เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยสี่ กาขาว

     

    บทที่ หนึ่งร้อยสี่

     

    ในราตรีที่หมอกจางและลมเบาลึกเข้าไปในแนวป่าด้านตะวันตกของเขตแดนที่มนุษย์เข้าไม่ถึงท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดร้องระงมใต้เงาไม้ มีนกตัวหนึ่งกำลังค่อยๆคลี่ปีกอย่างประหม่า ร่างเล็กนั้นขาวสะอาดตั้งแต่ปลายปีกจรดโคนหางสีขาวดั่งหิมะไม่หลงเหลือซึ่งริ้วเงาของความมืดมิดเช่นเหล่าพี่น้องในเผ่าเดียวกัน

    นางเป็นเพียงกาขาวตัวหนึ่ง..หรืออาจกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นนางคือปีศาจกาขาวที่เพิ่งถือกำเนิดได้เมื่อไม่นานนี้

    ร่างกายที่ยังอ่อนเยาว์สายตากลมใสวาววับจ้องมองทุกสิ่งรอบตัวด้วยความหวาดระแวง ทั้งขัดเขิน ทั้งแปลกแยกท่ามกลางหมู่กาสีดำที่ขับขานเสียงร้องในโขลงใหญ่ ไม่มีใครต้อนรับนาง แม้แต่น้อย

    “สีของเจ้า..ไม่เป็นมงคล”

    “อยู่ไปก็มีแต่จะนำภัยมาให้พวกเรา!”

    “เจ้ามันผิดแผก!”

    เสียงจากเหล่าปีศาจกาตัวอื่นยังคงหลอกหลอนในห้วงคิดเสียงก่นด่าของพี่น้องร่วมเผ่าเปรียบเสมือนมีดอาบพิษที่กรีดลึกในดวงใจน้อยๆ ของนางเมื่อถูกผลักไส นางจึงโบยบินจากมา ไร้จุดหมาย ไร้ที่ไปคล้ายใบไม้พลัดจากกิ่งซึ่งลมชะตากรรมพัดพาไปตามแต่จะพานพบ สุดท้าย..นางก็หลงเข้ามายังเขตแดนของมนุษย์

    จากที่สูงมองลงมาเมืองหมู่บ้านของมนุษย์ล้วนคึกคัก เต็มไปด้วยสีสัน แสงไฟและเสียงหัวเราะที่ปีศาจตนน้อยไม่เข้าใจ ความอบอุ่นที่มนุษย์เรียกว่าครอบครัวกลับกลายเป็นเพียงภาพที่เฝ้ามองผ่านสายลมหนาว

    วันแล้ววันเล่านางซ่อนกายอยู่ในเงากิ่งไม้ บ้างก็ใต้ชายคาเก่า บินวนใกล้ๆเพื่อสังเกตวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ดูซับซ้อนและแปลกประหลาด พวกเขาหัวเราะ ร้องไห้รัก โกรธ และต่อสู้เพื่อบางสิ่งอย่างที่นางไม่อาจเข้าใจ

    จนกระทั่งวันหนึ่ง..ท่ามกลางแดดยามสายในฤดูปลายวสันต์กลุ่มเด็กชายสามคนพบเข้านางเข้าโดยบังเอิญที่ต้นไม้ริมทุ่งหญ้า

    “ดูสิ! นกอะไรกัน ขาวทั้งตัวเลย!”

    “เฮ้ย มันไม่ใช่นกธรรมดาแน่!”

    “จับมัน! เอาเชือกมาผูกไว้สิ!”

    แม้นางจะพยายามบินหนีแต่เด็กพวกนั้นก็รวดเร็วเหลือเกินมือหยาบกร้านดึงเชือกกระตุกไปมาก่อนจะมัดขาเล็กของนางติดกับกิ่งไม้กาขาวสะบัดปีกสะเปะสะปะ ส่งเสียงร้องเบาๆ อย่างตื่นตระหนก แต่ไร้ผู้ใดใส่ใจ

    เวลาผ่านไปแต่ละวันกาขาวยังคงถูกผูกไว้ที่เดิม เด็กพวกนั้นแวะเวียนมาเล่น และบางครั้งก็แกล้งนางอย่างสนุกสนานพวกเขาจะโยนก้อนดินใส่ พลิกตัวนางกลับไปมา บ้างก็ใช้น้ำสาดให้ปีกเปียก

    “ดูมันสิ อยากบินก็ไม่ได้ ฮ่าๆๆ!”

    “เอ้า! ดึงเชือกอีก!”

    นางไม่เข้าใจเหตุใดมนุษย์ถึงโหดร้ายเช่นนี้ทั้งที่นางมิได้ทำร้ายผู้ใดเลย

    วันหนึ่งเด็กชายทั้งสามพากาน้อยออกไปริมลำธารพวกเขามัดขาไว้กับกิ่งอ่อนของต้นหลิวข้างลำธาร จากนั้นก็วิ่งลงไปในน้ำพากันเล่นสาดน้ำหัวเราะครื้นเครง หนึ่งในนั้นแกล้งสาดน้ำขึ้นมาหานาง

    “บินสิ! บินแล้วเดี๋ยวดึงกลับลงมา!”

    ขณะที่หยาดน้ำเย็นเฉียบเปียกปีกบางร่างน้อยสั่นสะท้านด้วยทั้งความเย็นและความอับจนสิ้นหนทาง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “หยุดเถอะ!”

    เสียงนั้นทุ้มต่ำแต่หนักแน่นมาจากเด็กชายอีกคนหนึ่งที่เดินฝ่าทุ่งหญ้ามาหยุดยืนอยู่ริมลำธาร ใบหน้าเรียบนิ่ง ผิวขาวผ่องผมยาวถูกรวบไว้ด้วยผ้าผืนเล็ก เสื้อคลุมสีน้ำหมึกตกแต่งด้วยลายปักประณีตทำให้เขาดูไม่เหมือนเด็กทั่วๆไป ท่วงท่าที่นิ่งสงบไม่หวาดหวั่นยิ่งเผยแววอำนาจจากภายใน

    “คุณชายใหญ่!” เด็กทั้งสามรีบลดมือลงอย่างเกรงใจ

    “พวกเจ้าจะรังแกสัตว์ไม่มีทางสู้ไปทำไม?” เขาเอ่ยเพียงเท่านี้เด็กทั้งสามแม้จะผิดหวังแต่ก็ไม่กล้าขัด “แกะเชือกเสียเถอะ”

    เด็กคนหนึ่งแกะเชือกออกอย่างไม่เต็มใจนักส่วนคุณชายใหญ่เดินเข้าไปย่อตัวลงเบื้องหน้ากาขาวด้วยแววตาลึก “เจ้า..ไม่เหมือนนกทั่วไปเลยนะ” จากนั้นเขาก็ยืดกายลุกขึ้นเดินจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก

    กาขาวที่หลุดเป็นอิสระแล้วกลับมิได้บินจากไปอย่างที่ควรจะเป็น นางโบยบินช้าๆวนตามหลังเด็กชายผู้นั้นไปอย่างเงียบงัน ราวกับมีแรงดึงดูดประหลาดจากตัวเขา

    จากวันนั้นเป็นต้นมากาน้อยตัวสีขาวก็บินติดตามอยู่ห่างๆ คุณชายใหญ่ไปแทบทุกแห่งหน ไม่ว่าจะในตลาด ถนนหรือแม้แต่ยามที่อีกฝ่ายกลับบ้านหลังใหญ่ริมบึงที่เต็มไปด้วยเสียงขับกล่อมของแมลงยามราตรีผู้คนในเรือนล้วนให้ความเคารพแก่เขา เรียกขานว่า “คุณชายใหญ่” ทุกคนดูอ่อนน้อมยิ่งนัก

    และในวันหนึ่งขณะที่คุณชายใหญ่หยุดพักจากการศึกษาและตำราหลวงก็ออกมานั่งที่ระเบียงเรือนไม้ที่ทอดยาวเหนือสระบัวกาขาวที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ๆ จ้องมองเขาเงียบๆเงาลำแสงจากฟากฟ้าอาบทาบเสี้ยวหน้าคมดั่งจิตรกรรม

    เมื่อสายตาสบกันเพียงชั่วขณะเขาก็ยิ้มเล็กน้อย ยื่นมือหยิบขนมถั่วตัดจากกล่องบนโต๊ะ ยื่นมาชูขึ้น “มาสิ เจ้าไม่ต้องหลบ”

    กาขาวผงกหัวอย่างระแวงแต่สุดท้ายก็บินลงมาเกาะราวระเบียง เขาหักถั่วตัดชิ้นเล็กส่งให้กาขาวใช้จะงอยปากคีบอย่างแผ่วเบา แล้วจ้องสบตาเขาอีกครั้ง

    “เจ้ามาอยู่ในเมืองอีกแล้วรึ” เสียงเขาแผ่วลง คล้ายรำพึงกับตัวเอง “ที่นี่ไม่เหมาะกับเจ้ามนุษย์มักจะอยากครอบครองสิ่งที่พิเศษและเจ้า..เจ้าเป็นสิ่งพิเศษ” กล่าวจบเขาก็หันหลังกลับเข้าห้องเรียนอีกครั้ง ทิ้งเพียงเงาสะท้อนบนบานไม้และสายลมพัดพาไอหอมจางของชาในระเบียงนั้น

    กาขาวเกาะที่กิ่งไม้นิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงสยายปีกเตรียมจะบินหลบไป แต่แล้วกลับพบผู้เฒ่ารูปร่างผอมสูงนั่งพิงต้นแปะก๊วยอยู่เบื้องล่าง ผู้เฒ่ามีผมขาวโพลนรวบไว้ด้วยเชือกผ้าสีครามใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นแต่อ่อนโยน นัยน์ตาทอประกายแววรู้ “เจ้ากาน้อย..” เสียงนั้นนุ่มลึก “อยู่ที่นี่อันตรายนัก เจ้ารู้ใช่ไหม?”

    กาขาวไม่ขยับนัยน์ตาจ้องมองผู้เฒ่านิ่งๆ

    ผู้เฒ่ายิ้มอีกครั้งเอียงศีรษะมองกาขาวเล็กน้อยให้ถนัดตา “ไม่เชื่อข้าก็ไม่เป็นไรแต่เจ้าควรเชื่อเด็กหนุ่มผู้นั้น..” เงียบงันพักหนึ่ง “หรือเช่นนี้ดี..” เขายื่นมือข้างหนึ่งขึ้นมา “เจ้าคงยังแปลงร่างไม่ได้ใช่หรือไม่เจ้ามาติดตามข้า วันหนึ่งเจ้าจะได้พูดกับเขา ไม่ใช่ได้แค่จ้องเขาเช่นนี้อีกดีหรือไม่?”

    กาขาวนิ่งงันไปชั่วขณะครุ่นคิดตามที่ผู้เฒ่าเอ่ย เขารู้ว่านางไม่ใช่กาปกติแต่เป็นปีศาจกา และจะทำให้นางเปลี่ยนร่างได้แบบที่พี่ๆน้องๆ ของนางทำได้ นั้นยอมเป็นเรื่องที่นางหวังไว้สูงสุด นางก็ผงกหัวเล็กน้อยตอบตกลงก่อนจะโบยบินลงมาอย่างเชื่องช้า เกาะลงบนไหล่ผู้เฒ่าอย่างนุ่มนวล

    ผู้เฒ่าหัวเราะแผ่วเบาร่างของเขาและกาขาวหายลับไปในม่านหมอก ปล่อยให้แสงตะวันยามใกล้สนธยาทาบทับบนระเบียงไม้ไร้ผู้คน

    ยามเช้าของวันหนึ่งที่นางไม่ได้นับเวลาอีกแล้วดอกเฟิ่งฮวาสีแดงเพลิงร่วงปลิวผ่านลานหินสีเทาอ่อนกลีบดอกเบานุ่มเช่นแพรไหมล่องลอยกลางอากาศ ก่อนจะตกลงแนบพื้นเงียบงันดั่งลมหายใจของกาลเวลา

    ใต้ร่มเงาไม้โบราณอายุหลายร้อยปีเสียงของสตรีผู้หนึ่งพลันดังขึ้นเบาๆ “ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”

    ปีศาจกาขาวผู้เคยไร้ที่พึ่งบัดนี้กลับยืนอย่างสง่างามในร่างของหญิงสาววัยแรกแย้มผิวขาวนวลราวหิมะยามต้นเหมันต์ เส้นผมดำสนิทสยายยาวถึงเอวดวงตาเรียวยาวซ่อนแววหลักแหลมในชุดผ้าฝ้ายบางสีอ่อนตกแต่งด้วยลายปักอ่อนช้อยของเถาวัลย์นางเงยหน้ามองชายชราเบื้องหน้า ผู้ที่หล่อหลอมวันเวลาของนางให้เปลี่ยนไปตลอดกาล

    ผู้เฒ่าร่างสูงในอาภรณ์สีเทาหม่นทาบทับด้วยผ้าคลุมคล้ายควันจางเส้นผมขาวยาวม้วนขึ้นสูง กลิ่นสมุนไพรแฝงในผ้าที่ยังโชยมาแผ่วเบาไม่จางหายใบหน้าของเขาแม้ผ่านกาลเวลาสามศตวรรษก็ยังคงเดิมแววตาแจ่มกระจ่างสะท้อนสัจธรรมเหนือสรรพสิ่ง

    “เจ้าสำเร็จแล้ว..” เสียงของผู้เฒ่าอบอุ่นดังสายลมฤดูวสันต์

    นางพยักหน้าช้าๆ“ข้าเปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์ได้แล้ว” แต่ก่อนที่นางจะก้าวจากไปเสียงหนึ่งในใจยังคงค้างคา นางจึงเอ่ยถามทั้งแววตาลึกซึ้ง “คือ..ท่านอาจารย์แน่ใจหรือว่าข้าจะหาเขา..คุณชายใหญ่ผู้นั้นพบได้อีกครั้ง?”

    ผู้เฒ่าหัวเราะเบาเส้นขนคิ้วยาวที่หางตาไหวตามจังหวะของเสีบงขบขัน “หากเจ้าไม่หยุดหาอย่างไรเสียก็ย่อมพบ เจ้ามีพลังวิเศษติดตัวมาจากเผ่าปีศาจกา ทั้งเวลาของเจ้าเดินช้ากว่าผู้อื่นอยู่แล้วหากใจเจ้ายังมั่นยังไม่ดับมานะฟ้าย่อมเมตตา”

    หญิงสาวค้อมตัวอีกครา“ขอบคุณและศิษย์..ขอลา” นางกล่าวอีกครั้งก่อนที่กายของนางจะกลับคืนรูปเดิมที่บางเบาราวปุยนุ่นพร้อมถูกพัดพาโดยลมแต่จิตใจกลับหนักแน่นอย่างหินผาขุนเขา

    ร่างงามหมุนตัวพลางคลี่แขนดุจปีกเปลี่ยนกายกลับเป็นกาขาวโบยบินขึ้นจากพื้นดินบินฝ่าหมอกสีเงินของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนตัวจากโลกมานานนับร้อยปีบินสู่ขอบฟ้าที่ทอดไกลจนตัดกับแนวเขาสีน้ำเงินหม่น

    เมื่อเข้าใกล้เขตแดนมนุษย์ร่างของนางค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นหญิงสาวอีกครั้ง เท้าเรียวแตะพื้นลานดินใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจาง นางสูดลมหายใจลึกเหมือนคนที่เพิ่งได้กลิ่นโลกใบเดิมกลับคืน

    แต่เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น..เสียงผึงเหมือนลมหมุนแหวกอากาศดังขึ้นเหนือศีรษะก่อนผืนผ้าสีทองแผ่ขยายกว้างหล่นลงมาครอบร่างนางโดยไม่ทันตั้งตัว!

    “อ๊ะ!” เสียงเดียวที่เปล่งได้ก่อนที่สติจะพร่ามัวสายลมเย็นราวน้ำแข็งระลอกหนึ่งพัดโหม นางรู้สึกว่าตนลอยอยู่เหนือพื้นอีกครั้งแต่อีกครานี้มิใช่เพราะปีกของตน ทุกสิ่งดับวูบ เหลือเพียงเงามืดของผืนฟ้าหมุนวน

    ขณะเดียวกันนั้นที่แคว้นต้าเหว่ย

    ภายใต้สุริยันที่ทอแสงอ่อนผ่านม่านหมอกยามเช้าป้อมทหารม้าด้านนอกเมืองตื่นตาเมื่อกองทัพม้ามากกว่าพันนายย่ำผ่านประตูเหล็กพระพักตร์ของผู้ควบม้าหน้าทัพแม้เปื้อนฝุ่นทรายแต่กลับไม่มีสิ่งใดกลบความสง่างามเฉียบขาด

    ชายหนุ่มในชุดเกราะประดับลายมังกรสีดำประกายทองผ้าผืนใหญ่บนบ่าโบกสะบัดตามแรงลม เขากระตุกสายบังเหียนม้าสีดำทะมึนจนหยุดสนิทแววตาคมดั่งหอกเงินกวาดมองกำแพงเมืองต้าเหว่ย

    กวงเหิงฮ่องเต้หรือองค์ชายใหญ่ผู้ขึ้นครองราชย์จากสายโลหิตของฮองเฮาหลังจากพระบิดาสวรรคต แม้จะผ่านมาห้าปีแล้วแต่ชายหนุ่มผู้นี้ยังยึดถือวิถีของนักรบเยี่ยงเหยี่ยวที่ไม่ลืมท้องฟ้า ยามมีศึกเขาคือแม่ทัพหน้าทัพยามสงบเขาคือผู้นำแคว้นผู้เด็ดขาด

    เพราะเช่นนั้นไทเฮาผู้ให้กำเนิดจึงปรารถนาให้โอรสกลับเมืองหลวงบ้างหลังจากรุดนำทัพออกชายแดนยาวนานกว่าปีในที่สุดวันนี้จึงยินยอมเสด็จกลับต้าเหว่ยชั่วคราวเพื่อพักการศึกและสะสางราชกิจ

    หลังจากกวงเหิงฮ่องเต้กลับมาถึงเมืองหลวงได้สี่เดือนพระองค์เข้าดูแลราชกิจทุกวัน ไทเฮาผู้ควบคุมราชกิจหลังม่านมาช้านานช่วงที่ฮ่องเต้ออกรบก็มีปรารถนาจะปลดภาระจากตนเองสักระยะจึงออกเดินทางไปวัดซานป๋อเพื่อกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ระหว่างทางกลับพบนักพรตผู้หนึ่งซึ่งดูมีบารมีอย่างประหลาดจึงเชิญกลับเมืองด้วยความเลื่อมใส เมื่อกลับมาถึงวังหลวงจึงอยากให้บุตรชายได้พบ

    “พระองค์จะทรงเปลี่ยนชุดไปถวายการเข้าเฝ้าไทเฮาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เสียงขันทีคนสนิทก้มตัวเอ่ยเบาๆถามผู้เป็นนายเหนือหัว เขาจึงพยักหน้าอนุญาต

    เมื่อกวงเหิงฮ่องเต้เสด็จเข้าเฝ้ามารดาไทเฮาก็ให้จัดสถานที่เงียบสงบต้อนรับบุตรชายเพื่อให้พบกับนักพรตไท่อี้ที่ตนพากลับมาเมืองหลวงด้วย

    บุรุษร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีทองอร่ามแลสูงส่งเขาทอดมองสำรวจนักพรตไท่อี้นั้นเป็นชายเลยวัยกลางคนแล้วรูปร่างสูงโปร่งอาภรณ์สีเทาอ่อนคล้ายผ้าห่มหมอก ใบหน้าอิ่มเอิบยิ่งคล้ายเซียนประทานพรดวงตาทรงปัญญาและนิ่งสงบ แต่ผู้เป็นฮ่องเต้เพียงปรายตาแลไปอย่างเบื่อหน่ายเพราะเขาคิดว่าคนผู้นี้ใช้รูปลักษณ์น่าเชื่อถือหลอกลวงหากินกับความเชื่อ

    “หากท่านนักพรตจะพยากรณ์ก็ทำให้ไวเรายังมีราชกิจต้องสะสางอีกมาก” น้ำเสียงไม่สุภาพนักแต่ก็หาได้เย่อหยิ่งเพียงระอาในการหากินแบบพวกปาหี่

    นักพรตไท่อี้ยิ้มเล็กน้อยเขาล้วงป้ายแผ่นหนึ่งจับยามเวลาตกฟากจากแผ่นเกิดของฮ่องเต้รวมถึงดูเส้นชีวิตจากฝ่ามือพร้อมกันนั้นก็ขีดเส้นยาวบนผืนกระดาษ ริมฝีปากขยับช้าๆ เหมือนร่ายมนตร์ใต้ลมหายใจ ไม่นานก็เขียนคำพยากรณ์จบแล้วยื่นให้ด้วยมือนิ่งเรียว

    “ผลคำทำนายพ่ะย่ะค่ะ”

    กวงเหิงฮ่องเต้รับไว้ด้วยความไม่ใส่ใจก่อนจะยื่นส่งต่อให้ไทเฮาแทน ไทเฮาหยิบมาดูด้วยสีหน้าสนใจยิ่งตัวอักษรที่ปรากฏอยู่เป็นคำทำนายแปดบรรทัด

    ผู้มีบุญญาเหนือสวรรค์แผ่

    จักไร้ศัตรูพ่ายแผ่นดิน

    ฟ้ากำหนดเส้นทางมอบสิน

    ปฐพีสิ้นต้องพึ่งท่าน

    ยั่งยืนชีวาไร้เงาเคราะห์

    ภาระแคว้นสถิตสืบสาน

    ชะตาต้องยืดร้อยชีพบาน

    จักก้าวผ่านขึ้นสิบทิศไกล

    เมื่ออ่านจบไทเฮาเงียบงันไปครู่หนึ่ง “ชะตาต้องยืด..หมายความว่าอย่างไร?” นางเงยหน้ามองนักพรตดวงตาฉายแววระแวงบางอย่าง “หรือว่า..โอรสข้าจะอายุสั้น?”

    นักพรตไท่อี้ส่ายหน้ายิ้มราบเรียบ“มิใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะฮ่องเต้ย่อมมีพระชนม์ชีพยืนยาว หากแต่ในคำทำนายนั้นหมายถึงการต้องต่ออายุเส้นชะตาให้ยาวไกลเกินปกติ เพื่อรองรับภาระใหญ่ในวันหน้า”

    ไทเฮาขมวดคิ้ว“แล้วจะต้องต่อชะตาอย่างไร? ทำได้ด้วยหรือ?”

    นักพรตไท่อี้ยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้า“เรื่องนี้ย่อมได้พระองค์มีบุญญาธิการสูง ส่งผลให้สามารถหยิบยืมชะตาจากวิญญาณผู้มีวาสนาบรรจบกันโดยไม่เป็นภัยต่อดวงจิต”

    ไทเฮานิ่งอย่างครุ่นคิด“และ..เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าใครคือผู้ที่ควรยืมไม่ควรยืม?”

    นักพรตไท่อี้ยิ้มเล็กน้อยอย่างผู้รู้ความนัย“จะมีสัญญาณจากฟ้า ถึงเวลานั้น..กระหม่อมจักกราบทูลอีกครา”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน