บทที่ 6 ไข้ขึ้น
ชาติที่แล้ว หนิงลั่วไม่มีพี่น้อง มีเพียงเพื่อนสนิทที่รักกันเหมือนพี่น้องเท่านั้น แม่อธิการก็รักใคร่เธอราวกับลูกสาวแท้ๆ แต่เพื่อนสนิทแต่งงานมีครอบครัวไปนานแล้ว ส่วนแม่อธิการก็อายุมาก สุขภาพไม่ดี จึงเกษียณตัวเองและส่งต่อสถานเลี้ยงเด็กให้คนอื่นดูแล
สุดท้ายหนิงลั่วจึงต้องดิ้นรนในโลกภายนอกเพียงลำพัง กระทั่งเมื่ออายุสามสิบ เธอก็มีธุรกิจเป็ของตัวเอง ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก ให้เธอต้องมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กหญิงวัยสิบขวบในยุคโบราณ
บัดนี้ หนิงลั่วต้องรับผิดชอบร่างนี้ นี่ไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็ภาระที่นางต้องแบกรับ ต้องปรับตัวให้เข้ากับคนที่นี่ ต้องดูแลน้องชายให้ดี เพราะตอนนี้เขาคือผู้ชายเพียงคนเดียวในบ้าน มองร่างเล็กๆ ที่ขดตัวนอนอยู่บนเตียง เขาเป็เพียงเด็กตัวน้อยที่มีจิตใจเข้มแข็งและกล้าหาญปกป้องพี่สาว จึงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เด็กชายทั้งถูกป้าสะใภ้ใหญ่ตีก้นและถูกแม่เฒ่าตบหน้า ขนาดเด็กโตกว่านี้ยังแทบทนไม่ไหว นับประสาอะไรกับเด็กอายุแค่ห้าขวบ
“เ้าตัวเล็ก เหตุใดเ้าถึงได้ทำให้คนเป็พี่ต้องปวดใจนัก” หนิงลั่วเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขาเบาๆ พลางพึมพำกับตัวเอง มองใบหน้าผอมซูบที่มีขนาดเพียงฝ่ามือ และแก้มที่บวมแดงจนเห็นได้ชัด ก็ยิ่งรู้สึกสงสารเขาจับใจ
เพราะขาดสารอาหารมานาน หนิงเสี่ยงเสี่ยงจึงตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน เส้นผมแห้งกรอบแซมด้วยสีเหลืองอ่อน ร่างกายก็ผอมแห้งราวกับกิ่งอ้อ ดูแล้วช่างเป็เด็กที่น่าสงสารเสียจริง
เมื่อเห็นใบหน้าของเขาบวมแดงขนาดนี้ ในบ้านยังไม่มีแม้แต่ไข่ให้ประคบลดบวม หนิงลั่วก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ นางดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้เขา แต่กลับพบว่าภายในผ้าห่มเต็มไปด้วยฟางข้าวและเศษผ้าเก่าๆ ไม่มีแม้แต่สำลีที่สมบูรณ์สักชิ้นเดียว
เมื่อมือของหนิงลั่วเผลอไปัักับใบหน้าของหนิงเสี่ยงเสี่ยง จึงพบว่าใบหน้าน้อยๆ นี้ไม่เพียงแค่บวมเท่านั้น แต่ยังร้อนจัดจนน่ากลัว
แย่แล้ว! เสี่ยงเสี่ยงมีไข้หนักขึ้นกว่าเดิม! มิหนำซ้ำแผลยังอักเสบด้วย!
หนิงลั่วแตะหน้าผากของเขาอีกครั้ง รู้สึกร้อนจัดราวกับไข่ต้ม
จะทำอย่างไรดี!
หนิงลั่วร้อนใจจนเดินวนไปมาในห้อง ไม่รู้ว่าหนิงฉยงกับหนิงเวยหายไปไหน ฝนก็ตกหนัก ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว แต่พวกนางยังไม่กลับมา เหตุใดจึงปล่อยให้พวกนางสองพี่น้องอยู่กันตามลำพังเช่นนี้
ไม่ได้การ ต้องหาวิธีลดไข้ให้เสี่ยงเสี่ยงให้ได้!
โชคดีที่ตอนฝึกทหารในโรงเรียน หนิงลั่วยังพอมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากมีผู้ป่วยที่มีไข้สูง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการลดไข้ให้เร็วที่สุด แล้วรอให้หมอเข้ามารักษา
หนิงลั่วรีบลุกขึ้นไปที่ห้องครัว หวังว่าจะพอมีอะไรที่สามารถใช้ได้บ้าง แม้ว่าจะไม่คาดหวังอะไรมาก แต่ก็ยังอดผิดหวังไม่ได้ เพราะแม้แต่ขิงสักชิ้นก็ไม่มี อย่าว่าแต่ของที่ช่วยบำรุงร่างกายอย่างน้ำขิงหรือน้ำตาลทรายแดงเลย
บนโต๊ะไม้เก่าที่ขาหักไปแล้วหนึ่งข้าง มีเพียงถ้วยชามแตกๆ สองสามใบ ข้างกันมีหม้อดำๆ ที่ไหม้จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม หนิงลั่วกวาดตามองไปรอบๆ ไม่เห็นของใช้ที่สมบูรณ์เลยสักชิ้น ไม่ว่าถ้วยหรือไห ล้วนแต่มีรอยบิ่นหรือหูจับขาด
โชคยังดีที่บนเตายังมีหม้อเหล็กอยู่ แม้จะเก่าแต่ยังใช้ได้ น้ำในโอ่งก็ยังเต็ม หนิงลั่วรีบหยิบกระบวยตักน้ำขึ้นมาเติมลงไปครึ่งหม้อ จากนั้นปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ ค้นหาในช่องเก็บของเหนือเตา เจอไหใส่เกลือ เป็เกลือหยาบ แม้จะไม่มีเกลือป่น แต่มีเกลือหยาบก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
การเปลี่ยนจากร่างที่เคยสูงโปร่งมาเป็เด็กตัวเล็กเช่นนี้ทำให้หนิงลั่วรู้สึกไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย ทั้งไม่มีแรง ทั้งปวดเมื่อยไปหมด รีบหยิบถ้วยที่มีรอยบิ่นน้อยที่สุดขึ้นมา ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วละลายน้ำให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงดื่ม เพื่อช่วยลดไข้และฆ่าเชื้อ
ชาติที่แล้ว หนิงลั่วเคยทำงานมาไม่น้อย การใช้ฟืนก่อไฟสำหรับหุงหาอาหารก็ไม่ใช่เื่ยาก เพียงต้องควบคุมไฟให้ดี ให้มีอากาศถ่ายเท และเว้นช่องว่างตรงกลางกองฟืน แล้วใช้ฟางแห้งหรือหญ้าที่ติดไฟง่ายเป็ตัวช่วยก่อไฟ เมื่อไฟเริ่มติด ก็แค่เติมฟืนให้ลุกโชนต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ก็ต้มน้ำ ทำอาหารได้ตาม้า
เมื่อน้ำเดือดแล้ว หนิงลั่วก็ตักน้ำเกลืออุ่นๆ ให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงจิบ แม้เขาจะเชื่อฟังแต่ก็ยังเบ้ปากเล็กน้อยเมื่อเจอรสเค็มปี๋ ก่อนจะพยายามกลืนลงไปทีละน้อย
“พี่สาม ข้าไม่ต้องดื่มหรอก ข้าหลับสักตื่นก็หายแล้ว” หนิงเสี่ยงเสี่ยงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“เ้าเป็ไข้ขนาดนี้ยังกล้าปากแข็งอีก ดื่มเข้าไปเถอะ เป็สิ่งที่ดีต่อร่างกายเ้า” หนิงลั่วกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
หลังจากดื่มจนหมด หนิงเสี่ยงเสี่ยงก็หลับไปอีกครั้ง แม้กระทั่งหนิงลั่วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้ เขาก็ยังไม่ได้สติ
หนิงลั่วเห็นเขาหนาวจนฟันกระทบกันดังกึกๆ จึงเอาเสื้อผ้าทั้งหมดในบ้านมาห่มให้เขา แล้วไปที่ห้องครัว ค้นดูเศษถ่านที่เหลือ ทว่าในนั้นมีเพียงถ่านชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามืออยู่ไม่กี่ก้อน ที่เหลือเป็เพียงเศษผง นางจึงโยนทั้งหมดลงไปในกะละมังเก่าที่มีรอยร้าวแล้วจุดไฟ
ถ่านบางชิ้นยังติดไฟไม่สนิท ทำให้เกิดควันลอยคลุ้งออกมา หนิงลั่วสำลักจนตาแดงไปหมด นางไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเร่งให้ไฟติดเร็วขึ้น จึงคว้าพัดเก่าขาดๆ มาพัดลมใส่ไฟแรงๆ ขนาดตัวเองหนาวจนมีน้ำมูกไหล ก็ต้องกัดฟันพัดต่อไป
เมื่อติดไฟได้สำเร็จ ตัวหนิงลั่วก็แทบจะเหมือนคนที่เพิ่งคลานออกมาจากเตาเผา แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่า ตนออกไปไม่นาน หนิงเสี่ยงเสี่ยงกลับมีไข้สูงขึ้นกว่าเดิม!
อากาศในห้องที่ร้อนจัดทำให้เด็กชายหายใจแรงขึ้น แต่ร่างกายกลับหนาวจนฟันกระทบกัน เขากอดตัวเองแน่น สะอื้นไห้พลางพูดละเมอออกมา “ไปให้พ้น อย่าคิดรังแกพี่สามของข้า!”
หนิงเสี่ยงเสี่ยงแกว่งหมัดเล็กๆ ไปมาอย่างไร้สติ ขณะเดียวกันก็เตะผ้าห่มออกไปด้วย ไม่นานเขาก็พึมพำขึ้นมาอีกว่า “ข้าเป็บุรุษ ข้าจะปกป้องพี่สามของข้า! ใครก็อย่าหวังมารังแกนางได้!”
เสียงของหนิงเสี่ยงเสี่ยงค่อยๆ เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน “พี่ใหญ่...พี่รอง...พวกท่านทำไมยังไม่กลับมา ข้าเริ่มไม่ไหวแล้ว...ข้าไม่อยากให้พี่สามถูกตี...พี่สาม ข้าหนาวจัง...แต่ก็ร้อนเหลือเกิน...”
เมื่อหนิงลั่วได้ยินเสียงละเมอของหนิงเสี่ยงเสี่ยง หัวใจของนางบีบรัดแน่นราวกับถูกมีดกรีด นี่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกถึงสายสัมพันธ์แห่งสายเือย่างแท้จริง
หนิงลั่วไม่อาจปล่อยให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงมีไข้สูงเช่นนี้ต่อไปได้อีก นางแตะหน้าผากของเขาอีกครั้ง อุณหภูมิสูงไม่ต่ำกว่าสี่สิบสององศา นางจำได้ว่าครั้งหนึ่ง หมอประจำโรงเรียนเคยบอกไว้ว่าหากปล่อยให้ไข้ขึ้นสูงติดต่อกันสองชั่วโมงขึ้นไป อาจส่งผลให้สมองได้รับความเสียหายถาวรได้
นางเพิ่งมีน้องชาย นางจะไม่ยอมให้เขาต้องพิการเพียงเพราะปกป้องนางเด็ดขาด
หนิงลั่วร้อนใจจนเดินวนไปมาอย่างไร้ทิศทาง ควรทำอย่างไรดี จะไปขอยืมเงินจากใคร เด็กอายุสิบกว่าขวบเช่นนาง ใครจะยอมให้ยืมเงินกัน อีกอย่าง ด้วยชื่อเสียงของแม่เฒ่า ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากให้ยืมเงินก็เหมือนโยนของให้หมา หายไปเปล่าๆ
หนิงลั่วคิดถึงป้าสะใภ้ใหญ่ที่อยู่บ้านข้างๆ แต่บ้านนั้นมีลูกหลายคน ซ้ำฐานะก็ยากจน อีกทั้งสามีของป้าสะใภ้ใหญ่ยังเป็คนควบคุมเงินในบ้าน คงยากที่จะขอความช่วยเหลือ
พึ่งคนอื่นไม่สู้พึ่งตัวเอง! หนิงลั่วรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีแรงขึ้นแล้ว นางมองออกไปนอกบ้าน ลมเหนือพัดแรงขึ้น นางกัดฟันถอดเสื้อคลุมออก
เพียงแค่ลมหนาวกระทบตัว ร่างกายของหนิงลั่วก็สั่นสะท้าน มือกอดอกแน่น ยืนตากลมหนาวอยู่อย่างนั้น
จนกระทั่งร่างเริ่มเย็นเฉียบ มือเท้าแข็งทื่อจนแทบหมดความรู้สึก จมูกเริ่มอุดตันด้วยความหนาวจัด หนิงลั่วจึงรีบวิ่งกลับเข้ามาในห้อง โผเข้ากอดหนิงเสี่ยงเสี่ยงที่นอนอยู่บนเตียง พลางถูมือและเท้าของเขาแรงๆ
หลังจากที่หนิงลั่วใช้วิธีเช่นนี้ลดไข้ซ้ำไปมา ในที่สุดอุณหภูมิของหนิงเสี่ยงเสี่ยงก็ลดลงเล็กน้อย
เมื่อไข้ลดลง หนิงเสี่ยงเสี่ยงจึงสังเกตเห็นว่าพี่สามของเขาถอดเสื้อคลุมออกและกำลังจามไม่หยุด
หนิงเสี่ยงเสี่ยงจำเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้อย่างเลือนรางเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าพี่สาวของเขายอมเสียสละสุขภาพของตัวเองเพื่อช่วยเขาให้ปลอดภัย