ตอนที่ 24 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่ง
“มาแล้ว! มาแล้ว!”
เสียงร้องะโของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มคนที่ยืนอยู่กลางสนาม ทุกคนที่ยืนอยู่ต่างก็ยืดกายตรงในทันที แล้วเสียงพูดคุยกันหนวกหูก็พลันเงียบกริบทันที
รถออดี้สีดำเคลื่อนเข้ามาอย่างช้าๆ และยังไม่ทันที่รถยนต์จะจอดสนิทดี จ้าวโจวเฉินก็รีบพุ่งไปข้างหน้าทันที ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ พร้อมกับยิ้มอย่างประจบประแจง
“อ้าว! ผู้อำนวยการจ้าว นี่ถึงกับต้องลงมาต้อนรับด้วยตัวเองเชียวเหรอ?”
คนที่เดินออกมาไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่กลับเป็ผู้อำนวยการกรมอนามัยประจำมณฑลหนานเจียง ที่ชื่อว่าโจวเหอ!
และทันทีที่โจวเหอก้าวลงจากรถ เขาก็หันไปถามผู้อำนวยการจ้าวว่า “นี่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งยังมาไม่ถึงอีกอย่างนั้นเหรอ?”
จ้าวโจวเฉินโน้มศรีษะลง และตอบกลับด้วยสีหน้าท่าทางเคารพนบนอบ “ยังเลยครับ! แต่ผมสอบถามไปแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมาถึง!”
โจวเหอที่เพิ่งก้าวลงจากรถ ตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งขรึมปราศจากรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็รอเขามาพร้อมกัน!”
ในฐานะที่เป็ผู้บริหารระดับสูงกรมอนามัยประจำมณฑลหนานเจียง โจวเหอจึงค่อนข้างถูกกดดันจากเื่นี้มาก และทุกครั้งที่เขาเห็นหน้าจ้าวโจวเฉิน เขาก็จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
‘หึ! ั้แ่รักษาภรรยาท่านผู้ว่ามา ก็มีแต่เื่ให้ฉันต้องปวดหัว เวลานี้ สถานการณ์กลับดูเหมือนจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น นี่ถ้าฉันรู้แกไม่เอาไหนแบบนี้ แค่โรคท้องเสียธรรมดาๆยังรักษาไม่ได้ ถึงกับปล่อยจนกลายเป็เื่ราวใหญ่โตแบบนี้แล้วล่ะก็ ฉันคงจะไม่แต่งตั้งแกเป็ผู้อำนวยการแน่!’
โจวเหอได้แต่กร่นด่าผู้อำนวยการจ้าวอยู่ในใจ แต่เพียงแค่ไม่กี่นาที รถตำรวจก็แล่นเข้ามาด้านใน
ครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็รถของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งจริงๆ ทุกคนในที่นั้นต่างก็แยกไปตั้งแถวต้อนรับ โดยที่ไม่ต้องให้ใครออกคำสั่ง และหากไม่ใช่เพราะคุณหมอจางลากเขาไปด้วยแล้วล่ะก็ ฉีเล่ยไม่มีทางที่จะไปยืนตั้งแถวด้วยแน่ๆ
และทันทีที่รถตำรวจหยุดลง ทั้งโจวเหอและจ้าวโจวเฉินก็ได้เดินออกไปด้านหน้าทันที เพื่อเตรียมต้อนรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งที่เพิ่งมาถึง..
และทันทีที่ประตูรถเปิดออก เสียงปรบมือก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณ..
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งในวัยห้าสิบ ค่อยๆก้าวลงจากรถ ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมนั้นมีแว่นตา
กรอบดำหนาเตอะสวมอยู่ ผมบนศรีษะเริ่มเปลี่ยนเป็สีดอกเลา ใบหน้าบ่งบอกว่าเป็คนค่อนข้างถือเนื้อถือตัว
“ท่านหมอหลี่มาได้ทันเวลา ขอบคุณมากนะครับ!”
จ้าวโจวเฉินเดินผสานมือไว้ข้างหน้า พร้อมกับโน้มลงพูดจาอย่างมีมารยาท “ผมของอนุญาตแนะนำนะครับ นี่คือผู้อำนวยการกรมอนามัยประจำมณฑหนานเจียง ชื่อว่าโจวเหอครับ! ผู้อำนวยการโจวมารอต้อนรับท่านหมอหลี่ด้วยตัวเองเลยนะครับ!”
“ขอบใจๆ แต่ไม่จำเป็เลย วันหลังไม่ต้องทำอะไรแบบนี้ก็ได้!” ชายชราตอบกลับพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าของเขานั้นไม่บ่งบอกว่าสนใจกับการประจบประแจงเลยแม้แต่น้อย
จากนั้น จ้าวโจวเฉินจึงได้หันไปพูดกับโจวเหอว่า “ท่านนี้คือท่านหมอหลี่ ท่านเป็แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารที่เก่งที่สุดของประเทศ และยังเป็สมาชิกของสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนอีกด้วย ทั้งยังได้รับรางวัลความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังได้รับเงินทุนพิเศษจากรัฐบาล ในฐานะนักวิชาการจากลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็หัวหน้าทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชายประจำรัฐสภาด้วยครับ..”
หลังจากที่ผู้อำนวยการโจวแนะนำอย่างเป็ทางการแล้ว โจวเหอก็รีบยื่นมือออกไปเชคแฮนด์กับท่านหมอหลี่ทันที
“ยินดีต้อนรับครับาุโหลี่! าุโหลี่มาด้วยตัวเองแบบนี้ ทางเรารู้สึกคลายกังวลไปได้มากทีเดียวครับ!”
สีหน้าท่าทางของโจวเหอเวลานี้ ทั้งกระตือรือร้น และถ่อมเนื้อถ่อนตัวเป็อย่างมาก ดูไม่เหมือนกับกำลังต้อนรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่คล้ายกับกำลังต้อนรับผู้นำประเทศเลยทีเดียว
ท่านหมอหลี่เพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย แล้วจึงตอบกลับไปว่า “เอาล่ะๆ อย่ามัวแต่พูดเื่ไร้สาระอยู่เลย พวกเรารีบไปคุยกันเื่อาการของคนไข้จะดีกว่า..”
“ครับๆ”
โจวเหอพยักหน้าหงึกๆ และรีบหันไปสั่งจ้าวโจวเฉินทันที “ผู้อำนวยการโจว ยังไม่รีบรายงานอาการคนไข้สำคัญให้าุโหลี่ทราบอีก!”
จ้าวโจวเหินรีบเดินเข้าไปหาท่านหมอหลี่เพื่อที่จะรายงาน แต่เมื่อเขาเดินไปถึง ท่านหมอหลี่ก็เดินเอามือไขว้หลังเข้าไปในอาคาร พร้อมกับพูดขึ้นว่า
“เดินไปคุยไปก็แล้วกัน!”
ทั้งโจวเหอและจ้าวโจวเฉิน ไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็น ทั้งคู่รีบเดินตามาุโหลี่ที่เดินดุ่มๆ เข้าไปในโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว
จากนั้น คณะแพทย์ และบุคลากรแผนกต่างๆที่พากันลงมาต้อนรับในสนาม ก็ได้เดินตามทั้งสามคนเข้าไปที่ตึกผู้ป่วยในทันที
ฉีเล่ยถูกบีบจนต้องไปเดินรั้งท้าย เขาอยากจะได้ฟังอาการคนไข้ แต่โชคร้ายที่อยู่ห่างไกลท่านหมอหลี่ไปมาก เขาจึงได้ยินเสียงพูดของจ้าวโจวเฉินได้ไม่ชัดเจน และในขณะเดียวกัน หมอจางยังเอาแต่พล่ามเื่ฐานะของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ให้เขาฟังไม่หยุดอีกด้วย
ท่านหมอหลี่นั้นชื่อเต็มว่าหลี่ฮั่วเฉิน นอกจากจะเป็สมาชิกของสภาสาธารณสุขแห่งชาติแล้ว เขายังมีฐานะเป็ ‘แพทย์หลวง’ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแล้วสุขภาพของผู้นำในประเทศ และต่างประเทศ
หลี่ฮั่วเฉินมีลูกศิษย์ลูกหากระจายอยู่แทบทุกระดับของสถาบันการแพทย์ และสาธารณสุขแห่งชาติ และศิษย์คนหนึ่งของเขายังเป็ถึงรัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย
หลังจากที่ได้ฟังคำบอกเล่าจากปากจางฝู ฉีเล่ยจึงได้เข้าใจว่า เพราะเหตุใดผู้อำนวยการโจว และคณะแพทย์ของโรงพยาบาล ถึงกับต้องลงมาต้อนรับมากันมากมายขนาดนี้!
ห้องของผู้ป่วยคนสำคัญนี้ อยู่ชั้นบนสุดของอาคารผู้ป่วยใน และหน้าทางเข้าก็มีเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าอยู่ถึงสองคน
ที่โรงพยาบาลทหารประจำมณฑลนั้น ปกติเตียงมักจะเต็มอยู่เสมอ บางครั้งมีคนไข้แน่นจนกระทั่ง ต้องจัดเตียงชั่วคราวไว้ที่ระเบียงด้านนอกวอร์ด เพื่อให้คนไข้ระดับล่างได้นอนพักรักษา
ตรงข้ามกับห้องส่วนตัวชั้นบนสุดนี้ นอกจากจะมีพื้นที่กว้างขวางแล้ว ยังมีลิฟท์ส่วนตัวสำหรับขึ้นมาถึงชั้นนี้โดยเฉพาะด้วย เรียกได้ว่า หากคนที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีสิทธิ์ที่จะขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้โดยเด็ดขาด
เวลานี้ ฉีเล่ยสวมใส่เสื้อกราวน์ของโรงพยาบาลทหารแห่งนี้ และมีบัตรประจำตัวติดอยู่ที่หน้าอก เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพียงแค่สำรวจมองด้วยสายตาเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้เขาเดินตามเข้าไปด้านใน
ทันทีที่ฉีเล่ยก้าวเข้าไปนั้น สิ่งที่เขาประทับใจที่สุดก็คือ ความใหญ่โตของห้องผู้ป่วย!
ห้องทั้งห้องนี้มีเนื้อที่กว้างกว่าหนึ่งร้อยตารางเมตร ซึ่งแบ่งเป็ห้องพักผู้ป่วย ห้องสำหรับญาติอีกสองห้อง และห้องสำหรับพยาบาลที่ดูแลอีกหนึ่งห้อง แล้วยังมีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่มากอีกด้วย ทุกห้องล้วนตกแต่งไว้อย่างหรูหรา เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้มีทั้งบุหนังชั้นดี และทำจากไม้มะฮอกกานี
เรียกได้ว่า ภายในห้องชั้นบนนี้ มีเครื่องเรือนครบครันแทบทุกประเภท ดูๆแล้วหรูหรา และใหญ่โตกว่าห้องสวีทของโรงแรมระดับห้าดาวเสียอีก
แน่นอนว่า ผู้ป่วยที่อยู่ในห้องนี้จะเป็ใครไปไม่ได้ นอกจากภรรยาของผู้ว่าไต่คุณที่ชื่อว่าหลิวเฟิงเจิ้น ทั้งสองสามีภรรยาจึงมีฐานะเป็บุคคลระดับสูงประจำมณฑล ในเมื่อหลิวเฟิงเจิ้นป่วย และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทหารแห่งนี้ เ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนที่เกี่ยวข้อง จึงต่างรู้สึกกดดันไปตามๆกัน
และเมื่อเข้าไปในห้องคนไข้แล้ว โจวเหอจึงรีบไปรายงานหลิวเฟิงเจิ้นทันที
“คุณนายหลิวครับ วันนี้ผมมีข่าวดีจะมาบอก ท่านาุโหลี่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งมาถึงแล้ว อีกไม่นายคุณนายหลิวก็คงจะหายดีแล้วล่ะครับ ไม่ต้องกังวลใจไป!”
ในขณะที่จ้าวโจวเฉินนั้นกลับยืดอกขึ้น พร้อมกับชี้ไปข้างเตียงคนไข้ พร้อมกับพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“การให้น้ำเกลือเป็เื่สำคัญมาก ทำไมถึงไม่มีพยาบาลมาคอยดูแลที่นี่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง!”
ฉีเล่ยฟังแล้วก็อดที่จะกร่นด่าในใจไม่ได้ ‘ไร้สาระที่สุด! เป็ถึงผู้อำนวยการซะเปล่า แต่กลับมาสนใจเื่เล็กๆน้อยๆอย่างการให้น้ำเกลือ แทนที่จะสนใจเื่หยูกยาที่ให้คนไข้!’
ระหว่างนั้น หลี่ฮั่วเฉินก็กำลังสวมถุงมือปลอดเชื้ออย่างใจเย็น ในระหว่างนั้นก็ได้ทบทวนข้อมูลที่ได้รับรายงานมาจากจ้าวโจวเฉินไปด้วย
‘มีไข้สูงตลอดเวลา ถ่ายไม่หยุด แต่กลับตรวจไม่พบเชื้ออะไร ดูเผินๆคล้ายกับมีปัญหาเื่ลำไส้..’
หลังจากสวมใส่ถุงมือเสร็จแล้ว หลี่ฮั่วเฉินก็เดินไปยืนข้างเตียงคนไข้ เขาหันขวดน้ำเกลือด้านที่มีฉลากปิดอยู่ออกมา เพื่อดูว่าในน้ำเกลือนั้นผสมตัวยาอะไรไปบ้าง
จากนั้น จึงค่อยๆก้มลงสำรวจเนื้อตัวของคนไข้บนเตียงอย่างละเอียด ก่อนจะทำการเปิดเปลือกตาทั้งสองข้างของผู้ป่วยดู แล้วจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?”
“เหนื่อย หนาว แล้วก็ไม่มีเรี่ยวมีแรงค่ะ..”
หลิวเฟิงเจิ้นตอบกลับเสียงเบา เห็นได้ชัดว่า เวลานี้เธอแทบไม่หลงเหลือแม้แต่เรี่ยวแรงจะพูด เนื่องจากท้องเสียถ่ายไม่หยุด เธอเหนื่อยล้าแล้วก็อ่อนแรงมา แต่หลังจากที่ท่านหมอหลี่เอ่ยถาม เธอจึงได้พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่พอมี เอ่ยตอบกลับไป