ท่ามกลางรถราที่จอดเรียงกันอยู่บนท้องถนนราวกับมีงาน คาร์นิวัลอะไรสักอย่างที่ทำให้คนพากันนำรถออกมาอยู่บนถนนกันเช่นนี้ หนึ่งในนั้นมีรถยุโรปสุดหรูสีบรอนซ์เงินรวมอยู่ด้วยแต่ชายหนุ่มเ้าของรถที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย สีหน้าไม่ได้บ่งบอกว่ายินดีหรือสนุกไปกับงานคาร์นิวัลรวมรถนี้แม้แต่น้อยใบหน้าหล่อคมเข้มอย่างคนจากภาคใต้นิ่งเฉยแต่สิ่งที่บอกว่าตอนนี้ภายในใจเขาไม่ได้นิ่งเหมือนใบหน้านั่นก็คือแววตาที่วาวโรจน์ราวกับจะลุกเป็ไฟได้ สองมือจับพวงมาลัยเอาไว้นิ่งแต่แน่นจนแทบแหลกสลายคามือ หากนั่นเป็แก้วบาง ๆ
วัสสะกำลังคุมสติของเขาเหมือนอย่างที่เคยทำได้ดีเสมอมา ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะยากเอาการอยู่ทั้งนี้ก็เพราะว่าจิตใจของเขากำลัง ร้อนรุ่มเนื่องจากข้อมูลที่ได้จากลูกน้องคนสนิทการคุยโทรศัพท์เื่งาน ที่เลยไปถึงเื่ของใครบางคนได้อย่างไร เขาก็ยังไม่แน่ใจและตอนนี้ก็ไม่มีเวลาจะให้คิดทบทวนถึงที่มาที่ไปเพราะตอนนี้สมองของเขามีแต่เื่ของคนที่ถูกพูดถึง
ทั้งที่เท้าใหญ่อยากจะเหยียบคันเร่งให้มิดแต่ก็ติดที่รอบข้างรถของเขารายล้อมไปด้วยรถของคนอื่นเช่นกันการเคลื่อนที่ไปได้ทีละนิด ๆ ช่างเป็ความทรมานอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเผชิญสภาพรถติดเช่นนี้ แต่ทว่าวันนี้ไม่เหมือนวันอื่นด้วยปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นเป็...เธอ
รถของวัสสะเคลื่อนมาเรื่อยๆ จนหลุดจุดที่เป็สาเหตุ อุบัติเหตุบนท้องถนนทำให้รถติดยาวและขยับได้ทีละนิดจนเกือบเรียกว่าเป็อัมพาตกันเลยทีเดียวเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วให้กับรถมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขีดจำกัดไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของรถสมรรถนะดีที่เขาขับอยู่แน่นอนว่ารถราคาหลายสิบล้านไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง แต่ด้วยรถจำนวนมากที่ยังคงวิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับเขาต่างหากที่ทำให้ตัวเขาตามหัวใจไปไม่ได้เร็วอย่างที่คิด ทั้งนี้ก็เพราะตอนนี้ใจของเขาไปถึงจุดหมายเรียบร้อยแล้ว
สายตาของชายหนุ่มในชุดสูทสากลภูมิฐานจับจ้องไปยัง เบื้องหน้าไม่มีกะพริบมือและสมองทำงานประสานกันอย่างยอดเยี่ยม เขากลายเป็นักซิ่งบนท้องถนนทั้งที่ไม่เคยเป็มาก่อน รถยุโรป สีบรอนซ์เงินรูปทรงโฉบเฉี่ยว กำลังเคลื่อนที่อย่างปราดเปรียวไปบน ท้องถนนได้สมสมรรถนะจนกระทั่งถึงจุดหมาย
เ้าของรองเท้าหนังมันวาวเบอร์สี่สิบหกกำลังก้าวเข้าสู่โรงแรมห้าดาวใจกลางกรุง ที่ภายในหรูหราไม่แพ้รูปลักษณ์ภายนอกหลังจากลงจากรถและส่งต่อกุญแจให้กับพนักงานรับรถอย่างเร่งรีบจนแทบจะกลายเป็การโยนให้
“ผมนัดกับเสี่ยนพไว้แต่ว่าจำเบอร์ห้องไม่ได้ รบกวนช่วยเช็คให้หน่อยครับ” น้ำเสียงที่เอ่ยบอกพนักงานที่ประจำอยู่เคาน์เตอร์ติดต่อสอบถามยังคงนิ่งเฉยประดุจไม่มีเื่ร้อนใจใด ๆ รบกวนเขาอยู่
คำบอกเล่าของลูกน้องคนสนิทยังคงก้องอยู่ในหัวของวัสสะซึ่งมันทำให้เขาต้องมาดูด้วยตาตัวเองว่าเป็เื่จริงหรือไม่
“เสี่ยนพอยู่ห้องB1302 ค่ะ”
“ขอบคุณ”คำตอบรับสั้น ๆ ดังขึ้นก่อนที่เ้าตัวจะผละจากไปจากเคาน์เตอร์โดยไม่ถามรายละเอียดเพิ่มเติม วัสสะเดินหายเข้าไปในลิฟต์อย่างรวดเร็วกดเบอร์ของชั้นเป้าหมายได้อย่างคล่องแคล่วด้วยความคุ้นชินกับโรงแรมแห่งนี้
เท้าใหญ่ก้าวออกจากลิฟต์เดินตรงแล้วเลี้ยวซ้าย สายตาจ้องมองอยู่ที่ตัวเลขหน้าประตู สองมือกำเอาไว้แน่นภายในใจภาวนาว่าข้อมูลที่เขาได้มาจะไม่เป็เื่จริง
มือใหญ่ที่ยกขึ้นชะงักนิดหนึ่งก่อนจะทำอย่างที่ตั้งใจ ก๊อก..ก๊อก...ก๊อก..ก๊อก
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นสร้างความขัดใจให้กับคนที่อยู่ด้านในห้องหนึ่งคนแต่กลับสร้างความรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยให้กับคนอีกหนึ่งคนที่ตอนนี้สองมือเย็นเฉียบกำลังบีบกันแน่น ทั้ง ๆ ที่ขมับทั้งสองข้างมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดออกมา
“ลื้อเป็ใครวะ”ผู้ชายอ้วนลงพุงวัยห้าสิบกว่า ๆ หน้าตาและสำเนียงการพูดจาบ่งบอกว่าเป็คนเชื้อสายจีนความสูงอยู่เพียงแค่ระดับไหล่ของวัสสะ เปิดประตูออกมาถาม ในสภาพที่ใส่กางเกงสแล็ก สีดำ เสื้อกล้ามสีขาวเพราะเสื้อเชิ้ตที่ใส่ทับมาถูกถอดออกไปแล้ว
“เสี่ยนพหรือเปล่าครับ”ชายหนุ่มยังใจเย็นพอที่จะตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะบู่มบ่ามเข้าไป จนมีปัญหาโดยไม่จำเป็
“ใช่อั๊วะนี่แหละเสี่ยนพ ลื้อมีอะไรก็รีบ ๆ พูดมา”
คำตอบที่ได้รับทำให้วัสสะผลักประตูกว้างขึ้นเพื่อเดินเข้ามาในห้องอย่างไม่ต้องได้รับการเชื้อเชิญ“ผมมาเอาของ” ปากก็พูด เท้าก็ก้าวไม่ได้หยุด ส่ายสายตาสอดส่องไปทั่วทุกจุดภายในห้องมือเปิดประตูทุกบานที่ขวางกั้นการสำรวจของสายตาคู่คม
“ของอะไรของลื้อวะไม่มีทั้งนั้นแหละ ออกไป ๆ น่ารำคาญจริง เว้ยลื้อนี่” มือที่อวบอ้วนของเสี่ยนพตามมาคว้าข้อมือใหญ่ของคนที่กลายเป็ผู้บุกรุกเอาไว้ได้ทว่าก็ถูกเขาสะบัดออกได้อย่างง่ายดาย
“คุณวัส!!” เสียงอุทานดังขึ้นด้วยความใ พอ ๆ กับดวงตาที่เบิกโพลงจากอาการเดียวกันของหญิงสาวที่นั่งเหงื่อซึมอยู่ที่ปลายเตียงเมื่อประตูห้องนอนถูกเปิดออกด้วยฝีมือของคนร่างใหญ่
“ใช่ ฉันเอง”เสียงตอบกลับกระด้างเย็น และถึงแม้ว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นจะยังคงนิ่งแต่หญิงสาวรับรู้ได้ถึงความเกรี้ยวกราดของเขาจากทางแววตา ดวงตาคู่คมบัดนี้วาวโรจน์ดุจราชสีห์ที่กำลังโรมรันคู่ต่อสู้ทำเอาหญิงสาวที่นั่งทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้วขนลุกซู่ ตัวแข็งทื่อ แทบไม่กล้าแม้จะแค่เพียงหายใจสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ได้ตอนนี้คือหยาดน้ำที่เอ่อขึ้นมาคลออยู่ในดวงตากลมโตที่ผ่าวร้อนขึ้นมาอย่างไม่อาจจะควบคุมได้เพราะสถานการณ์ที่เป็อยู่ตอนนี้
ถึงแม้ว่าชีวิตเธอจะผ่าน่เวลาที่เลวร้ายมานับครั้งไม่ถ้วนแต่เธอไม่เคยจะชินกับมัน และนี่ก็คงเป็อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่จะบันทึกเพิ่มลงไปในความทรงจำประเภทติดลบของเธอ
วัสสะเข้าไปคว้าข้อมือของหญิงสาวดึงให้เธอลุกขึ้นเดินตามเขาออกมาจากห้องนอน
“เห้ย! ลื้อเป็ใครวะเนี่ยปล่อยเด็กอั๊วนะโว้ย” เสี่ยนพพาร่างอ้วนลงพุงของตนเข้าไปขวางหน้าทั้งสองคนเอาไว้ มืออ้วนป้อมคว้าข้อมือเล็กของหญิงสาวข้างที่ว่างเอาไว้ได้ก่อนจะออกแรงดึงจนเธอเซเข้าไปหาตน หากไม่มีแรงฉุดจากคนที่ตัวใหญ่กว่า เธอคงถลาเข้าไปซบพุงอ้วนๆ นั่นแล้ว
“มึงนั่นแหละปล่อย”เสียงเข้มส่งลอดไรฟันออกมา พร้อมกับมือใหญ่ข้างที่ว่างตรงเข้าไปจับแขนอ้วน ๆข้างที่บังอาจมาแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงของเขา ก่อนจะออกแรงบีบและบิดจนอีกฝ่ายร้องโอดโอยยอมปล่อยข้อมือเล็กในที่สุด สายตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งไปยังเสี่ยร่างอ้วน “คนนี้ผู้หญิงของกูถ้าไม่อยากให้เื่ถึงหูคุณหลิน ก็ถอยออกไป”
วัสสะเอ่ยเน้นจังหวะเสียงเนิบแต่หนักแน่น ตั้งใจให้อีกฝ่ายได้ยินชัดทุกถ้อยคำ ก่อนจะยอมปล่อยแขนที่บีบอยู่นั้นพร้อมกับการออกแรงดันให้ร่างอ้วนๆ ถอยไปพ้นทาง
แต่เสี่ยบ้ากามก็ยังไม่วายปราดเข้ามาขวางทางเอาไว้อีกจนได้
“อั๊ยหยา!อย่าซี้ซั้วต่าน่า ลื้ออย่าเอาเื่นี้ไปบอกอาหลินเชียวนา”
“งั้นก็ถอยไป”เสียงที่เค้นออกมาบอกถึงความไม่ชอบใจระดับสูงของชายหนุ่ม เช่นเดียวกับประกายตาเฉียบขาดที่ส่องออกมา
“แต่ว่าอาหมวยอีเต็มใจมาเองแม่อีก็รู้เื่ จริงหรือเปล่าอาหมวย” เสี่ยนพยังไม่ละความพยายาม สายตากะลิ้มกะเหลี่ยจับจ้องอยู่ที่ดวงหน้าขาวซีดอ้างถึงคนที่คิดว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของ หญิงสาวขึ้นมาเพื่อต่อรอง
ซึ่งก็ได้ผลมือเล็กที่อยู่ในมือใหญ่กระตุกทันที ท่าทีที่ดูเหมือนจะโอนอ่อนผ่อนตามในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็แข็งขืนขึ้นจนวัสสะรู้สึกได้ สายตาคมกริบเลื่อนกลับมาจับจ้องคนข้างกายที่บัดนี้พยายามก้มหน้าหลบตา จนทำให้เธอไม่ได้เห็นแววตาที่แข็งกร้าวนั้นสะท้อนความผิดหวังเ็ประคนน้อยใจออกมา
และสิ่งที่ชายหนุ่มไม่คิดที่จะได้ยินก็ดังขึ้น
“คุณวัสปล่อยฉันแล้วกลับไปเถอะค่ะ” ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแสนยากลำบากเพราะต้องคอยกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ปนออกมาด้วยทว่าน้ำตาก็ยังดันร่วงหล่นออกมาเปรอะเปื้อนใบหน้าให้เธอต้องรีบปาดทำลายหลักฐานไปอยู่ดี
“ได้ยินแล้วใช่ไหมลื้อนั่นแหละไปได้แล้ว หมูเขาจะหามดันเอาคานเข้ามาสอด หึ!มานี่อาหมวย” เสี่ยนพเข้ามาคว้าข้อมือของ หญิงสาวแล้วดึงเข้าหาตนอีกครั้ง
ผลั่ก!หมัดหนัก ๆ ถูกส่งออกไปกระทบใบหน้าของชายร่างท้วมระยะสุดท้ายตรงหน้า
“โอ๊ย!” / “ว้าย! คุณวัส”
เสียงร้องจากสองคนดังขึ้นแทบจะพร้อมกันแต่ว่าคนละความรู้สึก เสี่ยนพร้องด้วยความเ็ป แต่อีกคนร้องขึ้นด้วยความใ
“แต่กูไม่ให้และมึงก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะ” วัสสะยอมปล่อยมือจากหญิงสาวข้างกายแล้วปราดเข้าไปดึงคอเสื้อกล้ามของเสี่ยนพเอาไว้ มือข้างที่กำหมัดแน่นเงื้อง้างเตรียมพร้อมจะประเคนให้กับคนที่บังอาจมาล่วงเกินดวงใจของเขาอีกรอบ
“อย่าค่ะคุณวัส” หญิงสาวรีบร้องห้ามในขณะที่ตามเข้าไปคว้าแขนที่ง้างของคนตัวใหญ่เอาไว้อย่าง้าจะหยุดพอดีกับเสียงของเสี่ยนพที่ร้องบอก
“ถ้างั้นลื้อก็จ่ายมา”คนที่ยกแขนขึ้นเป็การ์ดป้องกันใบหน้าตัวเองอัตโนมัติตามสัญชาตญาณ พูดโพล่งออกมาซึ่งก็ทำให้คนที่ระดับโทสะกำลังขึ้นสูงชะงักได้เล็กน้อย “ถ้าลื้อไม่อยากให้อั๊วแตะต้องอาหมวยลื้อก็เอาเงินมา..สิบล้าน”
มือที่จับคอเสื้อกล้ามเอาไว้กระชากร่างท้วมระยะสุดท้ายเข้ามาใกล้ แล้วถามเสียงดังจนแทบจะเป็ตะคอก “เงินอะไร?”
“ก็แม่อาหมวยอีมาเอาเงินอั๊วไปแล้วก็ส่งอาหมวยมาใช้แทน ถ้าลื้อจะเอาอีไป ลื้อก็ต้องจ่ายเงินมาสิ”
ชายหนุ่มหันไปมองหน้าหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากัด ริมฝีปากอิ่มของตัวเองอย่างยอมจำนน มือที่จับคอเสื้อของเสี่ยนพอยู่คลายออกแล้วเปลี่ยนมาหยิบนามบัตรวางไว้ให้ที่โซฟาแทน
“ถ้าอยากได้เงินเย็นนี้ก็รับโทรศัพท์ด้วย”
นั่นเป็ประโยคสุดท้ายที่วัสสะทิ้งไว้ก่อนที่จะดึงหญิงสาวคนเดียวในที่นี้ออกจากห้องไปพร้อมกับเขา