“หลังจากที่ฉันทํางานร่วมกับพวกคุณมาตลอดปีนี่”โทนี่ตอบอย่างไม่สะดุ้งะเื “ฉันก็รู้จักวิธีที่จะต่อต้านพวกที่มาตามตื๊อขึ้นแยะเลยแปลกนะที่ไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อยกันเสียบ้างเลย”
“มีคนตื๊อคุณด้วยหรอ”บาร์เนย์ อีวานส์ เย้า
“นี่...ใครเป็คนเล่าเื่เควนทอลให้คุณฟังนะ โทนี่” ไทถาม
“อ้าว...ก็ผู้หญิงสวย ๆ คนที่เราพบกันที่สนามบินไงล่ะ คนผมสีบลอนด์ที่คุณสองคนไปก้อร่อก้อติกอยู่เมื่อวานตอนบ่ายน่ะฉันกับเขาคุยกันตอนที่รอเครื่องคุณเข้าอยู่ รู้สึกว่าคุ้นเคยกับหมอเควนทอลมากด้วยแล้วเขาก็คุ้นเคยติดต่อกับหมออยู่เหมือนกันเป็บางครั้งบางคราวเขาเล่าให้ฉันฟังว่านาน ๆ ครั้ง หมอเควนทอลถึงจะออกจากป่าพอออกมาก็จะบินตรงไปริโอเลย เขาก็เลยคิดว่าหมอคงจะต้องมีกิจการสําคัญอยู่ที่นั่นด้วย”
สีหน้าของบาร์เนย์บอกถึงความพิศวงขึ้นมาในทันใด
“ผู้หญิงที่สนามบินหรือที่คุณว่าน่ะ...เอ... ผมไม่รู้ว่า คนที่คุณพูดถึงนะคนไหนกันแน่”
“เออ...นั่นสิผมก็เหมือนกัน” ไทคล้อยตามขึ้นมาทันทีทันใด
“ก็คนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะสํานักงานวาริกไงเล่า”โทนี่มองเพื่อนร่วมทีมงานอย่างขัน ๆ ไม่อยากจาระไนให้ฟังด้วยซ้ำว่าเมื่อวานนี้เธอได้ยินเทพบุตรสองคนนี้พยายามนัดหมายกับสาวน้อยแห่งสํานักงานวาริกที่จะพบใหม่ในเดือนหน้า เมื่อคณะกลับออกจากป่าคืนสู่เมืองเมนอสอีกครั้งหลังจากการถ่ายทําภาพยนตร์สารคดีในป่าได้เสร็จสิ้นลง
ไทเม้มปากแสร้งทําเป็ใช้ความคิดอยู่
“อ๋อ...ใช่ผมพอจะนึกออกแล้วละว่าเมื่อวานนี้ได้เจอะเจอกับคนสวยเข้าคนหนึ่ง”
“ตอนที่เราเดินผ่านไป”บาร์เนย์คล้อยตามทันที แสร้งตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “แล้วคุณรู้อะไรจากคุณ...เอ้อ...คุณว่าเขาชื่ออะไรนะ”
ความขบขันกระจายอยู่ในดวงตาคู่สีเทาอ่อนโยนของโทนี่
“พ่อคุณฉันยังไม่ได้เอ่ยชื่อเขาเลยนะ” เธอตวัดเสียงใส่ให้
“น่ากลัวคุณอยากจะปิดไว้ไม่ยอมบอกให้เรารู้ละมัง”บาร์เนย์ว่า
“นั่นสิผมว่าจะต้องเป็ยังงั้นแน่เลย” ไทสอดขึ้นมาอีก “มีอะไรที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับหมอเควนทอลอีกบ้างล่ะ”
โทนี่เหลือบตาขึ้นมอง์ย่นจมูกใส่คนทั้งสอง
“เอ้อ...จะมีอะไร้เขาเล่าให้ฉันฟังว่า หมอเควนทอลน่ะเป็คนรูปร่างสง่างามมากสูงโปร่งผิวค่อนข้างคล้ำ แล้วก็ท่าทางอวดดี ท้าทายอย่างกับบาปแน่ะ เป็ผู้ชายแบบอเมริกาใต้เต็มตัวเลย”
“โธ่...โทนี่”ไทอุทธรณ์ “คุณก็รู้ว่าที่เรา้าจะรู้น่ะมันไม่ใช่เื่นั้นสักหน่อย”
“ก็แล้วพวกคุณอยากจะรู้อะไรมากกว่านี้อีกเล่า”แววในดวงตาของเธอบริสุทธิ์ไร้เดียงสานัก เมื่อถามคําถามนั้นออกไปแต่ก็ซุกซ่อนรอยยิ้มยั่วไว้ “อ๋อ...เขาบอกด้วยว่าหมอเควนทอลน่ะสูงประมาณสัก 6 ฟุตเห็นจะได้มีเชื้อสายอินเดียนอย่างเห็นได้ชัดเลย...”
“ช่างหัวอีตาหมอนั่นเถอะน่ะโทนี่” บาร์เนย์อย่างหมั่นไส้เต็มที่ “เราไม่ได้ตั้งใจจะคุยกันเื่หลุยส์ เควนทอล นะ”
“เอาเื่แม่สาวน้อยร้อยชั่งนั่นดีกว่า”ไทเร่งขึ้น ไม่อาจทําใจเย็นอีกต่อไปได้ “เล่าเื่พนักงานสาวสวยของวาริกให้เราฟังหน่อยสิ”
“เขาก็เล่าให้ฉันฟังว่าหมอน่ะเป็คนที่มีลักษณะของผู้ชายที่สามารถทําให้ผู้หญิงศิโรราบได้ทันตาเห็นเชียวละ”โทนี่กลับแสร้งทําเป็ไม่เข้าใจในคําเร่งเร้าของเพื่อนชาย ราวจะประกาศการท้าทายอยู่เป็นัย
“แต่ถ้ามีคุณอยู่ใกล้ละก็...”ไทพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ผมว่าเขานั่นแหละที่จะพลุ่งพล่านได้ไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกไอ้ตัวอะไรมันต่อยเอาผมเคยเห็นคุณทดลองความสามารถของตัวเองในเื่อย่างนี้มาหลายครั้งหลายหนแล้วนี่เอาละ คุณโทนี่ที่รัก...เล่าเื่ที่เราอยากรู้เสียทีได้แล้ว”
“คุณสองคนนี่น่ะปีศาจกามาแท้ๆ ทีเดียว” โทนี่ถอนหายใจ หมุนแหวนทองวงเล็ก ๆในนิ้วนางซ้ายเล่นอย่างไม่รู้ตัว “นี่ฉันจะต้องคอยตระเตรียมความสําราญไว้ให้พวกคุณทุกแห่งที่เราจะไปงั้นหรือ”
“ใช่สิในฐานะผู้กํากับ คุณต้องอํานวยความสุขให้เราอยู่แล้วโดยเฉพาะในฐานะที่คุณไม่ยอมเปิดตลาด...”
“เราจะเข้าไปซุกอยู่ในป่าโดยไม่เจอะเจอผู้หญิงเป็เดือนๆ ได้ยังไงกันเล่า”
“มันก็ไม่ถึงกับไม่มีผู้หญิงเสียทีเดียวหรอกน่า”โทนี่หัวเราะอย่างขบขัน ในคําอุทธรณ์ของสองเพื่อนหนุ่ม “ถึงยังไงคุณก็ยังมีฉันอีกคนไงเล่า”
“ก็อย่างที่ผมว่านั่นแหละ”ไทพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ความหมายมันก็เดียวกันอยู่ดี...ไม่ได้เจอะเจอผู้หญิงน่ะถูกต้องแล้ว”
“เอาละขอบใจในคําอภินันทนาการนั่นนะ” โทนี่พูดฝืน ๆแต่ในที่สุดก็อดยิ้มอย่างยอมแพ้ไม่ได้ ล้วงมือลงในกระเป๋าตรงอกเสื้อ ดึงกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่งออกมา “เอ้า...นี่ไงล่ะชื่อเขา...พร้อมเบอร์โทรศัพท์แล้วก็หมายเลขอื่น ๆ ตาม้า เขามีเพื่อนด้วยนะ นัยว่า สวยหมดเชียวละแล้วเขาก็คิดว่าคุณทั้งสองคนน่ะน่าสนใจมาก อ่อนหวานช่างเอาใจพูดปอร์ตุเกสเป็บ้างไม่เป็บ้างก็ยังพยายายามจีบอยู่ดีเออ...แล้วคุณเห็นหรือเปล่าว่า บนโต๊ะเขาน่ะมีป้ายเขียนบอกไว้ว่าเขาพดได้ 7ภาษา...นี่คุณไม่เคยเห็นกันเลยจริง ๆ น่ะหรือ”
“ไม่หรอก” บาร์เนย์ตอบ
“ก็เรามัวแต่มองเขาอยู่น่ะ”ไทอธิบาย
“คุณสองคนนี่เหลือเกินจริงๆ” โทนี่ถอนหายใจ
บาร์เนย์ตบไหล่เธออย่างสนิทสนม
“พูดว่าคุณสองคนไม่ถูกหรอกต้องบอกว่าเราสามคนเพื่อนตายถึงจะถูก”
“อีกไม่นานก็คงจะเป็สี่หรอก”โทนี่พูดราวจะตั้งข้อสังเกต พร้อมกับเพื่อนไปมองแนวตลิ่งที่สูงชันอันเป็ที่ตั้งของตัวเมืองเมนอส ซึ่งดูออกจะเป็เมืองที่พิเศษสุดจริง ๆเมื่อมาตั้งอยู่ราวกลางป่าเช่นนี้ มีแม่น้ำชื่อว่าริโอนิโกรแยกสาขามาจากอเมซอนไหลผ่านเป็เมืองที่บอกให้รู้ถึงความเจริญมีความร่ำรวยเป็องค์ประกอบมีสถาปัตยกรรมแบบสมัยเก่าตั้งอยู่สองฟากฝั่งลําน้ำ ขณะนี้ใกล้จะถึงฤดูแล้งเต็มที่สายน้ำในแม่น้ำริโอ นิโกร ออกจะตื้นเขินต่ำกว่าระดับน้ำปกติถึง 50 หรือ 60 ฟุตด้วยซ้ำและมีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่อยู่ทั้งสองฟาก
“รู้สึกว่ากาเซียร์พยายามจะมาให้ถึงในนาทีสุดท้ายจริงๆ นะ” ไท คริสโฮล์ม ออกจะกลัดกลุ้มใจเพราะเขาไม่ค่อยชอบเ้าหน้าที่บราซิล ซึ่งเป็ผู้ประสานงานกับกองถ่ายผู้นี้นัก “ผมไม่สนหรอกว่าตําแหน่งเขาจะเป็อะไร เลขารัฐมนตรีหรือที่ปรึกษาพิเศษอะไรก็ตามแต่เถอะรู้สึกมันเ้าเล่ห์ยังไงก็ไม่รู้”
“โธ่...เขาไม่เลวเกินไปนักหรอกน่า”โทนี่พยายามปลอบใจเพื่อน “ลองคิดดูสิเขาก็เป็เ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่แล้วแต่ก็ยังอุตส่าห์ติดต่อพร้อมกับช่วยนําทางเราไปหาหมอเควนทอลด้วยตัวเอง แล้วจะเอายังไงอีกเล่า...รู้ไหม...ก็กาเซียร์คนนี้แหละที่ช่วยต่อรองกับคุณหมอจนเราได้พักอยู่กับเขาตั้งเดือนแน่ะ ถ้าไม่เป็เพราะเขามีความสัมพันธ์กันละก็รับรองว่าไม่สําเร็จหรอก”
“ทําไมเขาเป็ญาติกันอย่างนั้นรึ...ถ้างั้น ผมก็พอจะรู้แล้วละว่าทําไมตัวเองถึงได้ไม่ชอบเควนทอล”
“เขาดองกันทางเขยไงล่ะ”โทนี่อรรถาธิบายเพราะเธอเองก็เพิ่งรู้เื่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสองเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เอง “ฉันพอจะรู้ว่าดิโอโกกาเซียร์ คงจะต้องแต่งงานกับพี่สาวหรือน้องสาวของหมอเควนทอลเขามีพี่น้องผู้หญิงตั้ง 6 คนแน่ะ ฉันไปค้นประวัติเจอเข้าในห้องสมุดตอนที่ศึกษาโยงใยของตระกูลเควนทอล มีคนหนึ่งเป็เ้าของสวนยางด้วยนะ น่าสนใจมาก”
“ผมนึกไม่ออกว่าคุณจะเอาเวลาตอนไหนไปห้องสมุด” บาร์เนย์กวาดสายตาไปรอบ ๆกองสัมภาระ “คุณคงซื้อทุกอย่างเลยสินะ นอกจากหมวกเฮลเมท”
“ก็ในแถบอเมซอนใครเขาสวมหมวกเฮลเมทกันเล่า”โทนี่พูดยิ้ม ๆ “ยิ่งกว่านั้นเขาก็ไม่ได้ทําหมวกชนิดนี้ไว้ให้พวกเราสวมหรอกถึงจะพวกอินเดียนในแถบอเมซอนนี้ก็เถอะ”
“นึกไม่ออกเหมือนกันนะโทนี่ว่าคุณเอาเวลาตอนไหนออกสํารวจพื้นที่” ไทว่า “เพราะที่คุณเล่าให้เราฟังเื่ไปดูโอเปร่าในเมนอส...มันออกจะ...”
“คุณพระช่วย”บาร์เนย์อุทานเสียงเบา “นั่นกาเซียร์นี่เฮ้...เขาใส่หมวกเฮลเมทจริง ๆ ด้วยล่ะ”
อาณาจักรที่เรียกขานกันว่า “เควนทอล คอมปาวด์” นั้นถ้าจะให้เดินทางไปถึงที่นั่นโดยเครื่องบินก็ต้องใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแต่ทว่ามันเป็หนึ่งชั่วโมงสําหรับเครื่องบินที่บรรทุกสินค้าเสบียงกรังเท่านั้นดูราวกับมีมนุษย์น้อยคนนักที่จะผ่านเข้ามาในป่าดงแถบนี้เบื้องล่างคือความเขียวเข้มของป่าไม้ซึ่งทอดตัวยาวราวจะหาที่สิ้นสุดมิได้ที่เห็นเป็ราวริบบิ้นสีเงินทอดตัวคดเคี้ยวไปด้านโน้นบ้างด้านนี้บ้างคือลำน้ำสายต่าง ๆ ซึ่งหล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินแห่งนี้ของโลกไว้กล่าวกันว่ามันมีมากกว่า 11,000 สายและนับว่าเป็แหล่งน้ำอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและสายน้ำแต่ละสายนั้นต่างก็มีสีสันของตัวมันเอง บ้างก็มีสีฟ้า สีเขียวอมฟ้า สีเทาสีสันที่แปรเปลี่ยนแตกต่างกันออกไปบอกให้รู้ถึงสภาพภูมิประเทศและเนื้อดินในแถบนั้นและเป็การง่ายที่จะแยกสายน้ำต่าง ๆ เหล่านี้ออกจากอเมซอนซึ่งเป็สีเหลืองขุ่นข้นด้วยโคลนตม