งชั่วยามนี่เอง
จากธุระเื่มาเยี่ยมดูแลอาการป่วยของบิดากลับกลายต้องอยู่ร่วมพิธีศพหญิงสาวและบ่าวติดตามจึงค่อนข้างฉุกละหุกพอควรกับข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่มิได้เตรียมมาเพื่อการนี้
บ้านตระกูลฉงเป็คหบดีทำการค้าข้าวสารรายใหญ่เป็อันดับต้นๆของเมืองเซียงหลิน นี่เป็ครั้งแรกที่ฉงอวี้หลิงกลับบ้านหลังออกจากบ้านไปนานหลายปีแปดปีที่ผ่านมาเคยมีญาติทางบิดาไปเยี่ยมนางเพียงสามครั้งและสามครั้งที่ว่านั้นพวกเขาก็ไปเพื่อ้าความช่วยเหลือ มิใช่เพราะคิดถึง มารดานางเป็เพียงฟูเหรินลำดับสามกว่าจะตั้งครรภ์ได้ก็หลังแต่งเข้าบ้านสกุลฉงนานถึงสองปี ซ้ำต่อมายังคลอดลูกสาวประจวบเหมาะตอนนั้นบิดาได้ลูกชายจากฟูเหรินสี่ พวกนางยิ่งถูกหมางเมินทั้งแม่และลูก
การกลับบ้านครั้งนี้ผิดไปจากเมื่อครั้งอดีตฉงอวี้หลิงได้รับการต้อนรับดีอย่างดียิ่งเสื้อผ้าที่ต้องใช้ในพิธีถูกจัดการรวดเร็วราวพลิกฝ่ามือนั่นเพราะนางมาจากจวนสกุลเผิงหญิงสาวและบ่าวไพร่ติดตามอยู่ในชุดไว้ทุกข์ให้แก่เ้าบ้านและร่วมพิธีศพที่จัดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายวันนางพำนักอยู่ในเรือนรับรองใกล้กับเรือนของฉงถิงตงผู้เป็พี่ชายคนโตและ ฟูเหรินใหญ่ของเขา
พี่ชายคนโตก็เหมือนบิดาที่มีภรรยาน้อยอีกหลายคนแต่ละคนก็ต่างแย่งชิงความรักใคร่จากสามีไม่มีใครยอมใครความวุ่นวายของผู้คนซึ่งนางได้ประสบในรอบหลายวันมานี้ทำให้เห็นถึงความไม่เป็ระเบียบในบ้านว่าหย่อนยานลงไปมาก เท่าที่นางจำความได้ แต่ก่อนไม่เป็เช่นนี้เพราะบิดาเป็คนเคร่งครัดในกฎระเบียบปกครองผู้คนด้วยข้อบังคับและบทลงโทษที่เด็ดขาด
ใช่เพียงภายในบ้านที่ยุ่งเหยิงจากคำเล่าลือเข้าหู กิจการค้าข้าวก็ทำท่าจะย่ำแย่น้องชายคนเล็กจากฟูเหรินสี่นั้นก่อนบิดาล่วงลับได้แบ่งกิจการให้ดูแล ชายหนุ่มออกไปสร้างครอบครัวของตัวเองพี่สาวคนอื่นๆ ก็ออกเรือนแต่งงานกับเศรษฐีและขุนนางท้องที่แม้ได้เจอกันในพิธีฝังศพบิดา แต่ก็ไม่ได้พูดคุยกันมากนัก ต่างคนต่างแปลกหน้าไร้ความผูกพัน
จะมีก็เพียงจางหย่วนน้องชายของพี่สะใภ้ซึ่งค่อนข้างเป็คนพูดมากฉงอวี้หลิงได้รู้ว่าพี่สะใภ้พาน้องชายเข้ามาอยู่ในบ้านสกุลฉงครึ่งปีแล้วหลังจากบิดามารดาเสียชีวิตเพราะเรือล่มเมื่อไปทำการค้าที่ดินแดนแถบใต้การแก่งแย่งในตระกูลไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลอื่นน้องชายคนเดียวที่ร่วมอุทรมารดาเดียวกันจึงมาพึ่งครอบครัวทางฝั่งพี่เขย
ชายหนุ่มสกุลจางเข้ามาพูดคุยสร้างความสนิทสนมกับฉงอวี้หลิงในทุกครั้งที่โอกาสเอื้ออำนวยไม่ต่างจากบรรดาเมียน้อยของพี่ชายที่เข้ามาพูดคุยกับนางดั่งคนปากมาก แย่งกันพูดแย่งกันแสดงตนว่าเป็ที่รักใคร่มิรู้ว่าพี่ชายไปคว้าผู้หญิงลักษณะนี้มาทำเมียได้อย่างไรจะว่าไปตอนที่บิดานางมีนางเล็กๆ แต่ละคนยังมีกิริยามารยาทงดงามเรียบร้อยได้รับการอบรมมากกว่า
หลังเสร็จสิ้นงานฝังศพนายใหญ่บ้านสกุลฉงในบ่ายวันหนึ่งฉงอวี้หลิงบังเอิญได้ล่วงรู้เื่ฟูเหรินสามของพี่ชายคุยกับสาวใช้เื่ยาปลุกกำหนัดทำให้ชายลุ่มหลงในรสโลกีย์ฟังความว่านางพยายามจะมีลูกชายให้สามีหลังจากท้องแรกเป็ผู้หญิง ด้วยความอยากรู้ฉงอวี้หลิงจึงให้ เหมยเหม่ยแอบไปสืบและติดต่อซื้อขายอย่างลับๆจนกระทั่งได้ยาตัวนั้นมา เื่อย่างนี้นางคงไม่สามารถทำที่ถูหยางได้หากความใกล้ชิดไม่สามารถทำให้เผิงเซิ่งอี้ใจอ่อน นางก็มีเวลาไม่มากแล้วอีกเพียงครึ่งปีก็จะถึงฤกษ์สมรสพระราชทาน ถึงคราวจำเป็จริงๆ นางอาจจะได้ใช้มันเมื่อนางสามารถมีบุตรชายสักคนให้สกุลเผิง ฐานะของนางจะต้องมั่นคงและผู้เป็สามีคงให้ความเกรงใจนางมากขึ้น
ฉงอวี้หลิงได้บอกกำหนดการที่จะเดินทางกลับเมืองถูหยางให้พี่ชายรับรู้สองวันต่อมาหลังจากกินอาหารเที่ยงในเรือนรับรองส่วนตัว จาง-เชี่ยนลี่ก็พาลูกสาวสองคนมาเยี่ยมอาสาวหญิงสาวทักทายหลานๆ และมอบของขวัญเป็ปิ่นปักผมประดับมุกให้คนละอันสักพักมารดาของพวกนางก็ให้บ่าวไพร่พาออกไปวิ่งเล่นที่อื่น
“ชีวิตเ้าที่จวนสกุลเผิงคงสุขสบายมากสินะ”น้องสาวสามีไม่ได้เพียงกลับบ้านมาเยี่ยมอาการป่วยของบิดาแต่นางมาพร้อมของเยี่ยม ทั้งหยูกยาสำหรับบำรุง ชาชั้นเลิศรวมถึงเครื่องประดับและผ้าแพรพรรณสูงค่าอีกหลายพับซ้ำยังมอบแจกจ่ายให้ทุกคนถ้วนทั่วอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว
“ท่านป้ารักข้าเหมือนลูกสาวในไส้ชีวิตข้าไม่เคยลำบากั้แ่เข้าไปอยู่ในจวน”
ฟังก็รู้ว่าหญิงสาวจงใจเหน็บถึงชีวิตความเป็อยู่ในบ้านเมื่อนางยังเป็เด็กจางเชี่ยนลี่ลอบเบ้ปากเล็กน้อย เกิดเป็ลูกเมียน้อย ซ้ำยังเป็ลูกผู้หญิงมันก็โดนข่มเหงรังแกกันหมดทุกคนนั่นแหละ นับประสาอะไรนางใช่ไม่เคยถูกกระทำดั่งคนไร้ตัวตน แม้เกิดกับภรรยาเอก แต่ก็เป็สตรีปากเสียงในบ้านจึ่งไม่ใคร่มี เมื่อแต่งออกมาเป็นายหญิงของบ้านสามีในฐานะฟูเหรินใหญ่ของฉงถิงตง อำนาจดูแลบ้านเรือนนางก็เพิ่งได้รับหลังจากพ่อสามีล้มป่วยจนกระทั่งเสียชีวิตลง
“เ้าก็อายุสิบแปดแล้วเผิงฟูเหรินไม่ได้วางแผนเื่คู่ครองให้เ้าบ้างหรือ”
“ข้าอยู่ปรนนิบัติท่านป้าที่จวนสกุลเผิงก็มีความสุขดีแล้ว”
“เป็สตรีจะคิดอย่างนั้นไม่ได้นะเสี่ยวฉงอายุมากแล้วแต่อยู่ค้างเรือน จะเจอคำครหาเอาได้”
“คุยอะไรกันอยู่หรือพี่เชี่ยนเชี่ยนเสี่ยวฉง” จางหย่วนโผล่เข้ามาร่วมวงสนทนาคล้ายดังภู่ผึ้งตรงดิ่งเข้าหาบุปผางาม“ผู้ใดกล้าครหาเสี่ยวฉงรึ”
ผู้ถูกเรียก‘เสี่ยวฉง’ ปรายหางตามองคนที่บังอาจเรียกนางอย่างสนิทสนมนอกจากเผิ่งเซิ่งอี้ ชายใดนางก็ไม่รู้สึกดีด้วยกับคำเรียกขานนี้ “เพราะท่านป้าคงยังไม่เห็นใครที่เหมาะสมกับข้ากระมัง”
“นั่นเพราะเ้าไม่เปิดใจหรือไม่”พี่สะใภ้ของนางซัก “งดงามเยี่ยงเ้าข้าไม่เชื่อสักนิดว่าจะไม่ถูกผู้ใดหมายปอง ได้รับความรักจากสาวงามซ้ำได้เกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพเผิงข้ามั่นใจนักเชียวว่าเ้าต้องเป็หนึ่งในหญิงงามที่มีชื่อเสียงของถูหยาง”
ฉงอวี้หลิงยิ้มเล็กน้อยอย่างคนไว้ตัว“คนที่คิดจะเข้ามาหาประโยชน์จากฐานะของข้าในจวนสกุลเผิงนั่นแหละที่ท่านป้าไม่คิดจะให้เข้าใกล้ข้า”
นางส่งผ่านรอยยิ้มไปให้จางหย่วน สายตากะลิ้มกะเหลี่ยของเขาทำให้นางรู้สึกคลื่นไส้จางเชี่ยนลี่เป็สาวงาม จางหย่วนก็เป็บุรุษรูปงามโดดเด่นไม่แพ้กันทว่านางมิใช่สาวน้อยอ่อนต่อโลกที่จะลุ่มหลงในรูปลักษณ์ของเขาเช่นเดียวกับบรรดาสาวใช้ในบ้านที่ส่งสายตาทอดสะพานให้เขาเพื่อหวังยกฐานะตัวเองขึ้นมา
ตอนอยู่เป็ครอบครัวพี่น้องร่วมบิดาก็ไม่เห็นนางในสายตาอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าถูกขอร้องญาติผู้ใหญ่หลายคนเปลี่ยนมาพินอบพิเทา นางก็ไม่อยากอยู่ให้เสียเวลานักหรอกจบงานฝังศพบิดาแล้วก็คงตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีกระยะเวลาเกินครึ่งเดือนที่นางรั้งอยู่บ้านเกิดตามมารยาทถือว่าพอเหมาะพอควรที่นางจะกล่าวลาแล้วนั่นเอง