แสงเรืองรองจากมอสส์ประหลาดดูเหมือนจะช่วยฟื้นฟูพลังกายพลังใจของเด็กทั้งสองได้ไม่น้อย เช้าวันนั้น พวกเขาลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกว่าทุกวัน แม้ท้องจะยังคงว่างเปล่า ความมุ่งมั่นที่เคยสั่นคลอนไปบ้างจากความเหนื่อยล้าและความหิวโหย บัดนี้กลับมาเปี่ยมล้นอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าจุดหมายปลายทางอาจอยู่ไม่ไกล
พวกเขากินผลไม้ป่าที่พอหาได้เล็กน้อยเป็มื้อเช้า แล้วเริ่มปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงต่อไป การเดินทางยังคงยากลำบาก แต่เจยจื่อหลงและวีอันอันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมรอบตัว
ต้นไม้เริ่มมีขนาดใหญ่โตขึ้นอย่างผิดสังเกต บางต้นมีลำต้นมหึมาหลายคนโอบ เปลือกไม้มีลวดลายคล้ายอักขระโบราณ มีดอกไม้สีสันสดใสและรูปทรงแปลกตาเบ่งบานอยู่ตามซอกหิน ทั้งที่ไม่น่าจะเป็ฤดูของมัน บางครั้งพวกเขาก็เห็นผีเสื้อปีกสีรุ้งบินว่อน หรือกระรอกที่มีขนเป็ประกายแวววาววิ่งผ่านไปอย่างไม่เกรงกลัว อากาศบริสุทธิ์จนสูดหายใจได้เต็มปอด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และยางไม้ที่ไม่รู้จักลอยปะปนมากับสายลม บางครั้งก็ได้ยินเสียงคล้ายเสียงดนตรีหรือเสียงกระดิ่งลมแว่วมาจากที่ไกลๆ
"ที่นี่... แปลกจัง" วีอันอันกล่าว พลางเด็ดดอกไม้สีฟ้าเรืองแสงดอกหนึ่งขึ้นมาดม "แต่ก็... รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก"
"พลังงานธรรมชาติเข้มข้นมาก" เจยจื่อหลงเสริม เขาััได้ถึง 'ชี่' ที่บริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยพลังชีวิตไหลเวียนอยู่ในอากาศ "นี่ต้องเป็เขตอิทธิพลของป่าทิพย์แน่นอน"
ความหวังนั้นยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จในการหาอาหารอย่างง่ายดายผิดปกติ วีอันอันซึ่งปกติจะหาของกินไม่เก่งนัก กลับเดินไปเจอพุ่มไม้ที่ออกผลสีทองอร่ามคล้ายลูกท้อขนาดเล็กซ่อนอยู่หลังก้อนหินใหญ่ เมื่อลองชิมดูก็พบว่ามันมีรสหวานฉ่ำและช่วยให้รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที หรือบางที นกสีสวยตัวหนึ่งก็บินมาส่งเสียงร้องนำทางพวกเขาไปยังดงเห็ดรูปร่างคล้ายปะการังซึ่งกินได้และมีรสชาติอร่อยอย่างน่าประหลาด ดูราวกับว่าผืนป่าแถบนี้กำลังต้อนรับ หรืออย่างน้อยก็ไม่ขัดขวางการมาเยือนของพวกเขา
แต่แล้ว เมื่อพวกเขาปีนป่ายขึ้นมาถึงช่องเขาแคบๆ แห่งหนึ่ง เส้นทางก็ถูกขวางกั้น
หินสองก้อนใหญ่ รูปร่างคล้ายมนุษย์โบราณนั่งขัดสมาธิ ตั้งขวางทางอยู่ หินนั้นปกคลุมไปด้วยมอสส์และเถาวัลย์ ดูเก่าแก่และเป็ส่วนหนึ่งของูเามานานแสนนาน แต่ทันทีที่เจยจื่อหลงและวีอันอันก้าวเข้าไปใกล้ ผงฝุ่นและเศษหินก็ร่วงกราวลงมา เปลือกตาที่ทำจากหินค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นดวงตาที่ลุกโชนด้วยแสงสีเขียวอ่อน
"ผู้ใด... บังอาจล่วงล้ำสู่เขตแดนศักดิ์สิทธิ์?" เสียงทุ้มต่ำและก้องกังวานดังออกมาจากหินก้อนหนึ่ง คล้ายกับเสียงูเาเคลื่อนตัว
เจยจื่อหลงและวีอันอันชะงัก นี่ย่อมไม่ใช่ิญญาธรรมดา แต่เป็ 'ภูตศิลา' ผู้พิทักษ์สถานที่แห่งนี้
"พวกท่านคือผู้พิทักษ์แห่งขุนเขานี้หรือ?" เจยจื่อหลงก้าวออกมาข้างหน้า ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "พวกเราเพียงเป็ผู้เดินทาง แสวงหาหนทางสู่ป่าทิพย์ ด้วยความเคารพ ขอพวกท่านโปรดเปิดทางให้ด้วย"
"ป่าทิพย์มิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะย่างกรายเข้าไปได้ตามใจชอบ" ภูตศิลาอีกตนหนึ่งกล่าว เสียงแหบพร่ากว่า "จงบอกเจตนาที่แท้จริงของพวกเ้ามา หากมีจิตคิดร้าย ป่านี้จะกลืนกินพวกเ้าเสีย"
วีอันอันกำลังจะอ้าปากพูด แต่เจยจื่อหลงส่งสัญญาณห้ามไว้ก่อน เขาตอบด้วยน้ำเสียงสงบและจริงใจ "โลกภายนอกกำลังตกอยู่ในยุคทมิฬ ผู้คนเข่นฆ่ากัน ความชั่วร้ายกัดกินแผ่นดิน พวกเรามาที่นี่เพื่อแสวงหาปัญญาและพลังจากเทพเ้าแห่งพงไพร ด้วยหวังว่าจะนำความรู้เ่าั้ไปช่วยเหลือโลกที่กำลังทุกข์เข็ญ และ... สร้างระเบียบขึ้นใหม่"
"ระเบียบใหม่?" ภูตศิลาตนแรกทวนคำ ดวงตาสีเขียวจับจ้องมาที่เจยจื่อหลงเขม็ง "วาจาของเ้าแฝงทั้งความหวังดีและความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่"
"แล้วเ้าเล่า เด็กหญิง?" ภูตศิลาตนที่สองหันมาทางวีอันอัน "เ้า้าสิ่งใดจากป่าทิพย์?"
วีอันอันเชิดหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววกร้าวแกร่ง "ข้า้าพลัง! พลังที่จะบดขยี้คนชั่ว! พลังที่จะล้างแค้นให้ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตายไป! พลังที่จะทำให้โลกนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับความเลวร้ายอีกต่อไป!" นางตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังความโกรธแค้นและความมุ่งมั่นในใจ
เหล่าภูตศิลาเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจ เสียงลมพัดผ่านช่องเขาดังหวีดหวิว
"หัวใจของพวกเ้า... แบกรับทั้งแสงสว่างและความมืด" ภูตศิลาตนแรกกล่าวในที่สุด "ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือและปณิธานที่จะทำลาย... ช่างเป็ส่วนผสมที่อันตราย แต่ก็อาจจำเป็สำหรับยุคสมัยเช่นนี้"
"ป่าทิพย์จะตัดสินพวกเ้าเอง" ภูตศิลาตนที่สองกล่าว "จงผ่านไป... แต่อย่าลืมว่า ทุกย่างก้าวในนั้น จะถูกจับจ้อง ทุกการกระทำ จะถูกชั่งน้ำหนัก"
สิ้นเสียง ร่างหินทั้งสองก็ค่อยๆ นิ่งสงบลง แสงในดวงตาดับวูบ กลับคืนสู่สภาพก้อนหินธรรมดาที่ขวางทางอยู่... แต่ช่องว่างระหว่างหินทั้งสองก้อนนั้น บัดนี้ดูเหมือนจะกว้างพอให้คนสองคนเดินผ่านไปได้
เจยจื่อหลงและวีอันอันมองหน้ากัน ก่อนจะโค้งคำนับให้ผู้พิทักษ์ศิลา แล้วค่อยๆ เดินแทรกตัวผ่านช่องว่างนั้นไป
เมื่อผ่านช่องเขาแคบๆ นั้นมาได้ พวกเขาก็มายืนอยู่บนชะง่อนผาที่ยื่นออกไปในหุบเขาเบื้องล่าง ภาพที่เห็นทำให้ทั้งสองแทบหยุดหายใจ
หุบเขานั้นกว้างใหญ่ ถูกซ่อนเร้นจากโลกภายนอกด้วยเทือกเขาสูงชันและม่านหมอกบางเบา เบื้องล่างนั้นคือผืนป่าอันเขียวชอุ่มอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่เสียดฟ้า แผ่กิ่งก้านสาขาอันแข็งแรง ใบไม้มีสีสันหลากหลาย บางต้นก็เรืองแสงอ่อนๆ มีน้ำตกสายใหญ่ไหลลงมาจากหน้าผาสูง กระทบแอ่งน้ำเบื้องล่างที่ส่องประกายสีมรกต แสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดม่านหมอกลงมา ทำให้ทั้งหุบเขาดูราวกับภาพฝัน ดินแดนแห่งเทพนิยาย อากาศที่สูดเข้าไปเต็มไปด้วยพลังชีวิตอันบริสุทธิ์และเข้มข้นจนรู้สึกได้
"นี่... นี่น่ะหรือ ป่าทิพย์?" วีอันอันพึมพำออกมาอย่างตกตะลึง แม้แต่ตัวนางที่เคยเห็นความงามของนรกภูมิ (ในแบบของมาร) ก็ยังอดทึ่งไม่ได้
เจยจื่อหลงเองก็แทบลืมหายใจ เขาเคยเห็นอุทยาน์มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีที่ใดให้ความรู้สึก 'เก่าแก่' 'บริสุทธิ์' และ 'เปี่ยมด้วยพลังชีวิต' เท่าที่นี่
เมล็ดนำทางในมือของเขาส่องแสงสีทองเจิดจ้าและอบอุ่นที่สุด ยืนยันว่านี่คือจุดหมายปลายทางที่พวกเขาตามหา
ที่ขอบของชะง่อนผา มีเส้นทางเล็กๆ ที่เกิดจากการสอดประสานของรากไม้และเถาวัลย์เรืองแสง ทอดตัวลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง ราวกับบันไดที่เชื้อเชิญให้ก้าวลงไปสู่ดินแดนอันลึกลับ
พวกเขายืนอยู่ที่ประตูสู่ป่าา ดินแดนแห่งความรู้โบราณและพลังอันยิ่งใหญ่ เบื้องหน้าคือความหวัง แต่ก็แฝงไว้ด้วยบททดสอบที่ไม่อาจคาดเดา
"เอาล่ะ" วีอันอันสูดหายใจลึก หันมายิ้มอย่างท้าทายให้เจยจื่อหลง "ดูท่า... การเดินทางที่แท้จริง มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นตรงนี้นี่เอง!"
เจยจื่อหลงพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความระมัดระวัง เขาก้าวเท้าแรกเหยียบลงบนบันไดรากไม้ สู่ใจกลางแห่งป่าทิพย์...