ฟ้าคำรบแรกแห่งเช้าวันใหม่ส่องสว่างเหนือแนวยอดเขาเมืองหงส์เหินแสงอาทิตย์สีทองฉาบทาลงบนลานหยกขาวกว้างใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างยิ่งใหญ่อลังการบรรยากาศรอบอัฒจันทร์มนุษย์นับหมื่นชีวิตเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศั้แ่เหล่าผู้าุโแห่งสำนักใหญ่เ้าเมืองยอดฝีมือเร้นกายไปจนถึงชาวยุทธภพที่มาร่วมเป็พยานในโศกนาฏกรรมและการรังสรรค์ประวัติศาสตร์หน้าใหม่
เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาดังกังวานก้องไปทั่วชั้นเมฆสามหนตึง! ตึง!ตึง!สัญญาณการเริ่มต้นศึกตัดสินของ"สิบยอดฝีมือรุ่นเยาว์"ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็ทางการ!
สิบชีวิตที่ผ่านการเคี่ยวกรำและฟันฝ่าศึกหนักในรอบก่อนหน้าต่างก้าวเท้าขึ้นสู่ลานประลองทีละคนสายตาทุกคู่ฉายประกายแห่งสัจจะวิชาเอกลักษณ์และปมชีวิตที่แตกต่างกันไปบางคนมาเพื่อพิสูจน์ตนเองบางคนมาเพื่อปกป้องครอบครัวบางคนมาเพื่อศักดิ์ศรีตระกูลและบางคนมาเพื่อเค้นแค้นเสียงโห่ร้องยินดีดังกึกก้องไปทั่วแนวยอดเขาทุกสายตาจับจ้องลงมายังลานหินด้วยใจระทึก—บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่สิบสุดยอดเยาวชนจะมาห้ำหั่นกันด้วยกระบี่และลมปราณอย่างสมศักดิ์ศรี!
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลานประลองหินหยกสีขาวโบราณขนาดกว้างร้อยจั้งถูกล้อมรอบด้วยอัฒจันทร์หินสลักสูงชันเสียงผู้คนนับพันโห่ร้องดังกึกก้องจนอานุภาพลมปราณคละคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศของจวนเ้าเมืองแต่กลับมีอีกมุมนึงที่มีใครบางคนอยู่มุมนั้น นายน้อยแห่งหอสังหารยุทธ์เอนกายพิงตั่งไม้แกะสลักอย่างสันโดษดวงตาเรียบเฉยเมินชาคู่ดวงนั้นกวาดมองผู้คนรอบตัวดั่งเทพเซียนมองดูมดปลวกดิ้นรนไร้ซึ่งความยินดียินร้าย
"ศึกสิบยอดฝีมือเยาวชนคู่ที่หนึ่ง...กระบี่ไม้ประลองยุทธ์เริ่มได้!"
สิ้นเสียงตวาดปราณของกรรมการเบื้องล่างสองร่างบนลานประลองพลันเผชิญหน้ากันด้วยสภาวะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
เบื้องซ้ายคือ ปิงเจาเด็กหนุ่มผู้มีเรือนร่างใหญ่โตล่ำสันเกินวัยกล้ามเนื้อแขนและแผ่นหลังหนาแน่นราวมนุษย์โบราณใบหน้าของเขาสื่อถึงความซื่อสัตย์ั์ตาใสซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมไร้ซึ่งความฉลาดในการซ่อนความรู้สึกไม่ทันคนและอ่อนหักในด้านกลยุทธ์ทว่าท่อนแขนสองข้างที่ถือกระบี่ไม้เนื้อแข็ง นั้นกลับแฝงไปด้วยพลังพละกำลังขมังเวทระดับล้มช้างสาร!
เบื้องขวาคือ อู๋เฟยเด็กหนุ่มร่างผอมเกร็งอาภรณ์สีเทาเข้มปานเถ้าถ่านเขาเดินเข้าสู่สนามด้วยความเงียบเชียบสันโดษและไม่ยอมสบตากับผู้ใดสายตาของอู๋เฟยสะท้อนความอ่อนไหวไร้ความไว้เนื้อเชื่อใจในมนุษย์เพราะในอดีตเขาเคยโดนทารุณกรรมอย่างโเี้จนกลายเป็คนใบ้ ที่ไร้เสียงกรีดร้องความทรมานในครั้งนั้นหล่อหลอมให้เขากลายเป็คนที่"รักและหวาดกลัวการาเ็ของตัวเอง"เหนือสิ่งอื่นใดเขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายร่างกายนี้ได้อีก!
ซู่ววว!
อู๋เฟยเคลื่อนพลันโดยไร้เสียงรบกวน!แม้ริมฝีปากจะปิดสนิทไร้การคำรามเรียกขวัญแต่ลมปราณที่เรียบเฉยกลับไหลทะลักลงสู่กระบี่ไม้เนื้อแข็ง ในมือ!ปลายกระบี่ไม้ม้วนตัวสั่นพลิ้วเกิดเป็เสียงสวบสาบของสายลมคมกริบอู๋เฟยพุ่งตัวเข้าหาปิงเจาด้วยความเร็วไร้เงากระบี่ไม้ตวัดฟันฉับเข้าใส่ขมับซ้าย!
ปั่ก!
ปิงเจาแม้จะไม่ฉลาดในการใช้วิชาและไม่ทันมารยาของศัตรูแต่สัญชาตญาณอันบริสุทธิ์ของเขารวดเร็วมากเขายกกระบี่ไม้ขึ้นรับตรงๆแรงปะทะทำให้เศษฝุ่นบนพื้นหินแตกะเิ!
กระนั้น อู๋เฟยไม่ได้คิดจะปะทะตรงๆกับพญาหมี!เมื่อเห็นว่าปิงเจาใช้พลังแขนต้านรับอู๋เฟยก็อาศัยความพลิ้วไหวถอนกระบี่ไม้ออกทันทีแล้วหมุนตัวสลับเท้าอย่างรวดเร็วแทรกกระบี่ไม้เข้าทางช่องโหว่ใต้รักแร้แทงกระทุ้งเข้าใส่จุดชีพจรซี่โครงของปิงเจาอย่างเหี้ยมโหด!
ปั่ก! ปั่ก!จุก!
"ฮึ่ก!"
ปิงเจาจุกจนตาเหลือกใบหน้าซื่อๆฉายแววความสับสนเขาอ่านกลยุทธ์อันซับซ้อนของอู๋เฟยไม่ออกอู๋เฟยอาศัยความได้เปรียบทางด้านสติปัญญาและลูปกระบวนท่าแทงกระบี่ไม้รัวเข้าใส่จุดสำคัญตามร่างกายของปิงเจาอย่างต่อเนื่อง!ทุกครั้งที่ปลายกระบี่ไม้กระทบเนื้อเืห่อคลั่งจนเกิดรอยฟกช้ำสีเขียววงใหญ่ิัของปิงเจาปริฉีกแรงกระแทกส่งผลให้อวัยวะภายในบอบช้ำทีละน้อย
ปิงเจาพยายามเหวี่ยงกระบี่ไม้สวนแต่ด้วยความไม่ทันคนเขากลับฟาดโดนเพียงสายลมที่ว่างเปล่าอู๋เฟยหลบหลีกอย่างฉลาดเฉลียวอาศัยสายตาอันว่องไวคอยฟันสับเข้าใส่ข้อพับและข้อเท้าบีบให้ร่างอันใหญ่โตของปิงเจาทรุดลงคุกเข่ากับพื้นหินลานประลอง!
เสียงหอบหายใจของปิงเจาดังครืดคราดดั่งบดทรายเืกำเดาไหลซึมจากจมูกลงมากระทบกระบี่ไม้ปิงเจาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอู๋เฟยที่ยืนจ่อปลายกระบี่ไม้มาทางเขาในเสี้ยววินาทีของการหยุดชะงัก...สติของคนทั้งคู่ดิ่งเข้าสู่ห้วงลึกแห่งจิตใจ
อู๋เฟย (เด็กหนุ่มไร้เสียง):จ้องมองาแบนร่างของปิงเจาในดวงตาของอู๋เฟยสั่นระริกด้วยความอ่อนไหว...เสียงหอบหายใจไร้คำพูดในลำคอของเขากระตุ้นภาพอดีต อันเป็ฝันร้ายขึ้นมาภาพกรงเหล็กมืดมิดในวัยเด็กภาพแส้หนังและเหล็กร้อนที่ตรึงร่างเขาไว้เสียงกรีดร้องที่เ็ปจนสายเสียงขาดสะบั้น...าแทางใจทำให้เขาหลีกหนีผู้คนกลายเป็คนสันโดษและสัญชาตญาณส่วนลึกย้ำเตือนเขาเสมอว่า'ร่างนี้คือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ข้าต้องรักตัวเองข้าต้องไม่ยอมาเ็หนักอีก!'
ขณะเดียวกัน อู๋เฟยมองเห็นภาพอนาคต ในยามหลับใหล...ภาพกระท่อมหลังเล็กริมน้ำตกอันเงียบสงบไร้เสียงผู้คนไร้การต่อสู้ดิ้นรนเขาอยากอยู่ในโลกที่ไม่มีใครมาทำร้ายเขาได้อีกต่อไป
ปิงเจา (ร่างใหญ่ใจซื่อ):ก้มมองรอยฟ้ำเขียวตามร่างกายความเ็ปทำให้น้ำตาคลอเบ้าตาซื่อๆของเขา...ในหัวของเขาดึงภาพอดีต กลับมาเช่นกันภาพเด็กชายตัวใหญ่ไร้เดียงสาในหมู่บ้านที่โดนเพื่อนรุ่นเดียวกันโกงเงินโดนหลอกลวงและโดนถีบหัวส่งเพราะความโง่เกลา'เ้าปิงเจาสมองเท่าเมล็ดถั่วมีดีแค่แรงควาย!คนอย่างเ้าจะไปทำอะไรสำเร็จ!' เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของคนในอดีตยังคงบาดลึก
ทว่าในใจของปิงเจาก็มีความฝันในอนาคต... ฝันว่าวันหนึ่งเขาจะเป็ยอดกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่ผู้ที่ใช้ความซื่อสัตย์และพลังปกป้องผู้คนจนไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะใบหน้าอันโง่เกลาของเขาได้อีก!
ตึกตัก! ตึกตัก!
เสียงหัวใจเต้นระทึกดึงสติของทั้งสองกลับสู่ปัจจุบัน!
อู๋เฟยรู้ดีว่ากระบี่ไม้นี้ต้องปิดบัญชีเดี๋ยวนี้เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องรับภาระาแ!เขารวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่ปลายกระบี่ไม้หมายจะแทงเข้าที่ลูกกระเดือกของปิงเจาเพื่อสยบศึก!
ทว่า... ปิงเจาผู้ไม่ทันคนบัดนี้ไม่คิดจะใช้วิชาหรืออ่านกลยุทธ์ใดๆอีกต่อไป!
"ข้า...ไม่ได้โง่...ข้าแค่ซื่อสัตย์กับกระบี่ของข้า!"
ครืนนนนนนนน!
เกิดเสียงคลื่นอากาศแปรปรวนอย่างหนักรอบกายปิงเจา!ั์ตาซื่อๆของเขาแดงฉานด้วยแรงฮึดสู้!ปิงเจากัดฟันแน่นจนกรอดกล้ามเนื้อท่อนแขนสองข้างขยายตัวพองโตจนเส้นเืปูดบวมราวัเขียวเลื้อยพัน!พลังกายมหาศาลทางธรรมชาติถูกเค้นออกมาเต็มสิบส่วนแบบไร้การกักเก็บ!
ปิงเจาใช้สองมือกำด้ามกระบี่ไม้เนื้อแข็งแน่นแล้วเหวี่ยงฟาดจากซ้ายไปขวาด้วยท่วงท่าพื้นฐานที่สุดแต่มันคือการฟาดด้วยพลังแขนทลายภูผา!
วู๊ดดดดดดดด— ตูมมมมมมมม!
บังเกิดคลื่นพายุหมุนจากแรงเหวี่ยงกระบี่ไม้!รังสีแรงอัดอากาศฟาดตัดผ่านลานประลองหินแกรนิตจนแผ่นหินปริแตกเป็เส้นยาว!
อู๋เฟยเบิ่งตากว้างด้วยความตื่นตระหนก!ความรักตัวกลัวตายทำให้เขาสัญชาตญาณตื่นตัวเขารู้ว่าหลบไม่ทันแน่จึงรีบยกกระบี่ไม้ผนึกลมปราณขึ้นรับฉากขนานเพื่อปกป้องร่างกายตัวเอง!
เพล้งงงงงงงงงง!
เสียงกระบี่ไม้เนื้อแข็งของอู๋เฟยแหลกสะบั้นกลายเป็เศษไม้กวาดกระจายกลางอากาศ!ไม่เพียงเท่านั้นแรงฟาดอันมหาศาลของปิงเจายังส่งผ่านเศษไม้กระแทกเข้าใส่ท่อนแขนขวาของอู๋เฟยอย่างจัง!
กร๊อบบบบบ!
เสียงกระดูกแขนขวาของอู๋เฟยหักสะบั้นบิดเบี้ยวผิดรูปทันตาเห็น!ร่างผอมเกร็งของอู๋เฟยลอยกระเด็นคว้างไปไกลกว่าสิบจ้างกระแทกพื้นหินลานประลองอย่างรุนแรงจนกระอักเืออกมาคำโต!
"กั่ก...ฮัก!"อู๋เฟยส่งเสียงอุดอู้ในลำคอด้วยความเ็ปแสนสาหัสแขนขวาใช้การไม่ได้อีกต่อไปร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัวและความทรมาน
ทว่าในจังหวะที่ปิงเจาเกร็งพลังแขนฟาดหมดแม็กร่างกายอันใหญ่โตของเขาก็ตึงเครียดจนจุดชีพจรหลายแห่งฉีกขาด!ปิงเจาก้าวเท้าเดินเข้าหาอู๋เฟยด้วยความงกเงิ่นกระบี่ไม้ในมือสั่นระริก...
อู๋เฟยที่นอนเ็ปอยู่บนพื้นอาศัยสัญชาตญาณคนรักตัวเองอันสุดขีด!เขาใช้วิชาเท้าถีบพื้นตัวลอยใช้แขนซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้ายพุ่งตัวแทรกเข้าประชิดอกของปิงเจาแล้วใช้ดรรชนีไร้เสียง แทงสวบเข้าใส่จุดลมปราณหัวใจของปิงเจาอย่างเหี้ยมโหด!
ฉึกกกก! ตึงงงงง!
ปิงเจาเบิ่งตากว้าง ลมปราณทั่วร่างถูกหยุดชะงักฉับพลัน!ดวงตาซื่อๆของเขามืดดับลงร่างอันใหญ่โตราวั์ค่อยๆทรุดทับลงกับพื้นหินหมดสติไปในทันที!
"ผู้ชนะ...อู๋เฟย!"กรรมการชูกระบี่ประกาศเสียงก้อง!
อู๋เฟยพยุงกายลุกขึ้นยืนด้วยแขนข้างเดียวร่างกายผอมเกร็งสั่นระริกเืทะลักออกจากปากไม่หยุดแขนขวาหักบิดเบี้ยวลมปราณภายในแตกซ่านจากการโดนแรงฟาดมหาศาลดวงตาของเขาฉายแววสิ้นหวัง...
แม้อู๋เฟยจะเป็ผู้ชนะแต่ด้วยาแฉกรรจ์โดยเฉพาะกระดูกแขนที่หัก3ท่อนและลมปราณที่แทบพังทลายทำให้เขาไม่อาจรักษาตัวได้ทันสำหรับการแข่งรอบต่อไป...บทสรุปคือทั้งปิงเจา และอู๋เฟย ต่างาเ็สาหัสและาเ็หนักจนถูกตัดออกจากรอบคัดเลือกห้าคนสุดท้ายไปพร้อมๆกันอย่างน่าอเนจอนาถและเสียดาย ดังนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนจากการคัดห้าคนให้เหลือสี่คนสุดท้าย!
สัญญาณแห่งศึกตัดสินคัดเลือกผู้แข็งแกร่งรอบสิบคนสุดท้ายเริ่มขึ้นแล้วบรรยากาศรอบลานประลองหยกขาวเย็นเยือกจนแทบหยุดหมุนผู้ชมรอบทิศต่างถือหายใจแ่เบาสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเบื้องล่างที่สองร่างกำลังเผชิญหน้ากันด้วยสภาวะที่กวาดข่มกันด้วยบารมีและสติปัญญาอย่างสิ้นเชิง
เบื้องซ้ายคือชิงหยาง เด็กหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามสง่าอาภรณ์ตัวนอกสีแดงปนขาวพริ้วไหวตามสายลมบุคลิกของเขาเปี่ยมไปด้วยความใจเย็นสุขุมและคุณธรรมอันสูงส่งั์ตาคู่คมฉายประกายแห่งความจริงใจและรักในมิตรภาพอย่างบริสุทธิ์ทว่าใต้ความนุ่มนวลเยือกเย็นนั้นสายตาของเขากลับซ่อนความเฉียบแหลมแห่งสติปัญญาอันลึกล้ำสามารถคำนวณและวิเคราะห์ทุกจังหวะตรรกะของโลกยุทธภพได้อย่างแม่นยำยิ่งและหากผู้ใดคิดกลอกกลอกโกหกหรือทำลายมิตรภาพที่เขาให้ใจความจริงใจนั้นก็พร้อมจะพลิกกลับเป็ความ"เ้าคิดเ้าแค้น"ที่สลักลึกและตามคิดบัญชีอย่างไม่ละเว้น!ในมือของเขากุมกระบี่ไม้เนื้อแข็ง ไว้ด้วยท่าทีผ่อนคลายไร้ซึ่งเกร็งตึงทว่าไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง
เบื้องขวาคือเว่ยหลาง (แฝดพี่)เด็กหนุ่มสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มใบหน้าเรียบเฉยไร้ความลนลานหรือความหวาดกลัวดวงตาซ่อนความสุขุมลึกซึ้งและรอบคอบอย่างถึงที่สุดทุกจังหวะการเคลื่อนไหวและการเว้นระยะลมหายใจของเขาผ่านการคิดคำนวณอย่างรัดกุมเหนือสิ่งอื่นใดในโลกนี้สิ่งเดียวที่เป็ศูนย์กลางจักรวาลและยึดเหนี่ยวจิติญญาของเขาไว้คือ"แฝดน้อง"สายเืเดียวกันเขาพร้อมจะแลกด้วยหยาดเืสติปัญญาหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเพื่อเบ่นถางเส้นทางให้อีกฝ่ายก้าวขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของแผ่นดิน!
"การประลองคู่ที่สองชิงหยางและ เว่ยหลาง...เริ่มได้!"
สิ้นเสียงตวาดปราณอันทรงพลังของกรรมการประลองเบื้องล่างพายุหมุนแห่งกระบี่ไม้ก็ะเิออกทันที!
ซู่ววว!
เว่ยหลางเคลื่อนพลันโดยไร้ซึ่งร่องรอย!วิชาตัวเบา"บันไดเมฆา"ส่งร่างผอมเกร็งของเขาเลือนหายไปกับสายลมยามเย็นอย่างไร้เงาไร้เสียงก้าวเท้าไร้กระทั่งแรงปะทะของอากาศทว่ากระบี่ไม้เนื้อแข็งในมือกลับทะยานสวบแทรกออกมาจากมุมอับสายตาทางด้านหลังของชิงหยางอย่างเงียบเชียบ!
วิชา "กระบี่ผสานจิต"ถูกวาดออกเป็รอยกระบี่สายฟ้าไร้รูปแทงสกัดเข้าหาจุดชีพจรไหล่ขวาของชิงหยางด้วยความรวดเร็วและแม่นยำระดับเส้นขน!
ฟุ่บ! ปั่ก!
ชิงหยางผู้มีสติปัญญาสูงส่งมิได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อยสัญชาตญาณกระบี่อันลึกล้ำและการคำนวณระยะอันแม่นยำทำให้เขาก้าวถอยหลังครึ่งก้าวด้วยวิชาตัวเบา"เคลื่อนย้ายไร้เงา"ร่างของเขาเบนหลบอย่างงดงามราวกับเงากระจกก่อนจะสะบัดข้อมือยกกระบี่ไม้ในมือขึ้นปัดสอยปลายกระบี่ของเว่ยหลางออกไปได้อย่างหมดจด!แรงปะทะของไม้แข็งกระทบไม้แข็งส่งเสียงดังสนั่นปั่ก!สะท้อนคลื่นเสียงก้องไปทั่วลานหยกขาว!
กระนั้น เว่ยหลางผู้รอบคอบไม่ได้คิดจะเอาชนะชิงหยางด้วยการฟันเพียงกระบวนท่าเดียว!เมื่อถูกปัดออกเขาก็หมุนกายพลิกตัวกลางอากาศทันทีอาศัยจังหวะการเหวี่ยงตัวส่งกระบี่ไม้เข้าแทงรัวเป็วงกลมคล้ายค่ายกลหยินหยางขนาดเล็กจี้จุดสำคัญตามลำตัวของชิงหยางอย่างต่อเนื่องเพื่อทดสอบและลองเชิง!
ปั่ก! ปั่ก!ปั่ก!
กระบี่ไม้ของเว่ยหลางกระทุ้งเข้าที่ชายโครงซ้ายและซอกคอของชิงหยางอย่างจัง!แรงกระแทกส่งผลให้ชิงหยางหน้าซีดลงเล็กน้อยสายตาอันฉลาดเฉลียวของชิงหยางอ่านกลยุทธ์ของเว่ยหลางออกได้ในทันที—เว่ยหลางไม่ได้มุ่งเป้าจะล้มเขาในทันทีแต่มุ่งสลายจังหวะสร้างาแสะสมและทำให้ลมปราณในร่างของเขาปั่นป่วนทีละน้อย!
ชิงหยางอาศัยสติปัญญาอันเหนือชั้นเร่งสลับเท้าด้วยเคลื่อนย้ายไร้เงาถอยรักษาระยะห่างออกมาสามจ้างเพื่อตั้งหลักรอยฟกช้ำสีเขียวเข้มเริ่มปรากฏบนิัใต้อาภรณ์ของชิงหยางทว่าแววตาแห่งคุณธรรมและความจริงใจของเขาบัดนี้เริ่มฉายประกายความโทสะและความเ้าคิดเ้าแค้นขึ้นมาอย่างเด่นชัด!
เสียงหอบหายใจของทั้งคู่เริ่มถี่กระชั้นขึ้นไอร้อนจากหยาดเหงื่อหยดลงกระทบพื้นหินหยกขาวเบื้องล่างในเสี้ยววินาทีของการหยุดชะงักสภาวะเพื่อคุมเชิงสู้...สติและจิติญญาของคนทั้งคู่พลันดิ่งลึกลงสู่ห้วงแห่งอดีตและอนาคต
เว่ยหลาง (แฝดพี่ผู้สุขุม):
ดวงตาสีน้ำเงินลึกซึ้งของเว่ยหลางจ้องมองชิงหยางตรงหน้าในดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพอดีต ขึ้นมาในความทรงจำอย่างเด่นชัด...
ภาพของเด็กแฝดสองคนในตระกูลเล็กๆแถบชายแดนที่ถูกผู้คนกดขี่และกลั่นแกล้งในวันที่บ้านเมืองเกิดจลาจลจนต้องอดมื้อกินมื้อเว่ยหลางในวัยเด็กยอมคุกเข่าถูกด้ามไม้และแส้หนังหวดตีจนหลังหลาบและเป็แผลเป็ฉกรรจ์เพียงเพื่อให้แฝดน้องของเขาได้มีข้าวตกถึงท้องความรักและสัญชาตญาณการเป็พี่ชายที่รักน้องมากกว่าใครในโลกหล่อหลอมให้เขาปฏิญาณตนว่าเขาจะต้องรอบคอบ สุขุมและแข็งแกร่งเพื่อเป็แผ่นหลังและเครื่องมือดันน้องชายไปให้ถึงฝั่งฝัน!
ขณะเดียวกัน จิตใต้สำนึกของเว่ยหลางก็เบิดเปิดภาพอนาคต ในห้วงความคิด...
ภาพร่างของแฝดน้องที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของการประลองยุทธ์ได้รับการยอมรับสรรเสริญและเคารพนับถือจากคนทั้งยุทธภพโดยมีตัวเขาคอยยืนเฝ้ามองอยู่จากร่มเงาด้านหลังด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจนั่นคือเป้าหมายเดียวในชีวิตที่ทำให้เขาต้องชนะและก้าวข้ามชิงหยางไปให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม!
ชิงหยาง (ชายหนุ่มสุขมและมีคุณธรรมแต่เ้าคิดเ้าแค้น):
ก้มมองรอยฟกช้ำตามร่างกายความเ็ปจากกระบี่ไม้กระตุ้นภาพอดีต ของชิงหยางขึ้นมาเช่นกัน...
ภาพของในวัยเด็ก เด็กวัยสิบปีคนนึงที่ตระกูลต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่โดนฆ่าล้างตระกูลครอบครัวและญาติพี่น้องต่างล้มหายจากไปอย่างไม่ได้อยู่พร้อมหน้าเหตุการณ์ในครั้งนั้นสลักลึกในจิติญญาทำให้เขาปฏิญาณตนว่าหากเขาพร้อมเมื่อไหร่ ผู้ใดก็ตามที่ทำให้ตระกูลเขาพังพินาศเขาจะแก้แค้นและตามคิดบัญชีสะสางคืนเป็ร้อยเท่าพันเท่า!
ทว่าในใจส่วนลึกของชิงหยางก็มีความฝันและภาพอนาคต อันสว่างไสว...
ฝันถึงการกอบกู้ตระกูลไป๋ได้สำเร็จญาติที่น้องที่พลัดพรากได้กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าในตระกูลโดยโลกยุทธภพที่ไร้ซึ่งการหลอกลวงโลกที่มีแต่ความยุติธรรมมิตรภาพที่แท้จริงและการใช้กระบี่อันทรงคุณธรรมของตนเองเพื่อปกป้องผู้คนในครอบครัวและผู้บริสุทธิ์และจะคอยอยู่เคียงข้างเหล่าสหายที่เขาเชื่อใจ!
ตึกตัก! ตึกตัก!
เสียงหัวใจเต้นระทึกดึงสติของสองยอดฝีมือกลับคืนสู่ปัจจุบันอย่างสมบูรณ์!
เว่ยหลางรู้ดีว่าชิงหยางมีสติปัญญาและตรรกะการต่อสู้ที่สูงส่งหากปล่อยให้การต่อสู้ยื้อเยื้อต่อไปตนเองจะเป็ฝ่ายโดนอ่านทางจนพ่ายแพ้!เขาโคจรลมปราณทั้งหมดที่มีรวบรวมไว้ที่กระบี่ไม้เนื้อแข็งในมือใช้วิชาฝึกจิตอาวุธ"กระบี่หยินหยาง"ปลดปล่อยปราณจิตอาวุธสีฟ้าน้ำเงิน ลุกโชนห่อหุ้มกระบี่ไม้จนก่อเกิดไอเย็นสลับไอร้อนแผ่ซ่านปั่นป่วนทั่วลานประลอง!
ซู่วววววง!!
เว่ยหลางทะยานตัวด้วยวิชาบันไดเมฆา แทรกตัวเข้าหาชิงหยางด้วยกระบวนท่าสูงสุดหวังแทงกระบี่ไม้เปี่ยมปราณเข้าสยบจุดลมปราณกลางอกเพื่อปิดศึกในโดนเดียว!
ทว่า... ชิงหยางผู้ทรงสติปัญญาและมีคุณธรรมเป็เลิศบัดนี้เลิกคิดจะถอยหนีหรือคำนวณการตั้งรับอีกต่อไป!ความเ้าคิดเ้าแค้นต่อาแที่ได้รับผสานกับความรักและเคารพในมิตรภาพของการประลองได้ปลุกให้จิตอาวุธในร่างของเขาะเิออกอย่างตื่นตะลึง!
"เ้ามีความรักและจิติญญาอันยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะเสียสละให้น้องชายของเ้า...นั่นคือสิ่งที่ข้าเคารพ!"ชิงหยางบอกกล่าวแก่เว่ยหลางใบหน้าคมคายฉายแววดุดันและจริงใจ"แต่กระบี่แห่งคุณธรรม ความจริงใจและความแค้นของข้า...ก็ไม่มีวันยอมพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใดเช่นกัน!"
ครืนนนนนนนน!
บังเกิดเสียงคลื่นอากาศแปรปรวนอย่างหนักหน่วงรอบกายของชิงหยาง!ั์ตาของเขาทอประกายสีแดงฉานเข้มข้นคลื่นพลังลมปราณจากวิชาฝึกจิตอาวุธ"กระบี่พิโรธ"ถูกเค้นออกมาจากห้วงดวงจิตปราณจิตอาวุธสีแดง ลุกโชนสว่างไสวดั่งเปลวเพลิงโลกันตร์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!ปราณสีแดงอันแสนดุดันห่อหุ้มกระบี่ไม้เนื้อแข็งจนส่องแสงเรืองรองข่มขวัญผู้คนทั้งสนาม!
ชิงหยางใช้สองมือกำด้ามกระบี่ไม้แน่นเขาปลดปล่อยวิชา"กระบี่ดัชนีดารา"ประสานเข้ากับกระบี่พิโรธสีแดงฉานฟาดฟันแทงสวนออกไปเป็ดั่งลำแสงดาวตกสีแดงนับร้อยสายที่พุ่งทะลวงสับทลายทุกสรรพสิ่ง!
วู๊ดดดดดดดด— ตูมมมมมมมม!
ปราณกระบี่สีแดงโลกันตร์และปราณสีฟ้าน้ำเงินปะทะกันกลางอากาศจนเกิดคลื่นะเิลมปราณมหาศาล!รังสีแรงอัดอากาศฟาดตัดผ่านลานประลองหินหยกขาวจนแผ่นหินแกรนิตปริแตกเป็รอยร้าวลึกยาวกว่าสิบจ้าง!
เพล้งงงงงงงงงง!
กระบี่ไม้ของเว่ยหลางที่รับอัดพลังหยินหยางปะทะเข้ากับกระบี่พิโรธสีแดงอันเหี้ยมทานไม่ไหวแหลกสะบั้นกลายเป็เศษไม้กวาดกระจายคว้างกลางอากาศ!ไม่เพียงเท่านั้นแรงเหวี่ยงสอยกระบี่อันคลั่งแค้นและทรงพลังของชิงหยางยังส่งผ่านเศษไม้กระแทกเข้าใส่ชายโครงของเว่ยหลางอย่างจัง!
ร่างของเว่ยหลางลอยกระเด็นคว้างไปไกลกว่าสิบกว่าก้าว กระแทกพื้นหินลานประลองอย่างรุนแรงจนกระอักเืออกมาคำโตก่อนจะหมดสติล้มลงไปทันที!
ชิงหยางยืนทรหดอยู่กลางลานประลองร่างกายบอบช้ำหนักเืกำเดาไหลย้อยรอยฟกช้ำสีเขียววงใหญ่กระจายทั่วลำตัวจากการรับแรงปะทะของปราณหยินหยางทว่าเขายังคงใช้วิชาเคลื่อนย้ายไร้เงาพยุงกายอันสง่างามไว้ไม่ให้ทรุดลงพื้นกระบี่ไม้ในมือยังคงกุมไว้แน่นสะท้อนประกายแสงสีแดงแ่เบาด้วยความทรนง!
บรรยากาศทั่วทั้งสนามเงียบสนิทก่อนที่กรรมการประลองจะทะยานลงสู่ลานหินชูกระบี่ขึ้นฟ้าและประกาศเสียงดังลั่นะเืแนวยอดเขา:
"ผู้ชนะในคู่ที่สอง...ชิงหยาง!"
เสียงเฮและเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหงส์เหินชิงหยางก้าวผ่านเข้าสู่รอบสี่คนสุดท้าย ได้สำเร็จและการประลองในรอบนี้ประลองได้อย่างสมศักดิ์ศรีทั้งสองคน
"การประลองคู่ที่สามเซียวฉินเหอและ เว่ยเฉียน...เริ่มได้!"
สิ้นเสียงสัญญาณเรียกคู่ประลองที่สามคลื่นความตึงเครียดอันหนาวสะท้านพลันปกคลุมทั่วทั้งลานหยกขาวแห่งเมืองหงส์เหินร่างของสองผู้เข้าแข่งขันก้าวขึ้นสู่ลานประลองท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของบรรดาศิษย์สำนักกระบี่ะและผู้ชมรอบทิศ
เบื้องซ้าย...เว่ยเฉียน (แฝดน้อง)เด็กหนุ่มผู้ซึ่งปกติมักจะมีรอยยิ้มทะเล้นร่าเริงและชอบกวนประสาทผู้อื่นอยู่เสมอทว่าในยามนี้รอยยิ้มทะเล้นนั้นกลับสูญสลายไปโดยสิ้นเชิง!ใบหน้าเด็กหนุ่มนิ่งเกร็งน้ำตาร้อนผ่าวคลอเบ้าเมื่อได้เห็นร่างของเว่ยหลาง—แฝดพี่ผู้เป็ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตและรักยิ่งกว่าใคร—ต้องโดนหามออกจากสนามในสภาพแขนหักบิดเบี้ยวและลมปราณแทบพังทลาย!ความเ็ปจากการเห็นพี่ชายพ่ายแพ้และาเ็สาหัสได้จุดเพลิงแค้นให้บีบเค้นศักยภาพซ่อนเร้นในร่างขึ้นมาจนขีดสุดมือเด็กวัยสิบเอ็ดขวบกุมกระบี่ไม้เนื้อแข็ง สั่นระริกด้วยอารมณ์อันบ้าคลั่ง!
เบื้องขวา...นายน้อยหอสังหารยุทธ์ (เซียวฉินเหอ- ใช้ชื่อปลอมในการประลอง) เด็กหนุ่มยืนสงบนิ่งอยู่ในชุดสีดำขลิปเงินพร้อมผ้าคลุมสีดำครึ่งหน้าทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเต็มไปด้วยความโหดร้ายเย่อหยิ่งและเ็าถึงขีดสุดั์ตาคู่นั้นกวาดมองผู้คนรอบข้างด้วยสายตาเหยียดหยามมองโลกทั้งใบราวกับตนเองคือศูนย์กลางของจักรวาลที่ไม่จำเป็ต้องสนหัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น!แม้อายุจะเพิ่งสิบสองปีแต่อัจฉริยภาพด้านกระบี่ของเขากลับก้าวข้ามเด็กในวัยเดียวกันไปแล้วสำหรับเขาการลงประลองครั้งนี้มิใช่การพิสูจน์ตนเองแต่เป็เพียงการลงมาเหยียบย่ำพวกมดปลวกให้รู้ซึ้งถึงความต่างชั้น!
"เด็กกวนเมืองอย่างเ้า...เมื่อไร้พี่ชายคอยปกป้องก็เป็แค่ขยะที่น่ารำคาญ"เซียวฉินเหอเอ่ยเสียงเ็ามุมปากยกรอยยิ้มเหยียดเย้ยหยัน"ลงไปนอนร้องไห้ข้างๆ พี่ชายเ้าซะเถอะ"
"เ้า!! อย่ามาว่าพี่ชายข้า… ข้าจะชนะเ้าให้ได้เพื่อพี่ชายของข้า!!"เว่ยเฉียนตวาดก้องลมหายใจร้อนฉ่ากลายเป็ควันขาว!
ตึง!!
สิ้นเสียงกรรมการเว่ยเฉียนไม่คิดออมมือแม้แต่เสี้ยววินาที!วิชาตัวเบาประจำตัว"บันไดเมฆา"ถูกเค้นออกมาถึงขีดสุดร่างวัยสิบเอ็ดปีถีบทะยานขึ้นสู่ห้วงอากาศเหยียบย่ำอากาศว่างเปล่าราวก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นก่อนจะสไลด์ตัวพุ่งทะยานลงมาจากมุมสูงด้วยความเร็วราวดาวตก!
กระบี่ไม้ในมือของเว่ยเฉียนวาดออกด้วยวิชา"กระบี่ผสานจิต"ทว่าด้วยเพลิงแค้นที่้าแก้แค้นให้พี่ชายรอยกระบี่ไม้จึงไม่ได้แทงเป็ค่ายกลหยินหยางธรรมดาแต่ะเิออกเป็คมกระบี่นับร้อยสายสับปะทะลงมาจากทัศนวิสัยเบื้องบน!
ซู่ววว! ฟุ่บ!ฟุ่บ! ฟุ่บ!
คมกระบี่ไม้แหวกอากาศดังสนั่นทว่า...เซียวฉินเหอกลับไม่ได้แม้ยกกระบี่ไม้ขึ้นรับ!
"วิชากระบี่ชั้นต่ำ..."เซียวฉินเหอปีแค่นเสียงเหยียดหยาม
วิชาตัวเบาขั้นสูง "ยมทูตไร้ร่าง"ถูกสำแดงออกอย่างง่ายดาย!ร่างของเซียวฉินเหอพลันเลื่อนไหลดั่งิญญาร้ายที่ไร้กระดูกเบียดหลบคมกระบี่ไม้นับร้อยสายของเว่ยเฉียนด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่งและสง่างามอย่างน่าขนลุก!ทุกการพุ่งแทงของเว่ยเฉียนทำได้เพียงแค่ฟาดผ่านเงาร่างหลอนตาที่เซียวฉินเหอทิ้งไว้เื้ัเท่านั้น!
ฟุ่บ! ปั่ก!
ในจังหวะที่เว่ยเฉียนเสียการทรงตัวจากการฟาดฟันนิมิตเซียวฉินเหอก็พลิกข้อมือสะบัดด้ามกระบี่ไม้กระแทกเข้าใส่โหนกแก้มซ้ายของเว่ยเฉียนอย่างเหี้ยมโหด!
"อั่ก!"
ร่างของเด็กหนุ่มหมุนคว้างกลางอากาศเืสดๆพุ่งทะลักออกจากริมฝีปากร่างกระแทกลงกับพื้นหินหยกขาวจนแผ่นหินแตกเป็รอยร้าว!
เว่ยเฉียนยันกายลุกขึ้นอย่างยักแย่ยักยันเืไหลย้อยลงมาจากขมับรอยยิ้มร่าเริงทะเล้นในอดีตบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยดวงตาตาบวมปูดที่ฉายประกายความแค้นสุมอก...
เว่ยเฉียน (แฝดน้องผู้สูญเสียรอยยิ้ม):
ภาพอดีตเด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำ...ภาพของพี่ชาย(เว่ยหลาง) ที่มักจะคอยบ่นเตือนยามที่เขาไปกวนประสาทคนอื่นแต่ก็คอยยิ้มและแบ่งอาหารชิ้นโตให้เขาเสมอในยามที่ตกต่ำพี่ชายคือผู้ที่โอบกอดและบอกว่า"เฉียนเอ๋อร์เ้าจงร่าเริงและโตขึ้นอย่างมีความสุขเื่ร้ายๆ พี่จะรับไว้เอง"
บัดนี้ แผ่นหลังของพี่ชายพังทลายลงแล้ว!เว่ยเฉียนกำด้ามกระบี่ไม้แน่นจนเล็บจีวรจมลงไปในเนื้อร่างกายวัยสิบเอ็ดขวบบีบเค้นศักยภาพแฝงในระดับวิกฤต พลังลมปราณทั้งหมดในชีวิตถูกหลอมรวมด้วยเพลิงแค้นเพื่อพี่ชาย!
นายน้อยหอสังหารยุทธ์(เซียวฉินเหอ - อัจฉริยะโหดร้าย):
ขณะเดียวกัน เซียวฉินเหอยืนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาโเี้เ็าและมองตัวเองเป็ศูนย์กลางของโลก...
สำหรับเขาแล้ว ผู้อื่นเป็เพียงมดปลวกที่ไร้ค่าหอสังหารยุทธ์หล่อหลอมให้เขาเชื่อมั่นแต่เพียง"ความแข็งแกร่งอันเป็ที่สุด"โลกนี้ไม่มีที่ว่างให้ผู้แพ้หรือพวกอ่อนแอที่ไร้ประโยชน์!อัจฉริยภาพของเขาในวัยสิบสองปีเหนือกว่าผู้ใดนับพันคนและเขาจะย่ำขยี้ความหวังของแฝดน้องผู้นี้ให้แหลกลาญคามือเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ใดคือผู้ปกครองที่แท้จริง!
"อ๊ากกกกกก!!"
เว่ยเฉียนกรีดร้องก้อง์!ศักยภาพแฝงะเิออกอย่างน่ากลัวลมปราณจากวิชาฝึกจิตอาวุธ"กระบี่หยินหยาง"ถูกเค้นออกมาเกิน10ส่วน! ปราณจิตอาวุธ สีฟ้าน้ำเงินลุกโชนโชติ่กลายเป็พายุหมุนเพลิงเย็นไอฟ้าที่ม้วนตัวล้อมรอบกระบี่ไม้รังสีแห่งความแค้นส่งให้ร่างของเว่ยเฉียนทะยานออกด้วยวิชาบันไดเมฆา เหยียบอากาศพุ่งประชิดตัวนายน้อยในเสี้ยววินาที!
"รับกระบี่ผสานจิตแลกชีวิตของข้าไปซะ!!"
ครืนนนนนนนน!
กระบี่ไม้เปี่ยมปราณสีฟ้าน้ำเงินหมุนคว้านกลายเป็พายุัคู่หยินหยางขนาดใหญ่มุ่งหมายจะบดขยี้ร่างของเซียวฉินเหอให้แหลกเป็ผุยผง!
ทว่า... เซียวฉินเหอกลับเพียงแค่หัวเราะในลำคอด้วยความสะใจ!ั์ตาคู่งามทอประกายชั่วร้ายและเย่อหยิ่งอย่างถึงที่สุด!
"คิดว่าพลังแค้นของมดปลวกจะเปลี่ยนแปลงความจริงได้หรือ? น่าสมเพช!"
ตึงงงงงงงงง!
“ข้าจะทำให้เ้าได้เห็น ว่าพลังที่แท้จริงเป็เช่นใด” เด็กหนุ่มชุดดำพูดจบ จิตอาวุธของเด็กหนุ่ม"กระบี่ยมทูต"ถูกปลุกขึ้น!ปราณจิตอาวุธสีม่วงดำ อันน่าสยดสยองทะลักออกจากร่างของเซียวฉินเหออย่างมหาศาลไอร้อนสีม่วงดำแผ่พุ่งครอบคลุมกระบี่ไม้เนื้อแข็งจนกลายเป็ดั่งกระบี่ของยมทูตจากอเวจี!
เซียวฉินเหอตวัดกระบี่ด้วยวิชา"กระบี่เงายมทูตสลาย์"!
สวบ— ตูมมมมมมมม!
รอยกระบี่สีม่วงดำฉีกแหวกอากาศเป็เส้นตรงเพียงเส้นเดียว!ทว่าความรุนแรงและสัจจะแห่งกระบี่ของมันกลับสลายพายุัฟ้าน้ำเงินอันเกิดจากศักยภาพแฝงของเว่ยเฉียนจนะเิออกอย่างตื่นตะลึง!
เพล้งงงงงงงงงง!
กระบี่ไม้ของเว่ยเฉียนแหลกละเอียดกลายเป็เศษไม้กวาดกระจายทั่วฟ้า!ไม่เพียงแค่นั้นปราณกระบี่สีม่วงดำยังพุ่งแทงสีกระแทกเข้าใส่หน้าอกของเว่ยเฉียนอย่างจัง!
กร๊อบบบบบ!
กระดูกซี่โครงของเด็กหนุ่มหักสะบั้น!ร่างของเว่ยเฉียนลอยกระเด็นไปไกลกว่าสิบสองจ้างกระแทกพื้นลานประลองหยกขาวจนกระอักเืออกมาคำใหญ่ร่างกายบอบช้ำหนักจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป!
ความเงียบสงัดอันน่าพรั่นพรึงปกคลุมทั่วสนามประลอง...
เว่ยเฉียนนอนจมกองเืบนพื้นหินสายตาพร่ามัวมองดูเศษกระบี่ไม้ที่กระจายอยู่รอบกายหยาดน้ำตาผสานเืสดๆไหลย้อยลงมา...เขาล้มเหลวไม่อาจแก้แค้นให้พี่ชายได้และไม่อาจก้าวข้ามกำแพงแห่งอัจฉริยภาพที่ไร้มนุษยธรรมนี้ได้เลย
นายน้อยหอสังหารยุทธ์(เซียวฉินเหอ) สะบัดกระบี่ไม้ในมือเบาๆปราณสีม่วงดำสลายไปเหลือเพียงใบหน้าอันเย่อหยิ่งและโเี้
"จดจำความพ่ายแพ้และาแนี้ไว้ซะ..."นายน้อยเอ่ยเสียงเ็าโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าคู่ต่อสู้"เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่พวกมดปลวกอย่างพวกเ้าสมควรได้รับ"
กรรมการประลองทะยานลงสู่พื้นลานประลองชูกระบี่ขึ้นฟ้าและประกาศเสียงก้องสะท้านเมืองหงส์เหิน:
"ผู้ชนะในคู่ที่สาม...เซียวฉินเหอ!"
เสียงปรบมือและเสียงฮือฮาดังระเบ็งเซ็งแซ่!นายน้อยหรือเซียวฉินเหอในชื่อปลอมเหยียดรอยยิ้มเย่อหยิ่งหมุนกายเดินออกจากสนามประลองไปอย่างเหนือชั้นเขาก้าวผ่านเข้ารอบสี่คนสุดท้าย ได้อย่างสมบูรณ์แบบทิ้งไว้เพียงโศกนาฏกรรมของสองพี่น้องแฝดเว่ยหลางและเว่ยเฉียนที่ต้องพ่ายแพ้และตกรอบไปอย่างน่าอนาถ!
เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์สะท้อนกังวานก้องทั่วแนวยอดเขาของเมืองหงส์เหินสัญญาณแห่งศึกตัดสินคัดเลือกผู้แข็งแกร่งก่อนเข้าสู่รอบห้าคนสุดท้ายอันทรงเกียรติเริ่มขึ้นแล้วบรรยากาศรอบลานประลองหยกขาวเย็นเยือกทับถมไปด้วยความกดดันผู้ชมรอบทิศต่างถือหายใจแ่เบาสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเบื้องล่างที่สองร่างกำลังก้าวขึ้นสู่สนามประลอง
เบื้องซ้ายคือฉิวฟง เด็กหนุ่มผู้มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาแต่ไม่โดดเด่นแต่มีรอยยิ้มร่าเริงและั์ตาสุกสว่างเปี่ยมไปด้วยความจริงใจรักมิตรภาพและรักครอบครัวยิ่งชีวิตทว่าในความอ่อนโยนนั้นเขามีหลักการสัจจะที่แข็งแกร่งนั่นคือเกลียดชังคนหลอกลวงและคนจอมปลอมทุกชนิดในมือของเขากุมกระบี่ไม้เนื้อแข็ง ด้วยท่วงท่าผ่อนคลายแต่หนักแน่นรังสีรอบกายเต็มไปด้วยความอบอุ่นบริสุทธิ์ดุจสายลมอุ่นยามเช้า
เบื้องขวาคือเมิ่งจื่อเหยียน หญิงสาวผู้มีรูปร่างอรชรบอบบางใบหน้าสอดรับกิริยางดงามดวงตาคู่สวยฉายแววอ่อนโยนขาดความมั่นใจและแฝงความหวาดกลัวอยู่กึ่งหนึ่งเธอก้าวขึ้นสนามด้วยก้าวเท้าสั่นเทามือขวาที่ถือกระบี่ไม้เกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดราวกับดอกไม้แสนบอบบางที่พร้อมจะถูกพายุพัดพาให้บอบช้ำได้ทุกเมื่อ
"แม่นางเมิ่ง...หากท่านยังไม่พร้อมข้ายินดีจะรอให้ท่านตั้งสติก่อน"ฉิวฟงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจไร้ซึ่งความถือดีหรือความดูแคลน
"ขะ...ขอบคุณน้องชายฉิวฟงแต่ข้าจำเป็ต้องประลอง..."เมิ่งจื่อเหยียนเอ่ยตอบเสียงเบาหวิวช้อนสายตามองเด็กหนุ่มด้วยความเกรงใจและขลาดกลัว
"การประลองคู่ที่สี่...เริ่มได้!"
วูบ!
สิ้นเสียงสัญญาณ ฉิวฟงยังมิได้บุกเข้าใส่เขาเพียงเคาะก้าวเท้าใช้วิชาตัวเบา"เคลื่อนย้ายไร้เงา"เคลื่อนร่างเป็เงาสีสว่างวางระยะห่างอย่างสุภาพเพื่อเปิดโอกาสให้เมิ่งจื่อเหยียนเป็ฝ่ายตั้งรับหรือออกกระบวนท่าอย่างเท่าเทียม
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่ไม้ถูกตวัดแหวกอากาศเสียงการปะทะของคมไม้และรังสีการต่อสู้พลันกระตุ้นสัญชาตญาณลึกสุดของหญิงสาว!
ฟึ่บ!
ดวงตาคู่หวานที่เคยฉายแววบอบช้ำและขลาดกลัวพลันเบิ่งกว้างและเปลี่ยนเป็สีแดงฉานดั่งเื!รอยยิ้มอ่อนหวานสลายหายไปแทนที่ด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวเหี้ยมโหดและแฝงความคลั่งแค้นอย่างสุดขีด!บรรยากาศรอบกายของเมิ่งจื่อเหยียนแปรเปลี่ยนจากดอกไม้บอบบางกลายเป็พายุเพลิงอเวจีที่พร้อมจะเผาผลาญทุกชีวิตให้กลายเป็เถ้าถ่าน!
"ฮ่าๆๆๆ!อ่อนโยนกะโหลกกะลาอะไรกัน!มาให้ข้าสับร่างเ้าเป็ชิ้นๆเดี๋ยวนี้!!"
ตึงงงงงงงง!
วิชาตัวเบา "เงาเพลิงผลาญ"ถูกะเิออกทันที!ร่างของเมิ่งจื่อเหยียนพลิกทะยานฉับพลันด้วยความเร็วสูงก่อเกิดเป็ร่องรอยเปลวเพลิงสีแดงฉานสลับเลื่อนไหลดั่งอสูรกาย!วิชา"กระบี่เพลิงคลั่ง"ถูกตวัดรัวใส่ฉิวฟงเป็พายุหมุนอัคคีที่ไร้รูปแบบไร้ตรรกะทว่าฟาดฟันเข้าใส่จุดตายคอหอยดวงตาและหัวใจของฉิวฟงอย่างเหี้ยมโหด!
ปั่ก! ปั่ก!ปั่ก!
"อะไรกัน?!"
ฉิวฟงตื่นตระหนกกับบุคลิกที่เปลี่ยนไปราวนรกกับ์!เขาเร่งวิชาเคลื่อนย้ายไร้เงายกกระบี่ไม้ขึ้นปัดตั้งรับกระบี่เพลิงคลั่งอย่างยักแย่ยักยันแรงปะทะอันมหาศาลและดุดันของเมิ่งจื่อเหยียนส่งผลให้ฉิวฟงถูกฟาดกระเด็นถอยร่นไปหลายสิบก้าวรอยฟกช้ำไหม้เกรียมปรากฏขึ้นตามท่อนแขน!
ขณะที่บุคลิกโหดร้ายของเมิ่งจื่อเหยียนกำลังไล่ต้อนฉิวฟงอย่างบ้าคลั่งในห้วงจิตใต้สำนึกส่วนลึกของหญิงสาว...เด็กสาวตัวน้อยผู้แสนอ่อนแอในอดีตกลับกำลังร้องไห้อยู่กลางกองเพลิง...
ย้อนอดีตเมิ่งจื่อเหยียน(เหตุการณ์สังหารหมู่):
ภาพในอดีตย้อนคืนมาเมื่อหลายปีก่อน...ภาพของตระกูลเมิ่งอันอบอุ่นที่ถูกกลุ่มมือสังหารปริศนาบุกเข้าเข่นฆ่าสังหารหมู่ในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก!เสียงกรีดร้องของบิดามารดาเสียงเืสดๆพุ่งกระฉูดทาบทาทั่วผนังบ้านเด็กหญิงเมิ่งจื่อเหยียนในวัยเด็กซ่อนตัวอยู่ในตู้ไม้ด้วยร่างกายที่สั่นสะท้าน
เธอได้แต่นั่งมองดูครอบครัวที่รักถูกฟาดฟันสับเป็ชิ้นๆทีละคนๆความเ็ปความสิ้นหวังและความกลัวอันหาที่สุดมิได้บีบเค้นให้จิตใจของเธอแตกสลายออกเป็สองส่วน!
เพื่อปกป้องเด็กสาวผู้บอบช้ำและอ่อนแอไม่ให้ต้องรับรู้ความทรมานจิตใต้สำนึกจึงได้หล่อหลอมและสร้าง"อีกบุคลิกหนึ่ง"ขึ้นมา—บุคลิกที่โเี้คลั่งแค้นไร้ความปรานีและพร้อมจะฟาดฟันศัตรูทุกคนเพื่อมิให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเด็กน้อยผู้อ่อนแอคนนั้นได้อีกตลอดกาล!
ตูมมมมม!
เมิ่งจื่อเหยียนในร่างอสูรร้ายเพลิงอัคคีบุกเข้าจู่โจมอย่างไม่หยุดยั้ง!วิชาตัวเบาเงาเพลิงผลาญ ส่งร่างของเธอหมุนวนเป็พายุเพลิงกลางอากาศตวัดกระบี่ไม้ระดมแทงใส่จุดสำคัญของฉิวฟงถึงสามสิบหกกระบวนท่าในเสี้ยววินาที!
ฉิวฟงผู้จริงใจและมีสติปัญญาแม้จะถูกรุกต้อนจนถอยร่นแต่สายตาของเขากลับมองเห็นความเ็ปที่ซ่อนอยู่ในดวงตาสีแดงฉานนั้นเขาเริ่มอ่านตรรกะการเคลื่อนไหวออก—บุคลิกที่โเี้นี้ไม่ได้สู้ด้วยทักษะกระบี่ที่แท้จริงแต่สู้ด้วยความกลัวและความเค้นแค้นที่บดบังจิตใจ!
ฉิวฟงเร่งวิชาตัวเบาเคลื่อนย้ายไร้เงา หลบหลีกด้วยท่วงท่าสง่างามก่อนจะเบี่ยงตัวแทรกเข้าด้านข้างยกกระบี่ไม้เคาะเข้าที่ข้อมือของเมิ่งจื่อเหยียนเพื่อสลายสภาวะกระบี่เพลิงคลั่ง!
ปั่ก!
"อั่ก!"เมิ่งจื่อเหยียนชะงักไปครึ่งจังหวะทว่าจิติญญาแห่งความคลั่งแค้นกลับบีบเค้นให้เธอคำรามก้องร่างกายของเธอบิดเกร็งจนเส้นเืปูดบวมทั่วร่าง!
"อย่าหวังว่าจะหยุดข้าได้!!ข้าจะเผาเ้าให้แหลกเป็เถ้าถ่าน!!"
"ฮ่าๆๆๆๆ!ตายซะ!ตายให้หมด!!"
เมิ่งจื่อเหยียนกรีดร้องเสียงแหลมสูงสะท้านฟ้า!เธอไม่สนภาระร่างกายอีกต่อไปตัดสินใจโคจรลมปราณสิบส่วนเต็มทั้งหมดที่มีในชีวิต!
ครืนนนนนนนน!
พลังปราณจากวิชาฝึกจิตอาวุธ"กระบี่อัคคีสบั้นผลาญ"ถูกบีบเค้นออกมาจนถึงขีดสุด!ปราณจิตอาวุธสีแดง ลุกโชนะเิออกเป็เสาเพลิงโลกันตร์พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ!ความร้อนสูงลิ่วสลายแผ่นหินหยกขาวรอบกายจนปริแตกและมีรอยร้าวกระบี่ไม้เนื้อแข็งในมือส่องแสงแดงฉานดั่งกระบี่เหล็กหลอมละลาย!
เธอตวัดกระบี่เพลิงคลั่งด้วยลมปราณสิบส่วนฟาดฟันลงมาเป็ัอัคคีบ้าคลั่งหมายจะบดขยี้ฉิวฟงและลานประลองให้สิ้นซาก!
ฉิวฟงยืนสงบนิ่งอยู่กลางพายุไอร้อนลมพัดเรือนผมและอาภรณ์พริ้วไหวดวงตาของเขาฉายประกายแห่งความจริงใจและความเห็นอกเห็นใจอย่างบริสุทธิ์เขาเข้าใจแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้ามิได้มีเจตนาหลอกลวงเขาั้แ่แรกทว่าเธอคือผู้ที่แบกรับโศกนาฏกรรมอันแสนสาหัสจนจิตใจแตกสลายต่างหาก!
ฉิวฟงสูดหายใจเข้าลึกโคจรลมปราณเพียงแปดส่วน... มิใช่เพราะดูแคลนคู่ต่อสู้แต่เพราะเขา้าใช้พลังที่นุ่มนวลและพอดีในการสยบคลื่นความบ้าคลั่งโดยไม่หมายทำลายชีวิตของเธอ!
วู๊ดดดดดดดด!
วิชาฝึกจิตอาวุธประจำตัว"กระบี่เทวะ"ถูกปลุกขึ้น!ปราณจิตอาวุธสีม่วงอ่อน อันบริสุทธิ์นุ่มนวลทว่าแฝงพลังแห่งสัจจะสว่างไสวห่อหุ้มกระบี่ไม้เนื้อแข็งอย่างงดงาม!
ฉิวฟงปลดปล่อยวิชา "กระบี่แปรผันไร้เสียง"ผสานลมปราณแปดส่วน!
ฟุ่บ...
ไร้ซึ่งเสียงแหวกอากาศไร้ซึ่งร่องรอยการตวัด!กระบี่ไม้สีม่วงอ่อนของฉิวฟงแปรเปลี่ยนทิศทางอย่างพิศดารมุดผ่านปราณัอัคคีสีแดงสิบส่วนเต็มของเมิ่งจื่อเหยียนไปได้อย่างเงียบเชียบและไร้ข้อผิดพลาด!
ปั่ก! ปั่ก!
ฉิวฟงสะบัดกระบี่ไม้เคาะสลายสภาวะกระบี่อัคคี10ส่วนของเมิ่งจื่อเหยียนได้อย่างหมดจดคลื่นพลังสีม่วงอ่อนซ่านกระเซ็นสลายเพลิงแค้นสีแดงออกเป็ชิ้นๆ!ก่อนที่ฉิวฟงจะใช้วิชาเคลื่อนย้ายไร้เงาแทรกตัวเข้าถึงระยะประชิดแล้วสะบัดด้ามกระบี่ไม้สับเข้าที่จุดท้ายทอยและสลายจุดลมปราณของเธออย่างแม่นยำ!
สวบ!
"อั่ก...!"
ดวงตาสีแดงฉานเบิ่งกว้างด้วยความตื่นตะลึงคลื่นเพลิงอัคคีสีแดงถูกคลื่นปราณสีม่วงอ่อนกดทับและกดสยบลงไปในห้วงจิตลึกสุดทันทีร่างของเมิ่งจื่อเหยียนอ่อนสลบดั่งใบไม้ร่วงสติสัมปชัญญะดับลงฉับพลันก่อนที่ตัวตนความคลั่งแค้นนั้นจะทันได้ตอบโต้!
ร่างอรชรของเมิ่งจื่อเหยียนดิ่งวูบลงกลางอากาศทว่าฉิวฟงยื่นมือออกไปประคองร่างของเธอไว้อย่างสุภาพก่อนที่จะกระทบพื้นหินหยกขาว
แม้ปราณอัคคีคลั่งจะถูกสยบลงจนเธอหมดสติไปแต่ฉิวฟงััได้ถึงกระแสลมปราณที่ขัดแย้งลึกๆภายในร่างของหญิงสาว...บุคลิกที่สองอันโเี้และรอยแผลใจนั้นมิได้หายไปไหนเพียงแต่ถูกกดให้หลับใหลลงชั่วคราวในจิตใต้สำนึกเพื่อรอวันตื่นขึ้นอีกครั้งเท่านั้น
"ขออภัยด้วย...แม่นางเมิ่ง"ฉิวฟงพึมพำแ่เบาด้วยความจริงใจเขาค่อยๆวางร่างที่หมดสติของเธอลงบนพื้นหินอย่างระมัดระวังก่อนจะยืนตรงและถอยรักษาระยะห่าง
กรรมการประลองทะยานลงสู่สนามประลองตรวจเช็กสภาวะหมดสติของเมิ่งจื่อเหยียนก่อนจะประกาศเสียงก้องสะท้านทั่วแนวยอดเขา:
"ผู้ชนะในคู่ที่สี่...ฉิวฟง!"
เสียงเฮและเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วลานหยกขาวแห่งเมืองหงส์เหิน!เหล่าแพทย์ประจำสนามประลองรีบทะยานเข้ามาหามร่างที่หมดสติของเมิ่งจื่อเหยียนออกไปรักษาตัว
ฉิวฟง สามารถเอาชนะและก้าวผ่านเข้ารอบสี่คนสุดท้าย ได้สำเร็จตามหลังชิงหยาง / เซียวฉินเหอ
เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์ดังกังวานขึ้นอีกครั้งทว่าบรรยากาศบนลานหยกขาวแห่งเมืองหงส์เหินในศึกสุดท้ายนี้กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงไร้ซึ่งรังสีฆ่าฟันไร้ซึ่งไอร้อนแห่งความคลั่งแค้นมีเพียงความตึงเครียดที่แฝงไปด้วยความเคารพสัจจะแห่งยุทธภพผู้ชมรอบทิศต่างลุกขึ้นยืนเพ่งมองลานประลองด้วยความตื่นเต้นและรอคอย
เบื้องซ้ายคือถังซู่เหมย เด็กสาววัยสิบสอง ปีผู้มีเรือนผมยาวสลวยใบหน้าเรียบเนียนงดงามดั่งหิมะแรกบุคลิกเงียบขรึมสันโดษและอ่อนไหวง่ายสายตาของเธอทอดมองโลกด้วยความอ่อนโยนทว่ากุมกระบี่ไม้เนื้อแข็ง ไว้ด้วยความสงบนิ่งภายในใจของเธอแบกรับการเดินทางตามหาต้นตระกูลที่สาบสูญ
เบื้องขวาคือ มู่จงเทียนเด็กชายวัยเพียงสิบปี ผู้มีท่าทางและพฤติกรรมโตเกินวัยั์ตาทอประกายสติปัญญาสูงเฉียบแหลมกิริยาสุภาพเรียบร้อยดั่งคุณชายจากตระกูลใหญ่เขาก้าวขึ้นสนามประลองด้วยความเคารพแม้ภายในใจจะแบกรับภาระหนักอึ้งในการฟื้นฟูตระกูลค่ายกลที่ล่มสลายมาั้แ่วัยเยาว์ก็ตาม
ทั้งสองเดินมาหยุดห่างกันสิบก้าวก่อนจะประสานมือคารวะกันตามธรรมเนียมยุทธภพอย่างงดงาม
"แม่นางถัง...ได้โปรดชี้แนะข้าด้วย"มู่จงเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลท่าทางโตเกินวัยฉายแววเกรงใจอย่างจริงใจ
"คุณชายมู่...ชี้แนะแล้ว"ถังซู่เหมยผงกศีรษะรับเบาๆเสียงอ่อนหวานเงียบขรึมทว่าแฝงความตั้งใจเต็มเปี่ยม
"การประลองคู่สุดท้าย...เริ่มได้!"
ซ่าาาา...
สิ้นเสียงสัญญาณ ถังซู่เหมยเป็ฝ่ายขยับขยับก่อน!เธอใช้วิชาตัวเบา"ดอกเหมยแปดทิศ"พริ้วกายลอยตัวดุจกลีบดอกเหมยถูกสายลมพัดพริ้วเคลื่อนไหวไร้แรงต้านทานอย่างเงียบเชียบพร้อมตวัดกระบี่ไม้ใช้วิชา"กระบี่วารีพิรุณดอกเหมย"!
ฟุ่บ! ฟุ่บ!ฟุ่บ!
ประกายกระบี่ตวัดรวดเร็วและต่อเนื่องดุจสายฝนยามเช้าพุ่งเข้าหาตำแหน่งต่างๆของมู่จงเทียนอย่างงดงามและนุ่มนวลท่วงท่าของเธอเปรียบเสมือนภาพวาดพู่กันจีนที่เลื่อนไหวไปตามผืนผ้าใบ
มู่จงเทียนไม่ตื่นตระหนกเขายิ้มรับเบาๆก่อนจะขยับเท้าใช้วิชาตัวเบาประจำตระกูล"ย่างก้าวแปดทิศ"! ร่างของเด็กชายสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งได้อย่างพิศดารก้าวเท้าไปบนจุดค่ายกลแปดทิศหลบหลีกสายฝนกระบี่ได้อย่างฉิวเฉียดและสง่างามดุจกำลังร่ายรำ
กริ๊ก! ปั่ก!
ปลายกระบี่ไม้ของทั้งสองเคาะกระทบกันเบาๆสามครั้งซ้อนเสียงไม้กระทบกันกังวานใสไร้ซึ่งความโเี้ทว่าแฝงไว้ด้วยการทดสอบปราณกระบี่ของกันและกันอย่างเพลิดเพลิน!
"กระบี่ของแม่นางถังช่างนุ่มนวลและอ่อนช้อยยิ่งนัก...เช่นนั้นลองรับกระบวนท่านี้ของข้าดูบ้าง!"มู่จงเทียนเอ่ยชมจากใจจริงก่อนจะโคจรวิชาฝึกจิตอาวุธ"กระบี่เงามายา"
วูบ!
ปราณจิตอาวุธ สีเหลืองอ่อนอันงดงามนุ่มนวลส่องสว่างขึ้นห่อหุ้มกระบี่ไม้ของมู่จงเทียน!เขาใช้วิชา"ค่ายกลกระบี่มายาสี่ทิศ"เคาะปลายกระบี่ลงบนพื้นหินหยกขาว!
ฟรึ่บ! ฟรึ่บ!ฟรึ่บ!
ในเสี้ยววินาที เงาร่างของมู่จงเทียนพลันแตกออกเป็สี่ร่าง!แต่ละร่างก้าวแยกล้อมถังซู่เหมยไว้สี่ทิศทางทั้งสี่ร่างตวัดกระบี่ไม้เข้ามาพร้อมกันอย่างสอดประสานแยกแยะมิออกว่าร่างใดคือร่างจริงร่างใดคือเงามายา!
ถังซู่เหมยผู้มีจิตใจสันโดษและเงียบขรึมั์ตาของเธอฉายแววสงบนิ่งดั่งตลิ่งน้ำเธอไม่อุตริใช้สายตามองแต่เลือกที่จะหลับตาลงรับฟังเสียงการเคลื่อนไหวของสายลมและละอองปราณ!
เธอโคจรวิชาฝึกจิตอาวุธ"กระบี่ดรุณวารี"ปลุกจิตอาวุธสีฟ้าคราม ดั่งท้องฟ้าผสานสายน้ำอันบริสุทธิ์!
ซ่าาาาาาา!
ปราณสีฟ้าครามแผ่ออกเป็วงกว้างรอบกายดั่งลานน้ำนิ่ง!เมื่อเงามายาทั้งสี่พุ่งเข้ามาก่อเกิดคลื่นกระเพื่อมบนปราณสายน้ำของถังซู่เหมยเด็กสาวลืมตาขึ้นทันที—นั่นไงล่ะ!ร่างจริงที่มีมวลน้ำหนักกระทบลงบนปราณวารี!
หมุนตัวตวัดกระบี่!
ถังซู่เหมยเบี่ยงกายใช้วิชาดอกเหมยแปดทิศหมุนตัวอย่างสง่างามตวัดกระบี่ไม้สีฟ้าครามเคาะสลายเงามายาสามร่างออกเป็ผุยผงก่อนจะใช้ปลายกระบี่เบี่ยงทิศทางกระบี่ไม้ของมู่จงเทียนร่างจริงออกไปได้อย่างหมดจด!
"ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!สลายค่ายกลสี่ทิศของข้าได้ด้วยความสงบนิ่ง!"มู่จงเทียนหัวเราะเบาๆด้วยความชื่นชมสติปัญญาอันฉลาดหลักแหลมของเขาเร่งคิดหาค่ายกลยุทธวิธีใหม่ทันที
เด็กชายใช้วิชาย่างก้าวแปดทิศถอยร่นสามก้าววางค่ายกลมายาลวงตาเป็ชั้นๆซ้อนทับกันกลางอากาศสร้างประกายแสงกระบี่สีเหลืองอ่อนสลับซับซ้อนนับสิบสายบีบให้ถังซู่เหมยต้องใช้สมาธิระดับสูงในการแก้ค่ายกล
ขณะเดียวกัน ถังซู่เหมยก็แสดงทักษะกระบี่วารีพิรุณดอกเหมย อย่างถึงขีดสุดปราณสีฟ้าครามและสีเหลืองอ่อนหมุนเกลียวปะทะกันกลางอากาศดุจการเต้นรำของสายน้ำและแสงแดดยามเช้า!ปลายกระบี่ไม้ของทั้งคู่เคาะสลับสับเปลี่ยนท่วงท่าชิงเชิงสติปัญญาและจังหวะก้าวเท้าอย่างสนุกสนาน
ไร้ซึ่งาแ ฉาบฉายไปด้วยความงดงามของการใช้วิชายุทธ์ชั้นสูง!ผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างจ้องมองตาไม่กลอกด้วยความทึ่งในความสามารถของเด็กน้อยทั้งสองคน
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงกระบวนท่าที่หนึ่งร้อย!ทั้งสองทะยานตัวขึ้นกลางอากาศพร้อมกันปราณสีฟ้าครามของถังซู่เหมยและปราณสีเหลืองอ่อนของมู่จงเทียนเปล่งประกายสว่างไสวสอดประสานกัน
ปั่ก!
ปลายกระบี่ไม้ของทั้งสองหยุดชะงักลงกลางอากาศ...ปลายกระบี่ไม้สีฟ้าครามของถังซู่เหมยเฉียดแตะอยู่บริเวณหน้าอกของมู่จงเทียนอย่างเบามือในขณะที่กระบี่ไม้สีเหลืองอ่อนของมู่จงเทียนชะงักอยู่ข้างลำตัวของถังซู่เหมยช้ากว่าเพียงครึ่งก้าว!
มู่จงเทียนยิ้มอย่างภาคภูมิใจเขาลดกระบี่ไม้ลงรวบพลังปราณกลับคืนสู่กายแล้วประสานมือโค้งคารวะถังซู่เหมยด้วยความเคารพจากใจจริง
"ข้ายอมแพ้แล้ว...ความนิ่งสงบและสายน้ำของแม่นางถังชั่วร้ายไร้ช่องโหว่ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนัก"
ถังซู่เหมยลดกระบี่ไม้ลงเช่นกันใบหน้าเรียบเนียนเผยรอยยิ้มน้อยๆที่หาได้ยากเธอประสานมือโค้งคารวะตอบเด็กชายด้วยความสุภาพ
"คุณชายมู่ถ่อมตนแล้วค่ายกลมายาของท่านยอดเยี่ยมเกินวัยหากข้าขาดสมาธิเพียงนิดคงเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ขอบคุณสำหรับบทเรียนอันงดงามนี้"
กรรมการประลองทะยานลงสู่สนามประลองด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม ประกาศเสียงก้องไปทั่วทิศ:
"ผู้ชนะในคู่สุดท้าย...ถังซู่เหมย!"
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!!
เสียงโห่ร้องยินดีและเสียงปรบมือดังกึกก้องยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา!มิใช่เพียงแค่ยินดีให้แก่ถังซู่เหมยผู้เข้ารอบแต่เป็เสียงปรบมือให้แก่มู่จงเทียน และยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทั้งสิบคนที่ได้รังสรรค์การประลองอันแสนสนุกสง่างามสมศักดิ์ศรีและเปี่ยมไปด้วยจิติญญาแห่งยุทธภพอย่างแท้จริง!
เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์ดังขึ้นเป็หนสุดท้ายเพื่อปิดฉากการศึกคู่ที่ห้าก้องสะท้อนไปพร้อมกับเสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องยาวนานที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเมืองหงส์เหิน!
ฝุ่นควันและไอเค้นลมปราณบนลานหยกขาวค่อยๆสลายตัวไปทิ้งไว้เพียงร่องรอยการต่อสู้รอยกระบี่และประวัติศาสตร์อันแสนงดงามของสิบยอดฝีมือรุ่นเยาว์...การประลองทั้งห้าคู่ได้ผ่านพ้นไปอย่างสมศักดิ์ศรีทุกคนต่างได้เค้นศักยภาพสูงสุดใช้ทั้งสติปัญญาจิติญญากระบี่และคุณธรรมในการฟาดฟันไม่ว่าจะเป็ศึกแห่งความพ่ายแพ้อันน่าเศร้าของสองพี่น้องแฝดหรือศึกชิงเชิงอันนุ่มนวลและงดงามดั่งภาพวาด
บรรยากาศทั่วทั้งอัฒจันทร์ทับถมไปด้วยความอิ่มเอมและความเคารพในตัวผู้เข้าประลองทุกคนบัดนี้เวทีแห่งสิบคนสุดท้ายได้สิ้นสุดลงอย่างเปี่ยมคุณค่าและได้คัดสรรเหล่ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดสี่คนเพื่อก้าวเข้าสู่"ศึกตัดสินสี่คนสุดท้าย"อย่างเป็ทางการได้แก่....
1. ชิงหยาง
2. เซียวฉินเหอ
3. ฉิวฟง
4. ถังซู่เหมย
"ศึกตัดสินในวันนี้จบลงแล้ว!เพื่อให้ผู้เข้ารอบทั้งสี่ได้ฟื้นฟูพลังปราณและรักษาอาการาเ็อย่างเต็มที่...การประลองรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มขึ้นในรุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้!”เสียงกรรมประกาศก้องกังวานไปทั่งทั่วเวทีลานประลอง เมื่อผู้คนทั่วลานได้ยินก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เพราะวันพรุ่งนี้จะได้ชมกับ.....
ศึกตัดสินรอบสี่คนสุดท้ายเพื่อหายอดฝีมือรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้านี้!..
**(โปรดติดตามตอนจบของการประลองยุทธ์ ในตอนหน้า ใครจะได้อันดับหนึ่งไปครองมาลุ้นไปด้วยกันนะครับ!!)**