ตอนที่7 พ่อบ้านผู้จองหอง
“เ้า...จะหลบอีกนานไหม”หนิงหรงกล่าวหลังจากคนจากวังหลวงกลับไป
ขันทีน้อยที่หลบอยู่หลังเสา โผล่หน้าออกมาสองตาแดงก่ำ แอบร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว
หนิงหรงเห็นแล้วขยับยิ้มก้มลงจิบน้ำชา ก่อนจะสั่ง “เสี่ยวเมิ่งรินน้ำชาให้กงกงน้อยที”
“ส่วนกงกงน้อยท่านนี้เชิญนั่งจิบน้ำชาแก้กระหายเถิด”หนิหนิงกวักมือเรียกเด็กน้อยมานั่งด้วยกัน
ทว่ากงกงน้อยท่านนั้น กลับไม่รับน้ำใจนอกจากไม่ขยับตัว ยังด่าสวนกลับมา “ใครเป็กงกง ข้าเป็ถึงรัชทายาทนางเด็กชั้นต่ำอย่างเ้าอย่าได้บังอาจมาเรียกข้าเช่นนั้น!”
รัชทายาทก็ยังคงเป็รัชทายาท แม้จะโดนทุบตีจนน่วมความเย่อหยิ่งก็ยังคงฝังลึกในกระดูก
“เ้าลองดูให้ดี ตัวเ้ามีรอยฟกช้ำหรือเจ็บสักนิดไหม”หนิงหรงกล่าวยิ้ม ๆ อย่างมีเลศนัย ทำให้รัชทายาทเกิดความงุนงง
“หากเ้าไม่มีรอยฟกช้ำ ไม่เจ็บเ้าก็มานั่งจิบชา คุยกับญาติผู้พี่อย่างข้าเถิด”หนิงหรงชวน
รัชทายาท ขมวดคิ้วด้วยความงุนงงตนโดนทุบตีไปตั้งหลายครั้ง จะไม่มีรอยช้ำได้อย่างไร ทั้งตอนโดนทุบตีก็เ็ปมากแต่แม้จะสงสัย เขาก็ยังเลิกแขนเสื้อ เลิกขากางเกงดู
“ทำไม...ข้าไม่มีรอยฟกช้ำ ซ้ำยังไม่รู้สึกเจ็บ...ข้าถูกทุบไปตั้งหลายครั้ง”รัชทายาทบ่นงึมงำ
“ในเมื่อไม่มีก็คงจะพอคุยกันได้แล้วสินะ”หนิงหรงยิ้มตาหยี
ขันทีน้อยแม้ยังระแวงแต่เมื่อพบว่าตนถูกทุบตี แต่ไม่มีทั้งความรู้สึกเจ็บ หรือรอยช้ำหลังจากตี ก็ยินยอมไปนั่งข้างๆหนิงหรง ที่ท่าทางดูเป็มิตร ไม่ดุดัน โเี้เหมือนก่อนหน้านี้
“ความจริงแล้วเมื่อครู่เสี่ยวไป๋ลงมือตีจริงๆไม่กี่ทีหนำซ้ำยังไม่แรงมากพอให้เ้าเ็ปฟกช้ำได้.... เมื่อครู่ส่วนใหญ่เป็แค่ภาพลวงตาเท่านั้น”หนิงหรงเฉลยความจริงให้ฟัง
“ถึงอย่างไรข้าก็ทราบั้แ่แรกแล้วว่าเ้าเป็รัชทายาทเพราะเ้าเสี่ยวไป๋มันมองเห็นรัศมีัจากตัวเ้า และมันสื่อสารกับข้าผ่านจิตได้...ที่ข้าทำไปข้าก็แค่แสดงละครให้คนดูเท่านั้น”
รัชทายาทหลังได้ยินก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจที่มีคนมาทำดีกับตน ซ้ำยังเป็คนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยพบกัน
“เ้า้าอะไรถึงทำเื่เช่นนี้”รัชทายาทถามด้วยความระแวง
“เ้าอย่าลืม ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยทั้งสองพระองค์ล้วนรักและเมตตาข้าอย่างมาก เพราะทั้งสองพระองค์รักข้าข้าจึงไม่คิดจะทำร้ายเ้า...
ที่ข้าแสดงละครเพราะคนพวกนั้นล้วนแต่ไว้ใจไม่ได้ ไร้ซึ่งความภักดี ดังนั้นการที่ให้เ้าอยู่ที่นี่ก็เพื่อให้เรียนรู้ว่าต้องวางตัวอย่างไรถึงจะสามารถกุมหัวใจของข้าราชบริพาลและกุมอำนาจของรัชทายาทเอาไว้ได้
หากเ้ายังทำตัวเป็อันธพาลวันใดวันหนึ่ง ต้องมีคนคิดจะผลักเ้าลงจากเก้าอี้รัชทายาท และส่งองค์ชาย องค์อื่นๆที่เกิดจากสนมขึ้นมาแทนที่เ้าแน่นอน...
อย่าลืมว่าฮ่องเต้มีองค์ชายอีกหลายพระองค์ เพียงแต่สายเืฝั่งมารดาต่ำต้อยไปบ้างเท่านั้นแต่ใช่ว่าจะเอามาแทนที่ รัชทายาทที่ไม่รู้จักโตทำตัวเป็เด็กเกเรไม่ได้”หนิงหรงกล่าวเตือนความจริง
ขันทีน้อยได้ฟังแล้วก็ขมวดคิ้วใช่ว่าเื่พวกนี้ตนไม่เคยคิด เมื่อก่อนตนไม่ใช่คนนิสัยเกเรแต่เพราะถูกกลั่นแกล้งบ่อยครั้ง เนื่องจากฮองเฮาร่างกายอ่อนแอจนคนเ่าั้คิดจะขึ้นมาแทนที่ และคิดว่าอำนาจรัชทายาทของตนสามารถรังแกได้ง่ายๆ
“ข้าจะให้เ้าค่อยๆคิดไปแล้วกันอยากให้ข้าช่วยสอนว่าควรทำตัวอย่างไรจึงจะมีชีวิตรอดและกุมอำนาจเอาไว้ได้หรือเ้าจะเกเรเช่นนี้ต่อไป...”หนิงหรงกล่าวหลังจากวางถ้วยชาลง “เอาละข้าจะไปฝึกร่างกายแล้ว เ้าก็ตามสบาย พรุ่งนี้ข้าจะมาเอาคำตอบแล้วกันหากเ้าไม่อยากเรียนรู้จากข้า ข้าจะส่งเ้ากลับวังทันที แต่หากอยากเรียนรู้ก็อยู่ที่นี่สักเดือนเชื่อฟังข้าสักครั้ง”หนิงหรงกล่าวก่อนจะจากไป
“ช่างน่าสงสาร”เ้าเสี่ยวไป๋ที่นั่งห้อยขาบนขอบหน้าต่างทำเสียงจิ๊ จิ๊ในลำคอ ส่ายหน้าให้รัชทายาท “เกิดมามีอำนาจแต่ใช้ไม่เป็ใช้เป็แต่กำลังกับปากโวยวาย ช่างเสียของสิ้นดี”เสี่ยวไป๋ส่ายหน้าให้อย่างนึกอนาถใจ
“ถ้าข้าเป็เ้าข้าจะลองฟังนางสักครั้ง ถึงนางจะเด็ก แต่สมองของนางไม่เด็กแน่นอน ข้ารู้ข้าเห็นสมองของนางเหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก!”เ้าเสี่ยวไป๋บ่นงึมงำแล้วก็ะโออกทางหน้าต่างจากไป
ทิ้งให้รัชทายาทนั่งขบคิดถึงสิ่งที่ได้ยิน
“สมองของผู้ใหญ่งั้นรึ”รัชทายาททำสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงแววตาของหนิงหรง ที่เหมือนเสด็จพ่อไม่มีผิดแววตาของผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก คุ้นชินกันอำนาจ
หนิงหรงกลับไปเรียนวิชาต่างๆตามตารางในชีวิตประจำวันของตน ขณะที่กำลังจะเริ่มเรียน่บ่ายความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
“นั่นรถม้าของสกุลหง...”เสี่ยวเมิ่งะโลั่นบ้านทันที เมื่อเห็นรถม้าที่กำลังเคลื่อนมาในระยะสายตา
หนิงหรงที่กำลังนั่งดมกลิ่นสมุนไพรเรียนวิชาแพทย์ ขมวดคิ้วทันที
“สกุลหง คงรู้เื่ที่ข้าฟื้น แล้วสิสงสัยจะส่งคนมาเล่นงานข้า ไม่ก็คิดจะลากข้ากลับจวน”
หนิงหรงแสยะยิ้ม ขณะดมสมุนไพรต่อก้มลงจดบันทึกว่ากลิ่นสมุนไพรที่ดมนั้นเป็อย่างไร ด้วยท่าทางสบายๆไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับการที่คนสกุลหงโผล่หัวมา
“ให้ท่านเสี่ยวไป๋ทุบหัวมันให้ไหม!”เสี่ยวไปร้องขณะชูกำปั้นน้อย ๆ ด้วยท่าทางดุดันทว่าแก้มของมันเลอะน้ำมันจากเนื้อทอด ที่เพิ่งกินไป
“ถ้ามีเื่ต้องต่อยตีแน่นอนว่าคงต้องขอพึ่งท่านเสี่ยวไป๋เสียแล้ว”หนิงหรงทำท่าประสานมือคารวะให้เ้ากระต่ายอย่างนอบน้อมเกรงใจ
เสี่ยวไป๋เห็นดังนั้นก็พยักหน้าหงึกหงักเอาขาหน้าตบอกตนเอง “เื่ต่อยตีไว้ใจหมัดท่านเสี่ยวไป๋ผู้น่ารักได้เลย!”เสี่ยวไป๋พูดด้วยท่าทางห้าวหาญเหมือนนักรบที่กำลังจะออกศึก...
ทว่าคราบน้ำมันบนแก้มขนขาวๆที่เลอะจนขนเปลี่ยนสีทำให้หนิงหรงรู้สึกว่า ความห้าวหาญของมันดูแล้วประหลาดพิกลเหมือนดูเด็กที่ยังกินเลอะแก้ม ไม่รู้จักเช็ด กำลังพูดโอ้อวดเพ้อเจ้อ
“เ้าไปเช็ดหน้าตัวเองก่อนที่เ้าจะไปเผชิญหน้ากับคนอื่นดีกว่า ไม่เช่นนั้นความยิ่งใหญ่ของท่านเสี่ยวไป๋จะดูเป็เื่ตลก”หนิงหรงเตือนเ้ากระต่ายไม่ให้ทำเื่น่าขายหน้าจะเจอคนสกุลหงทั้งที ต้องทำตัวให้น่าเกรงขามเสียหน่อย ไม่เช่นนั้นจะข่มขวัญอีกฝ่ายได้อย่างไร!
“เสี่ยวเมิ่ง เ้าว่าใครกันที่อุตส่าดั้นด้นนั่งรถม้ามาหาข้าถึงกลางหุบเขา...”หนิงหรงถามขณะหรี่ตามองรถม้าที่กำลังเคลื่อนเข้ามาจอดที่ลานบ้านบนรถม้ามีคนขับรถม้าหนึ่งคน และเด็กรับใช้ที่นั่งข้างๆคนขับ รวมทั้งผู้คุ้มกันสี่คนที่เดินตามรถม้า
“ไม่ว่าใครมาก็ล้วนแต่เป็คนไม่ดี”เสี่ยวเมิ่งพึมพำจดจำได้อย่างแม่นยำ ว่าคนในสกุลหง ั้แ่ข้ารับใช้ยันเ้านายล้วนเป็คนนิสัยไม่ดี ชอบรังแกเหยียบย่ำผู้อื่นโดยเฉพาะนางและคุณหนูที่โดนเป็ประจำ
“นั่นสิ ล้วนเป็คนชั่วทั้งสิ้น”หนิงหรงกล่าวขณะแสยะยิ้ม
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมผุดเหตุการณ์หลายอย่าง ทั้งสายตาดูถูก กิริยาแข็งกร้าว วาจาไม่เคารพ ของข้ารับใช้ที่มักทำกับตนทั้งๆที่ตนเป็ถึงคุณหนูของจวน...
แต่เพราะบิดาไม่เหลียวแลมารดาจากโลกไปั้แ่แบเบาะทำให้ไม่มีผู้ใหญ่คอยปกป้อง จึงมักถูกมองเป็แค่ขยะ ไร้ความสำคัญยังดีที่เหล่าข้ารับใช้ไม่กล้าละเลยถึงขั้น ยักยอกข้าวของ เงินทองที่ตนควรได้ในฐานะเ้านายไปไม่เช่นนั้น หนิงหรง นอกจากจะอยู่อย่างลำบากใจแล้วยังต้องลำบากกายอีกด้วย..
เมื่อรถม้าจอดลงหน้าลานบ้าน คนบนรถม้าไม่ยอมลงจากรถแต่ให้คนรับใช้เปิดม่าน ส่วนคนนั่งรถม้าะโออกมา
“คุณหนูหนิงหรงข้าน้อยเป็พ่อบ้านจากจวนแม่ทัพ ได้รับคำสั่งให้มาพาคุณหนูกลับจวน นายท่านกล่าวว่าในเมื่อท่านหายดีแล้วก็ควรกลับบ้าน นายท่านจะช่วยท่านฝึกพลังยุทธอีกทั้งยังจะส่งท่านไปฝึกในกองทัพของสกุลหงอีกด้วย”พ่อบ้านถ่ายทอดคำพูดจากผู้เป็นาย
หนิงหรงที่นั่งอยู่ในลานบ้านได้ยินอีกฝ่ายะโบอกดังนั้น พลันยิ้มเย็น พูดพึมพำเบาๆให้เสี่ยวไป๋ได้ยิน“พอข้ามีประโยชน์ก็คิดจะพาข้ากลับ เหอะ ตอนที่ข้าใกล้ตายกลับไม่เคยโผล่หัวมาดูข้าแม้แต่ครั้งเดียว...ไม่เคยสนใจสักนิดว่าข้าจะอยู่หรือตาย บิดาเช่นนี้... เหอะ”หนิงหรงบ่นแต่ก็ยังพอรู้สึกได้ว่าแม้คนผู้นี้จะเห็นแต่ประโยชน์ของตระกูลแต่ก็ยังไม่ได้น่ารังเกียจมากนัก อย่างน้อยเมื่อตนมีประโยชน์ก็ยังรู้จักใส่ใจ
“คุณหนู พ่อบ้านคนนี้เหิมเกริมเกินไปแล้วถึงกับไม่ลงจากรถม้ามาเชิญคุณหนูกลับจวนแต่นั่งพูดในรถม้าเหมือนเ้านายคนหนึ่ง”เสียงเยี่ยนเฟยที่มายืนประกบข้างๆั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“เ้ารอดูได้เลยคนผู้นี้มีอะไรเ้าคาดไม่ถึงอีกมาก”หนิงหรงกล่าวยิ้มๆรู้จักนิสัยพ่อบ้านผู้เย่อหยิ่ง ที่หลงตนเองว่าเป็ถึงผู้ดูแลจวนแม่ทัพที่ทรงอำนาจวางตนเป็เ้านายคนนึงของจวนเสมอ จะทำสิ่งใดล้วนแต่สั่งงานข้ารับใช้คนอื่นก็พอ...แม้กระทั่งหนิงหรงที่เป็ถึงคุณหนูของจวนยังต้องระมัดระวังตนเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อบ้าน
เพราะเขาเป็คนของแม่เลี้ยงที่คอยเป่าหูบิดาให้รังเกียจหนิงหรง
คำพูดต่อมาของพ่อบ้านทำให้หนิงหรงขมวดคิ้วทันที
“คุณหนูหากท่านกลับไปก็จะกลายเป็ดาวเด่นของตระกูล อำนาจก็จะอยูในมือท่าน ต่างกับตอนที่ท่านอ่อนแอเหมือนคนพิการที่ร่างการปวกเปียก เป็ขยะที่ใช้การไม่ได้จนแม้แต่เหล่าข้ารับใช้เห็นแล้วยังรังเกียจ ท่านก็รีบกลับเถิด จะมาเล่นตัวลีลาไปทำไม คนที่เคยเป็แค่ขยะ มาวันนี้ได้รับคาสำคัญ ก็นับว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว”
เหล่าผู้คุ้มกันหนิงหรงได้ยินแล้วพากันกุมดาบข้างเอวเตรียมชักดาบสู้ เมื่อได้ยินถ้อยคำไม่น่าฟังเ่าั้
หนิงหรงยกมือเป็สัญญาณห้ามไม่ให้พวกเขาบุ่มบ่ามลงมือ
พ่อบ้านผู้นี้คงข่มหนิงหรงจนเคยตัวจนลืมไปว่าบัดนี้ สถานะของหนิงหรงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“ฮึ..ปากดีขนาดนี้ไม่สั่งสอนไม่ได้แล้ว”หนิงหรงเบะปาก รังเกียจพ่อบ้าน ก่อนจะพึมพำ
“รนหาที่ตายถึงที่ แค้นที่เคยรังแกข้าจะชำระสะสางมันตอนนี้เลย”หนิงหนิงกล่าวขณะหรี่ตามองรถม้า
หนิงหรงกระซิบข้างหูเสี่ยวไป๋สั่งการก่อนจะหันไปกระซิบบอกเยี่ยนเฟย
คนขับรถม้า รับรู้ถึงสายตาที่จ้องมองมาด้วยความอาฆาตของคนทั้งบ้านก็อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ เพราะเหล่าองครักษ์ของหนิงหรงกำลังแผ่พลังกดดันท่าทางเหมือนจะฆ่าคนทว่าพ่อบ้านกลับยังลอยหน้าลอยตาไม่สนใจสิ่งใดทำตัวเย่อหยิ่งจองหองไม่ยอมลงจากรถม้า ทำตัวแส่หาเื่ตาย!
คนขับรถม้าได้แต่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก้มหน้าจรดอก นึกหวาดกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แม้ตนจะเป็แค่คนขับรถม้า แต่ยังมีลูกตามองออกมาสถานการณ์น่ากลัวเช่นนี้ควรหุบปากอยู่เงียบๆดีที่สุด
หนิงหรงะโ ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่พอใจพ่อบ้าน
“เ้าแอบอยู่บนรถม้าข้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเ้าเป็พ่อบ้านตัวจริง เดี๋ยวนี้พวกนักต้มตุ๋น เลียนแบบเสียงมีถมเถไปหากไม่ลงมา ข้าก็ไม่มีอะไรจะคุยด้วย หนำซ้ำยังจะไล่พวกเ้าไปให้พ้น...อย่าลืมว่าตอนนี้ข้ามีผู้คุ้มกันที่พร้อมจะเด็ดหัวคนตามคำสั่งข้า!”
“ครืด..”เสียงดาบถูกเคลื่อนออกจากฝักดังอย่างพร้อมเพียงข่มขวัญผู้มาเยือนทันที
พ่อบ้านขมวดคิ้ว ประหลาดใจ คนที่เคยอ่อนแอมาตลอดบัดนี้กลับกล้าขู่ฆ่าตนที่เป็ถึงพ่อบ้านของจวน พ่อบ้านที่พูดไม่กี่คำก็ทำให้สถานะของคุณหนูผู้นี้ตกต่ำอีกครั้งได้
แต่เมื่อพ่อบ้านพบว่าองครักษ์เ่าั้เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันพร้อมเด็ดหัวคนจึงทำให้พ่อบ้าน ต้องลดความจองหองลง เพราะองครักษ์ของหนิงหรง ล้วนเป็ยอดฝีมือจากวังหลวงพวกเขาไม่มีทางกลัวคนจากจวนแม่ทัพแน่นอน ดังนั้นพ่อบ้าน จึงต้องรีบลงจากรถม้าทันที
พ่อบ้าน คิดว่า หนิงหรง คงแค่พูดจาข่มขู่เท่านั้นจากนิสัยอ่อนแอขี้กลัวของนางจะกล้าสั่งฆ่าคนได้อย่างไร แม้หนิงหรงจะมีญาติเป็เชื้อพระวงศ์ แต่นางก็กลัวบิดาไม่รักไม่สน จนถึงขั้นรังเกียจไม่อยากเห็นหน้าจึงไม่กล้าใช้อำนาจจากสกุลของมารดามาปกป้องตนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นพ่อบ้านจึงเชื่อว่าแม้เวลานี้หนิงหรงจะได้รับความสำคัญขึ้นมาชั่วขณะเด็กขี้กลัวเช่นนี้จะกล้าสั่งฆ่าคนได้อย่างไร...
พ่อบ้านวัยหกสิบแต่ร่างกายยังหนุ่มแน่นเพราะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหก เขาสวมชุดผ้าไหมอย่างดีก้าวลงจากรถม้าโดยมีคนรับใช้คอยประคองประหนึ่งนายท่านเ้าบ้านผู้หนึ่ง ท่าทางยามก้าวเดิน ดูคอแข็ง เหย่อหยิ่งเหมือนตนนั้นสูงศักดิ์ สูงส่ง ขณะที่ผู้อื่นเป็แค่มดปลวก
“เสี่ยวเมิ่ง...เ้าดูท่าทางตาเฒ่านั่นสิ ปกติเห็นอยู่ต่อหน้า แม่ทัพหง ทำคอหดเป็เต่าแต่ตอนนี้ดันชูคอเป็ห่านเลย”หนิงหรงเอ่ยเสียงเบา นินทาตาเฒ่าพ่อบ้านด้วยความหมั่นไส้
เสี่ยวไป๋ที่แอบอยู่มุมหนึ่งของบ้านพลันแสยะยิ้มด้วยความชั่วร้าย มันฉวยโอกาสที่พ่อบ้านก้าวลงบันใดรถม้า พุ่งกระแทกขาจนพ่อบ้านสะดุดล้มกลิ้งตกบันใดรถม้า พ่อบ้านร้องโยหวนด้วยความใ
หนิงหรงกระตุกยิ้ม ด้วยความสะใจ ‘ปากไม่ดีก็ต้องโดนสั่งสอนเสียบ้าง’
ขณะที่พ่อบ้านกำลังใช้พลังยุทธเพื่อหยุดการล้มกลิ้งกลับถูกเท้าน้อยๆ ปกคลุมด้วยขนปุกปุยของเ้าเสี่ยวไป๋ ยันหลังพ่อบ้านถีบส่ง จนร่างม้วนอีกหลายตลบแรงถีบของเ้าเสี่ยวไป๋ทั้งรวดเร็วและรุนแรง จนพ่อบ้านไม่มีโอกาสได้ใช้พลังยุทธ
เหล่าคนใช้เห็นดังนั้นก็แตกตื่น ที่เห็นพ่อบ้านถูกระต่ายตนหนึ่งเล่นงาน
“สัตว์อสูร!”เหล่าข้ารับใช้ร้องด้วยความใ พากันวิ่งหาที่หลบ กลัวเ้ากระต่ายหันมาเล่นงานตนแทน
สัตว์อสูรเป็สิ่งมีชีวิตที่ร้ายกาจและทรงพลังผู้มีพลังยุทธระดับสูงถึงพอจะสู้มันได้ แม้สัตว์อสูรตัวนั้นจะมีระดับต่ำก็ตามเพราะสัตว์อสูรแข็งแกร่งกว่ามนุษย์
กระต่าย ที่ดันหันมายิ้มหวานอวดฟันแหลมคมในปาก พร้อมฉีกกระชากเนื้อกินทุกเมื่อ กรงเล็บของมันทั้งยาวทั้งแหลมคมสามารถแทงทะลุคุ์ได้อย่างง่ายดาย
“เหอะ... ก็แค่ตาเฒ่าไร้น้ำยาถึงกับกล้ามาทำตัวหยิ่งต่อหน้า เ้านายข้า”เสี่ยวไป๋กล่าวด้วยความสะใจ
มันเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว ะโไปนั่งบนตักหนิงหรงยักคิ้วหลิ่วตาให้อีกฝ่าย
‘เป็ไงฝีมือท่านเสี่ยวไป๋’
จนหนิงหรงอมยิ้มกลั้นขำ แล้วหยิบขนมป้อนให้มันเป็การชมเชย
เผอิญเยี่ยนเฟยยืนอยู่แถวนั้น เห็นตาเฒ่ากลิ้งเข้ามาทางที่หนิงหรงนั่งอยู่จึงใช้เท้าเหยียบร่างที่กำลังกลิ้งให้หยุดลงตรงหน้าหนิงหรงพอดี
“โอ้ย!”แต่ดูเหมือนจะใช้เท้าหยุดแรงไปหน่อย อีกฝ่ายจึงร้องลั่นด้วยความเ็ป
“สารเลว เอาเท้าออกไปเดี๋ยวนี้!”พ่อบ้านผู้หัวสูง ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา แผดเสียงด่าเยี่ยนเฟยที่ใช้เท้าเหยียบหลังตน
“เป็แค่ขี้ข้า ถึงกับกล้าขึ้นเสียงกับราชองครักษ์ของฮ่องเต้เชียวรึ”เยี่ยนเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำยกเท้าออกจากหลังพ่อบ้าน แต่ กระแทกปลายปลอกดาบลงบนหลังพ่อบ้าน ดัง“อั๊ก”ไปหนึ่งที จนอีกฝ่ายร้องโหยหวน
“ชั้นต่ำอย่างเ้าหมอบบนพื้นคุยกับคุณหนูข้าก็พอ อย่าเสนอหน้ามายืนค้ำหัวคุณหนูจะดีกว่า”เยี่ยนเฟยใช้ด้ามดาบตบแก้มอีกฝ่ายไปสองทีด้วยแรงที่ค่อนข้างมากจนอีกฝ่ายแก้มบวมช้ำทันที
พ่อบ้านพยายามฝืนลุกขึ้นแต่ถูกราชองครักษ์อีกคนใช้เท้ากระทืบเหยียบหลังของตนกดเอาไว้ หนำซ้ำยังถูกมัดมือไพล่หลัง
“ไหนดูสิพ่อบ้านคนเก่งที่มักมองข้าด้วยหางตาตอนนี้มีสภาพเช่นไร”
เสียงดังขึ้นเหนือหัวของพ่อบ้านเมื่อเขาเหลือบตาขึ้นมอง จึงพบว่าตรงหน้าเป็รองเท้าคู่หนึ่ง
ตอนนี้พ่อบ้านเพิ่งสำเหนียกได้ว่า...ตนกำลังถูกคนรุมเล่นงาน และคนที่เป็หัวโจกในครั้งนี้ ก็คือหงหนิงหรงผู้อ่อนแอ!
พ่อบ้านถึงกับหน้าซีดเมื่อหนิงหรงนั่งยองๆ เอียงคอมองมาที่ตน... แววตาของหงหนิงหรง ที่เคยดูอ่อนแอเต็มไปด้วยความหวาดหลัว เหมือนสัตว์ตัวเล็กที่ตื่นกลัวตลอดเวลาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยแววตาอาฆาต โเี้ ที่บ่งบอกว่าพร้อมฆ่าได้ทุกเมื่อ...
“ขี้ข้าอย่างเ้าทำตัวโอหังจนเคยชินจนลืมไปแล้วสินะ ว่าควรทำตัวอย่างไร เมื่ออยู่ต่อหน้าเ้านาย”หนิงหรงกล่าวขณะใช้มือจิกมวยผมของพ่อบ้าน กระชากหัวอีกฝ่ายให้เงยหน้าขึ้นมาให้สบตากับตน
พ่อบ้านเจ็บหนังหัวจนหน้าบิดเบี้ยวร้องโอ๊ยดังลั่น
“หากไม่ติดว่าต้องส่งเ้าคาบข่าวกลับไปข้าคงจะให้สัตว์อสูรเชือดคอเ้าไปแล้ว!”
พ่อบ้านกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น ที่ถูกหยามเกียรติทว่าทำอะไรไม่ได้เพราะถูกฝ่าเท้าของราชองครักษ์เหยียบหลังไว้จนขยับไม่ได้สองมือยังถูกมัดไพล่หลังไว้
“จุ๊ๆเ้าคิดเ้าแค้นเสียด้วย”เ้าเสี่ยวไป๋ทำเสียงกวนประสาท ขณะใช้กรงเล็บยาวคมของมัน กุมคอพ่อบ้านไว้มันบีบกรงเล็บเบาๆกรงเล็บก็จิ้มเนื้อลำคอของพ่อบ้านจนเืไหลหยด หากมันออกแรงอีกเล็กน้อยเล็บอันแหลมคมต้องทะลุคอแน่นอน
พ่อบ้านตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวไม่กล้ากัดฟันจ้องมองหนิงหรงด้วยความเคียดแค้นอีก บัดนี้มันรู้แล้วว่าหนิงหรงกำลังกุมชีวิตของมันเอาไว้! คนตรงหน้าไม่ใช่คนเดินอีกต่อไปนางกลายเป็ตัวอันตรายที่สามารถฆ่าตนได้เพียงแค่กระดิกนิ้ว!
“กลับไปบอก ท่านแม่ทัพข้าไม่อยากกลับจวน ที่มีขี้ข้าที่ปีนขึ้นมาเหยียบหัวเ้านายอย่างไม่เกรงใจยังมีแม่เลี้ยง และพี่ชาย ที่ทรมานข้า ทำร้ายร่างกาย และจิตใจข้า ทุกวีถีทางแม้แต่ของดูต่างหน้ามารดาข้าก็ถูกทำลายจนสิ้น!”หนิงหรงตะคอกใส่หูพ่อบ้านกระชากมวยผมอีกฝ่ายแรงๆ ด้วยโทสะ
“ข้าในเวลานี้ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาอำนาจของสกุลหง ที่ไม่เคยเห็นหัวข้ามาก่อนอยากได้ตัวข้ากลับตระกูลหรือ ฮึ ช่างน่าขัน สกุลหงเคยทำอะไรเพื่อข้าบ้าง....นอกจากทำให้ข้ามีชีวิตที่น่าอนาถแล้วก็ไม่เคยให้อะไรข้าอีก...
บอกเขาด้วยว่าดูแลลูกเมียตัวเองให้ดีก็แล้วกัน ตราบใดที่พวกเขาไม่มาวุ่นวายกับข้าอีกต่อไปข้าก็จะไม่ไปข้องแวะกับพวกเขา อย่าได้ลืมว่าข้าเกือบตายเพราะใคร! จะให้ข้ากลับไปอาศัยในจวนที่มีแต่พวกสารเลวนั่นเรอะ!”