นายเพิ่มพลถามสายเืที่ตนไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมาด้วยน้ำเสียงห้วนเข้มอย่างไม่พอใจ
“ก็น้ำขิงเป็คนอย่างนั้นนี่ค่ะ”
หญิงสาวตอบ เธอเผชิญกับความลำเอียงของผู้ชายคนนี้มาั้แ่เล็กจนโตแม้แต่คำว่าพ่อ เธอก็ไม่ถูกอนุญาตให้ใช้เรียกเขา จนความน้อยใจที่มีแปรเปลี่ยนเป็ความเจ็บแค้นชิงชังไปแล้ว
“เหลวไหลที่สุด สั่งสอนอะไรไปไม่เคยจดเคยจำ นี่ฉันจะต้องทำยังไงกับแกดีน่ะ”
“ก็ไล่น้ำขิงออกไปจากบ้านนี้เสียเลยสิคะคุณท่านจะได้ไม่ต้องมีเื่ให้ไม่สบายใจอีก”
“อย่ามาท้าฉันน่ะ”
“ไม่ได้ท้าค่ะ แต่น้ำขิงไม่อยากอยู่ที่นี่จริงๆบอกมาสิคะว่าไม่ให้น้ำขิงอยู่ในบ้านหลังนี้อีก น้ำขิงจะออกไปเดี๋ยวนี้”
“ไม่ได้”
นางวิภาวีกับแพรวรุ้งรีบค้านออกมาเกือบจะพร้อมกันอย่างกลัวว่านายเพิ่มพลจะพลั้งปากไล่น้ำขิงออกไปจากบ้านจริงๆเพราะแม้จะเกลียดชัง แต่ทั้งสองก็ต้องยอมรับอยู่แก่ใจว่าน้ำขิงนั้นทั้งสวยและฉลาด หากปล่อยออกไปจากบ้านทั้งสองก็กลัวว่าน้ำขิงจะใช้คุณสมบัติที่มีอยู่นั้นถีบตัวเองให้สูงส่งขึ้นมาได้ รวมทั้งการที่อาจจะมีโอกาสได้แต่งงานกับผู้ชายดีดีรวยๆอีกด้วย ซึ่งหากเป็อย่างนั้นทั้งสองแม่ลูกคงทำใจไม่ได้ ดั่งนั้นจึงพร้อมใจกันเห็นควรว่าจะกดให้น้ำขิงเป็คนใช้อยู่ในบ้านนี้ต่อไปดีกว่า เพราะนอกจากจะได้โขกสับระบายอารมณ์อยู่ทุกวันแล้วก็ยังจะแน่ใจได้ด้วยว่ายังไงเสีย น้ำขิงก็จะไม่มีวันได้ดีเกินหน้าเกินตาแพรวรุ้งไปได้แน่นอน
“ก็แล้วงั้นจะเอายังไงแน่ ห๊ะ”
นายเพิ่มพลหันไปถามภรรยาและลูกที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยความหงุดหงิดเพราะตนนั้นก็มีความคิดที่จะให้น้ำขิงออกไปอยู่ที่อื่นเหมือนกันเพื่อจะได้ยุติเื่วุ่นๆในบ้านที่เกิดขึ้นได้ไม่เว้นแต่ละวันนี้เสียที
“ช่างมันเถอะค่ะ ไหนๆเื่มันก็แล้วไปแล้ว”
นางวิภาวีรีบกล่าวตัดบท
“ไม่รู้อะไรกันสิน่า”
นายเพิ่มพลบ่นก่อนเดินจากไปอย่างหัวเสียและนางวิภาวีก็รีบดึงแขนบุตรสาวพาออกไปจากที่ตรงนั้นเช่นกันอย่างกลัวว่าเื่จะลุกลามใหญ่โตจนนายเพิ่มพลต้องไล่น้ำขิงออกไปจากบ้านจริงๆ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“เมื่อตอนบ่ายคุณแพรวเรียกไปทำไมหรือลูก”
หลังเสร็จสิ้นภารกิจประจำวันแล้วน้ำอ้อยก็ได้เข้าไปหาบุตรสาวที่ในห้องส่วนตัว ซึ่งก็คือห้องเล็กๆทางด้านหลังติดกับห้องคนใช้รายอื่นๆนั้นเอง
“เขาเหงามั้งคะแม่ ก็เลยเรียกไปหาเื่เล่นๆ”
หญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงและมองเหม่อออกไปยังความมืดนอกหน้าต่างตอบเรียบๆ
“น้ำขิงอย่าคิดอะไรมากเลยนะลูก ยังไงคุณแพรวก็เป็ลูกของผู้ที่มีบุญคุณกับเรา”
น้ำอ้อยเข้าไปนั่งลงข้างๆก่อนกล่าวอย่าง้าจะปลอบใจไม่ให้ลูกต้องคิดมาก
“เมื่อไหร่บุญคุณของพวกเขาจะหมดไปเสียทีคะแม่จริงๆแล้วน้ำขิงก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะดีต่อเราอะไรนักหนา เอาแต่ข่มเหงรังแกเสียด้วยซ้ำจนน้ำขิงอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาต่างหากที่เป็ฝ่ายติดค้างและต้องชดใช้เรา”
“แม่ไม่อยากให้น้ำขิงคิดอย่างนั้นเลย ยังไงเสีย คุณท่านก็เป็พ่อผู้ให้กำเนิดของน้ำขิงนะลูก”
“แต่เขาไม่เคยเห็นน้ำขิงเป็ลูกเลยนะคะ และเขาก็ไม่เคยเห็นว่าแม่ก็เป็เมียอีกคนหนึ่งของเขาด้วย”
“น้ำขิง”
“จริงๆนะคะแม่ หากเขาเห็นว่าแม่เป็เมียและเห็นว่าน้ำขิงเป็ลูกเขาก็คงจะไม่ทำกับเราอย่างนี้”
“พอเถอะน้ำขิง พูดถึงพ่ออย่างนั้นมันบาปน่ะ”
น้ำอ้อยทำเสียงเข้มตำหนิ น้ำขิงจึงหันมาสบตากับผู้เป็แม่ด้วยสายตาตัดพ้อ
“เราจะต้องทนอยู่ใต้บังคับของเขาอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหนคะแม่”
หญิงสาวถามเสียงขื่นและเมื่อน้ำอ้อยเห็นรอยแดงรูปฝ่ามืออยู่บนแก้มข้างหนึ่งของบุตรสาวก็ถึงกับอึ้งไปเธอเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเื่ทำนองนี้เกิดขึ้นมานานพอๆกับอายุของน้ำขิงนั้นเอง
“น้ำขิง”
น้ำอ้อยเรียกบุตรสาวเสียงเบา แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความเ็ปและเสียใจที่ตัวเองไม่เข้มแข็งพอที่จะพาลูกก้าวออกไปจากสถานการณ์ชีวิตในปัจจุบันนี้ได้
“แม่ น้ำขิงขอโทษ”