"เกิดอะไรขึ้นน่ะ?" ฉินไห่หยางเดินออกจากห้องเห็นสายฟ้าฟาดลงภูเขาลูกใหญ่ที่พวกเขาเพิ่งไปเมื่อตอนเช้าพอดี
เขาเผลอเงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยวแวบหนึ่ง
คำพูดที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดในตอนกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวทำให้เขาอดคิดไม่ได้
มันจะเป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ เหรอ?
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ว่าฉินไห่หยางกำลังคิดอะไรอยู่เธอก้มหน้ามองเขาอย่างใจเย็นแล้วส่ายหน้าเบาๆ "ลูกจำได้ไหมที่แม่เคยบอกว่าสรรพสิ่งล้วนมีวิญญาณ!"
ฉินไห่หยางจำได้ทั้งหมด
"สรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณบางอย่างไม่ควรถูกแตะต้อง ถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ควรอยู่ห่างๆ จะดีกว่า"
"ไม่อย่างนั้น...จะต้องเจอกับจุดจบที่สยองแน่!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองไปที่สายฟ้าที่แลบอยู่เหนือยอดเขาลมกรรโชกแรงซัดเข้ามาเหมือนกับจะกลืนกินทุกสิ่ง
เธอไม่สนใจเรื่องพวกนั้นอีกต่อไปจูงมือฉินไห่หยางเดินเข้าไปในบ้าน "ถ้าเก็บของข้างนอกเสร็จหมดแล้วพวกเราค่อยกินข้าวกันดีกว่า"
อาหารมื้อนี้พวกเขาใช้ความพยายามกันไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ฉินไห่เยว่นั่งอยู่ข้างโต๊ะหยิบปูทอดกรอบขึ้นมาชิมอย่างเอร็ดอร่อย
กรอบ!
"ปูทอดนี่อร่อยสุด ๆ ไปเลยค่ะ!"ฉินไห่เยว่พูดอย่างตื่นเต้น ก่อนจะคีบปูสองตัวใส่ในชามของฉินซู่"พ่อลองชิมดูนะคะ ปูพวกนี้ พวกเราสามคนช่วยกันจับมาทั้งนั้นเลย"
ฉินซู่ยังไม่ได้กินเขาเงยหน้าขึ้นมามองต่งเสี่ยวเสี่ยวก่อน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นหมอเรื่องอาหารการกินจะต้องได้รับการอนุญาตจากเธอก่อน
พอเห็นสายตาของฉินซู่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หัวเราะออกมา "นายกินได้ตามสบายเลยไม่งั้นนายคงทรมานแย่ ถ้านั่งมองพวกเรากินอยู่แบบนั้น"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหยิบปูขึ้นมากินอย่างไม่รีรอแล้วยกนิ้วโป้งชมเชยฉินไห่เยว่
"เมื่อก่อนในหมู่บ้านก็มีคนไปจับปูมากินเหมือนกันแต่ส่วนใหญ่แค่เอาไปทอดในน้ำมัน ไม่เห็นมีใครทำอร่อยเหมือนที่เธอทำเลย"
ปูที่คนอื่นทอดส่วนใหญ่จะไม่กล้าใส่น้ำมันเยอะแถมยังไม่ได้ชุบไข่เหมือนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวทำ รสชาติก็เลยไม่อร่อยเท่า
"ฉันจะถือว่านายชมฉันก็แล้วกันนะ"ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มแล้วชิมอีกคำ เธอโรยพริกป่นเพิ่มลงไปอีกหน่อยรสชาติใช้ได้เลยทีเดียว
พวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อยเสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาบ้านดังเป็นจังหวะ
พอจะกินข้าวเสร็จต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ได้ยินเสียงดังโครมครามมาจากหลังบ้าน
"แย่แล้ว!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวร้องเสียงหลงวางชามตะเกียบในมือแล้วรีบวิ่งไปที่หลังบ้าน
ที่นี่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาเมื่อกี้มีก้อนหินก้อนใหญ่หล่นลงมา เกือบจะทับลูกหมูตาย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองไปรอบๆเธอรีบเข้าไปจะยกก้อนหินขนาดใหญ่นั้นออก จนเสื้อผ้าเปียกปอนไปหมดผมก็เปียกชุ่มจนหยดติ๋งๆ
เธอก็ยังยกก้อนหินไม่ขึ้น เพราะแรงไม่พอ
"แม่ พอเถอะพวกเรารีบเข้าไปในบ้านกันก่อนเถอะ!"
ฉินไห่หยางกับฉินไห่เยว่กางร่มออกมาพอเห็นสภาพของต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดเป็นห่วงไม่ได้
"เราจะปล่อยให้ลูกหมูตายไม่ได้"ต่งเสี่ยวเสี่ยวลังเลเล็กน้อยเธอเห็นแผ่นไม้ขนาดใหญ่อยู่ด้านข้างพอดี "ไม่มีทางอื่นแล้วพวกลูกช่วยแม่หาตะปูกับค้อนหน่อย"
พูดจบเธอก็ขยับตัวไปอีกฝั่งเพื่อยกแผ่นไม้นั้นขึ้น"คืนนี้ทำเท่าที่ทำได้ไปก่อนพรุ่งนี้แม่จะไปตามช่างไม้หลิวในหมู่บ้านมาสร้างคอกหมูให้พวกเราใหม่"
ฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่มองหน้ากันทั้งสองรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านเพื่อหาค้อนกับตะปู
ฉินซู่เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ร้อนใจมองออกไปยังภายนอก
ฝนตกกระหน่ำกระทบหลังคาบ้านทำให้คนรู้สึกหวาดหวั่น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังทำงานอยู่ที่ลานหลังบ้านแต่เขากลับช่วยอะไรไม่ได้เลย มองขาตัวเองแล้วรู้สึกหงุดหงิดจนอยากทุบมันแรงๆ!
ฉินไห่หยางกับฉินไห่เยว่รีบเข้าไปช่วยเฉินเฉินก็ไปส่องไฟให้พวกเขา
เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าค่อยๆ เบาลงต่งเสี่ยวเสี่ยวก็จัดการซ่อมคอกหมูจนเสร็จเรียบร้อย ลูกหมูหลายตัวซุกตัวอยู่ในมุม
เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกหาเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วสองสามชิ้นมาโยนไว้ตรงมุม แล้วเอาถุงพลาสติกคลุมรอบๆอย่างระมัดระวัง
เท่านี้พวกมันก็จะอยู่รอดจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ได้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจอย่างโล่งอกเพิ่งจะกลับเข้ามาในบ้าน ก็เห็นว่าหลังคาบ้านอีกด้านหนึ่งรั่วอยู่
เธอหยิบกะละมังขนาดใหญ่สองใบมารองน้ำ"ดีที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่นอน ไม่งั้นคืนนี้แย่แน่"
หลังจากที่วุ่นวายจนเสร็จต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
พอเห็นว่าเด็กทั้งสามคนตัวเปียกปอนเธอก็ลุกขึ้น รีบไปหาผ้าขนหนูและเสื้อผ้าใหม่มาเปลี่ยนให้พวกเขา
"เฮ้อ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวบ่นพึมพำขณะเช็ดตัว"คราวหลังอย่าออกไปแบบนี้อีกนะ ดูสิเสื้อผ้าเปียกหมดแล้วผมก็เปียก ถ้าเกิดเป็นหวัดขึ้นมาจะทำยังไง"
"ฮัดเช้ย!"
ยังพูดไม่ทันขาดคำ ฉินไห่เยว่ก็หดคอก่อนจะจามออกมา
จากนั้นก็เงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยความระแวงทำท่าทางเหมือนกลัวจะโดนดุ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจอย่างจนใจแล้วลูบหัวเธอ "จะทำยังไงกับพวกลูกดีนะพวกลูกสามคนไปนอนคลุมโปงอยู่บนเตียงเถอะ"
พูดจบเธอก็หันหลังกำลังจะเดินออกจากห้องฉินซู่ก็ค่อยๆ พูดขึ้นมา "เสื้อผ้าของเธอก็เปียกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวก้มลงมองเสื้อผ้าของตัวเองทั้งตัวเปียกโชกไปหมด แถมตรงหน้าอกยังดูเหมือนจะเปิดออกมานิดหน่อยอีกด้วย
เมื่อกี้เธอยุ่งมากจนไม่ทันได้สังเกต
จากมุมของต่งเสี่ยวเสี่ยวเธอแทบชะงักเมื่อเห็นว่าช่วงอกของเธอเผยออกมาไม่น้อย
ส่วนเสื้อผ้าด้านหลังก็เปียกแนบเนื้อทำให้เห็นรูปร่างสัดส่วนอย่างชัดเจน
นี่...
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตบหน้าผากตัวเองด้วยความอับอายรีบหยิบผ้าขนหนูที่อยู่ข้างๆ มาคลุมตัวเองเอาไว้ "เอ่อ... ฉัน..."
เธอรู้สึกอายอย่างมาก จนพูดอะไรไม่ออกเลยเปิดประตูแล้ววิ่งออกไป
ในบ้านยังมีขิงอยู่บ้างเธอต้มน้ำขิงให้เด็กๆ ดื่ม แล้วต้มน้ำร้อนมาเช็ดตัว หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วถึงจะเดินเข้าไปในห้อง
"มาๆๆดื่มน้ำขิงแล้วรีบคลุมโปงนอนเถอะ" ฝนข้างนอกเริ่มซาลงแล้วฟ้าผ่าก็หายไปหมด ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง
เด็กทั้งสามคนดื่มน้ำขิงจนหมดแล้วคลุมโปงหลับไปอย่างสบาย
เพราะเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างมากต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงดื่มน้ำขิงไปอึกใหญ่ แล้วคลุมโปงหันหลังให้ฉินซู่ก่อนจะนอนหลับไปแบบนั้น
ตอนนี้พวกเขานอนอยู่บนเตียงเดียวกันเพื่อความสะดวกทุกคนเลยนอนด้วยกัน
ฉินซู่ยังนอนไม่หลับเสียงฝนโปรยปรายดังอยู่ด้านนอก
ภาพของต่งเสี่ยวเสี่ยวที่วุ่นวายไปมาและสีหน้าที่เขินอายเมื่อครู่ยังคงติดตา
มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มีความหมายอีกครั้ง
ในช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่ทันรู้ตัวหัวใจของเขาก็สั่นไหวเล็กน้อย
ไม่นานฉินซู่ก็ผล็อยหลับตามไป
กลางดึก
"ก๊อกๆๆ!"
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบปลุกฉินซู่ให้ตื่นขึ้นมาก่อน เขาเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่งเลยได้ยินคนข้างนอกกำลังเรียกต่งเสี่ยวเสี่ยว
เขากำลังจะปลุกต่งเสี่ยวเสี่ยวแต่เธอก็ลืมตาขึ้นมาก่อนอย่างงัวเงีย "ฉันได้ยินเหมือนมีคนเรียกฉันอยู่ข้างนอก"
ท่าทางงัวเงียนั้นดูน่ารักจริงๆ
ฉินซู่มองออกไปนอกหน้าต่าง"น่าจะมีคนเรียกเธอนะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยืดตัว บิดขี้เกียจแล้วหยิบเสื้อคลุมมาสวม ก่อนจะเดินออกมาที่ประตู
"สหายต่ง ช่วยด้วย!"
"ช่วยด้วย!"
เสียงร้องโหยหวนดังมาจากข้างนอกต่งเสี่ยวเสี่ยวนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนกลางวัน จึงรีบเดินไปเปิดประตู
หลี่ซิงชางที่ยืนอยู่หน้าประตูขาซ้ายของเขาเต็มไปด้วยเลือดหวังซิ่วฉินช่วยประคองเขาอยู่อย่างทุลักทุเล ตัวของทั้งคู่เต็มไปด้วยโคลน
พอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวหวังซิ่วฉินก็ร้องเสียงดัง "สหายต่งช่วยลูกชายฉันด้วย!"