หนิงหลงสลบอยู่ในห้องนานกว่าสามวัน โดยมีพ่อบ้านหวังกับหลิ่งซานดูแลอย่างใกล้ชิด
“นายน้อย !”
“อาจารย์ !”
ทั้งสองคนฉีกยิ้มดีใจเมื่อเห็นหนิงหลงฟื้นขึ้นมาได้สักที พวกเขารู้สึกเป็กังวลมากที่เห็นหนิงหลงนอนจมกองเือยู่ในห้อง
“อาจารย์อย่าเพิ่งรีบร้อนลุกขึ้นเลย ท่านพักผ่อนก่อนเถอะ” หลิ่งซานรีบเข้าประคองหนิงหลงที่พยายามจะลุกออกจากเตียง
ทางด้านพ่อบ้านหวังเองก็เดินไปยกข้าวต้มร้อนมาให้ด้วยความเป็ห่วง
ภาพตรงหน้าทำให้หนิงหลงรู้สึกอบอุ่นหัวใจไม่น้อย ครั้งยังเด็กก็มีเพียงท่านปู่คนเดียวที่คอยเฝ้าดูแลและห่วงใย
บัดนี้มีเพิ่มมาถึงสองที่คอยเฝ้าดูแลเขา เป็แบบนี้แล้วจะไม่ให้หนิงหลงซาบซึ้งได้อย่างไร
“ดูเหมือนทั้งคู่ยกระดับพลังได้ไม่น้อย” หนิงหลงยิ้มแสดงความยินดีกับทั้งสองคน
หากมีใครรู้ว่าหนิงหลงใช้ผลึกของราชันปีศาจโลหิตทำอะไร คงมีหวังได้โดนคนทั้งแผ่นดินสาปแช่งอย่างแน่นอน
ผลึกพลังขั้นเซียนนั้นถือเป็ทรัพยากรสำหรับฝึกจิตอันแสนล้ำค่าของทั้งมนุษย์และปีศาจ
เมื่อใช้งานอย่างถูกวิธี ผลึกขั้นเซียนสามารถยกระดับผู้ที่ติดอยู่ขั้นรวมจิตให้กลายเป็เซียนได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ซึ่งต้องรู้ก่อนว่าการฝ่าด่านรวมจิตขึ้นเป็เซียนนั้นไม่ใช่เื่ง่าย มีหลายต่อหลายคนที่ติดอยู่ขั้นรวมจิตตลอดทั้งชีวิต
เพราะเหตุนี้ผลึกขั้นเซียนจึงถือเป็ทางลัดสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่ แม้แต่กับระดับซียนมันก็ยังมีค่ามากพอให้พวกเขาห้ำหั่นกันเองเพื่อให้ได้มาครอง
ทั้งสามพูดคุยกันอยู่นาน หนิงหลงเองก็ได้เล่าทุกอย่างให้ทั้งสองฟังจนหมด
“เจตจำนงโลหิตของปีศาจ” หลิ่งซานตกตะลึงกับเื่ที่เกิด ถึงแม้จะไม่เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตาม แต่เขาพอจะมองออกว่ามันต้องเป็เื่เลวร้ายอย่างแน่นอน
“งั้นซากศพนี่ก็เป็ปีศาจจริงๆด้วย” พ่อบ้านหวังเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมด จนในที่สุดก็เข้าใจทุกอย่าง
“ซากศพนี่คงไม่ใช่ราชันปีศาจโลหิตหรอกนะ” พ่อบ้านหวังราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่หัว เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเร็วๆนี้
าที่เงียบสงบนานกว่าพันปี บัดนี้ได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง กองทัพปีศาจนับล้านบุกเข้าประชิดดินแดนมนุษย์ หลายเมืองใกล้ชายแดนล้วนถูกทำลายจนย่อยยับ
ทำให้มีผู้คนนับแสนหนีตายขึ้นมาตามเมืองต่างๆที่อยู่ใกล้เคียง นั่นรวมถึงเมืองไผ่แดงด้วยเช่นกัน หลายหมื่นคนทะลักเข้าเมืองมาเพื่อหาซื้อเสบียงก่อนจะเริ่มอพยพอีกครั้ง ทั้งหมดก็เพื่อหนีให้ไกลจากชายแดนให้มากที่สุด
ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวเมืองไผ่แดงตื่นตัว พากันเก็บข้าวเก็บของหนีออกจากเมืองด้วยเช่นกัน ไม่มีใครคิดอยู่รอให้กองทัพปีศาจบุกมาถึง
พ่อบ้านหวังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองให้หลิงหลงฟังอย่างละเอียด
“หมายความว่าทั้งเมืองไผ่แดง เหลือแค่เพียงพวกเรารึ ?” หนิงหลงพยายามสงบสติอารมณ์ นับั้แ่ทำลายเจตจำนงโลหิตไปเขาก็ไม่อาจใช้ชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปได้อีกแล้ว
ทุกอารมณ์ความรู้สึกหนิงหลงจำเป็ต้องควบคุมมันไว้ให้ดี เพราะผลจากเืปีศาจที่หลอมรวมเข้าไปนั้น ส่งผลให้เขามีอารมณ์รุนแรงง่ายกว่าคนปกติ
หากควบคุมได้ไม่ดีพอ เกรงว่าคงไม่พ้นชะตากรรมต้องกลายเป็อสูรร้ายในสักวัน
“ไม่ต้องกังวลไปท่านอาจารย์ พวกเรายังมีเวลาพอ” เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของอาจารย์ หลิ่งซานจึงรีบเอ่ยปลอบใจด้วยความเป็ห่วง
ก่อนหน้าหนิงหลงจะฟื้นขึ้นมา พ่อบ้านหวังกับหลิ่งซานก็ได้จัดเก็บหนังสือตำรานับหมื่นภายในบ้าน รวมไปถึงข้าวของสำคัญใส่รถม้าจนหมด รอเพียงแต่หนิงหลงได้สติ พวกเขาก็พร้อมจะออกเดินทางได้ทุกเวลา
รถม้ากว่า 20 คันจอดรอนานกว่า 3 วัน จนในที่สุดก็เริ่มเคลื่อนขบวนออกจากเขตเมืองไผ่แดง โดยมีคนจากตระกูลของหลิ่งซานร่วมเดินทางตามไปด้วย
หนิงหลงนำขบวนรถม้ามุ่งหน้าตรงไปยังที่ตั้งวิหารวารี ใน่เวลาาเช่นนี้ เขาไม่มีที่พึ่งอื่นอีกแล้ว นอกจากท่านปู่เพียงคนเดียว
ตลอดหลายปีหนิงหลงได้รับจดหมายจากปรมาจารย์หนิงหวงไม่เคยขาด เขาจึงยังไม่รู้ความจริงว่าปู่ผู้เป็ดั่งญาติเพียงคนเดียวได้ตายจากโลกใบนี้ไปนานแล้ว
ซึ่งพ่อบ้านหวังเองก็รู้เื่นี้ดีกว่าใคร แต่เพราะปรมาจารย์หนิงหวงสั่งห้ามบอกความจริงจนกว่าหนิงหลงจะอายุครบ 20 ปี เขาจึงไม่มีทางเลือกได้แต่เก็บเงียบมาตลอดหลายปี ส่วนจดหมายที่หนิงหลงได้รับก็ล้วนเป็สิ่งที่ปรมาจารย์หนิงหวงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้ามานานแล้วก่อนจะจากไป
เมื่อรู้ปลายทางคือวิหารวารีเทพ พ่อบ้านหวังก็ยิ่งกลุ้มใจหนัก ไม่รู้จะอธิบายกับนายน้อยยังไงดี โดยเฉพาะกับสภาพร่างกายของหนิงหลงตอนนี้ ยิ่งไม่ควรมีเื่พวกนี้เข้าไปกวนใจ
ขบวนรถม้าเดินทางอยู่นานหลายเดือน ผ่านเมืองต่างๆมานับพัน จนท้ายที่สุดพวกเขาก็มาถึงเขตวิหารวารีเทพ
วิหารวารีเทพ ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงเสียดฟ้า มีเมืองขนาดใหญ่ล้อมรอบตีนเขากว้างไกลจนสุดลูกตา ทั้งเมืองและวิหารล้วนต่างมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหมื่นปี จนกลายเป็ที่กล่าวขานไปทั่วทิศ
ในเวลานี้ด้านนอกเขตเมือง มีกลุ่มผู้อพยพมากกว่าร้อยกลุ่มเดินทางมาเพื่อหลบภัย แต่ทุกกลุ่มกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป
หลายหมื่นคนที่เดินทางมาไกลจึงไม่มีทางเลือกได้แต่ปักหลักอาศัยอยู่ใกล้ๆกับกำแพงเมือง
รวมถึงกลุ่มของหนิงหลง พวกเขาก็เข้าไปในเมืองไม่ได้เช่นกัน ทหารนับพันที่เฝ้าตามกำแพงเมืองล้วนมีแต่ระดับจอมยุทธกันทั้งหมด ต่อให้กลุ่มผู้อพยพไม่พอใจกันแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้าพอจะสร้างความวุ่นวายให้กับที่นี่
ด้วยความที่พวกเขามาจากเมืองเล็กๆตามเขตชายแดน ส่วนใหญ่ล้วนมีแต่คนธรรมดาไร้วรยุทธ
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธ พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวก เพียงออกแรงเล็กน้อยก็สามารถดับทำลายคนธรรมดาได้อย่างง่ายดาย
ตลอดแนวกำแพงมีทหารระดับจอมยุทธเดินกันให้วุ่น หลิ่งซานมองแล้วใจเต้นกระหน่ำ ความภูมิใจในระดับยุทธก่อนหน้าหายวับในพริบตา
เขาไม่คาดคิดว่าที่เมืองใหญ่ ระดับจอมยุทธจะเป็ได้เพียงทหารเฝ้ากำแพง
นึกถึงครั้งเมื่อยังอาศัยอยู่เมืองไผ่แดง เขาเคยคิดว่าขอเพียงมีระดับจอมยุทธก็สามารถกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ได้ แต่ดูเหมือนความคิดนี้จะโง่เขลานัก
ความทะนงตนของหลิ่งซานพังทลายลงทันที เมื่อได้รับรู้ความเป็จริงด้วยตาตัวเอง
ผ่านไปชั่วครู่เด็กหนุ่มผู้มีความคิดโง่เขลาก็กำหมัดแน่นแอบปฏิญาณกับตนเองในใจ สักวันเขาจะต้องก้าวไปให้ไกลกว่าระดับจอมยุทธให้ได้
ในระหว่างที่กลุ่มอื่นๆยอมแพ้เื่อพยพเข้าเมือง มีเพียงหนิงหลงคนเดียวเท่านั้นที่คงพยายามหาทางเข้าเมืองให้ได้ เขาเดินเข้าไปเจรจากับทหารยามอยู่นานหลายชั่วโมงก่อนจะหมดความอดทน
“ปรมาจารย์หนิงหวงคือท่านปู่ข้า บ้านข้าเองก็อยู่ที่นี่ เหตุใดถึงให้ข้าเข้าไปไม่ได้” จนสุดท้ายหนิงหลงก็ต้องเอ่ยอ้างถึงชื่อปรมาจารย์หนิงหวงเพื่อให้ทหารยามยอมเปิดทางให้ เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย