นางจ้าวเห็นว่าพวกเขารู้จักกันจึงกล่าวกับเย่ชิงชิงว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเสี่ยงทายตรงนั้นก่อนนะเกาเฟิงรำคาญเสียงดัง เขาคงไม่ไปด้วย ให้อยู่กับแม่นางชิงแล้วกัน”
ทำไมต้องอยู่ด้วยกัน?เผยฉางสี่มองพวกเขาอย่างสงสัย เกาเฟิงผู้นี้นางย่อมรู้จักเพราะเคยทานข้าวร่วมโต๊ะกันมาแล้วหลายครั้งป้าใหญ่ผู้นี้เมื่อครู่ก็จูงมือชิงชิงอยู่ด้วย...
“ข้าไม่อยู่กับนางหรอก” เกาเฟิงชายตามองเย่ชิงชิงและเผยรุ่นจือที่อยู่ไกลออกไปเขาประคองมารดาของตนแล้วเอ่ยว่า “พวกเราไปกันเถิด”
เย่ชิงชิงรีบโบกมือลา“ลาก่อน”
นางจ้าวมองบุตรชายอย่างจนใจแต่ก็ไม่พูดอะไร ทำได้เพียงเดินไปกับเกาเฟิง
เผยฉางสี่เดินกลับไปยืนข้างฮูหยินใหญ่สกุลเผยแล้วเอ่ยว่า “ท่านป้าเจ้าคะข้าขอไปเล่นกับชิงชิงก่อนได้หรือไม่?”
ฮูหยินใหญ่ส่ายหน้านางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้านิสัยเช่นนี้จะปล่อยให้อยู่คนเดียวได้อย่างไรต้องให้รุ่นจือตามไปด้วยถึงจะถูก พอดีข้าจะไปพบพระอาจารย์ฮุ่ยเจิงไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้าตามไปหรอก”
“ในวัดจะมีอะไรให้เล่นสนุกกันเล่า?” เย่ชิงชิงมองเผยฉางสี่อย่างไม่เข้าใจ
ฮูหยินใหญ่หัวเราะ“แม่นางชิงช่างสุขุมนัก ดูสี่เอ๋อร์ของเราสิไม่รู้จักสำรวมเอาแต่เล่นสนุก”
เผยฉางสี่เบะปากน้อยใจในวัดจะไม่มีเรื่องให้เล่นสนุกได้อย่างไร!
ฮูหยินใหญ่กำชับบางอย่างแล้วก็พาบ่าวรับใช้เดินนำไปก่อนทิ้งให้พี่น้องเผยรุ่นจืออยู่กับเว่ยชิ่งและชุนเสวี่ย
“คุณหนู แม่นางชิงเจ้าคะข้าได้ยินมาว่าที่หลังอารามชิงหัวมีป่าไผ่แห่งหนึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักกวีและนักปราชญ์ ลองไปชมดูหน่อยหรือไม่?” ชุนเสวี่ยเสนอแนะ
เผยฉางสี่ยินดีเป็นอย่างยิ่งเย่ชิงชิงไม่ได้แสดงออกว่าเห็นด้วยหรือปฏิเสธ แค่เดินเล่นไปเรื่อยๆ
เผยรุ่นจือที่เงียบมาตลอดเดินตามหลังมาห่างเพียงหนึ่งก้าวแล้วกระซิบเบาๆ ข้างหลังเย่ชิงชิง “เสี่ยวชิงชิงเมื่อครู่ข้าเห็นนะ”
ฮะ?เย่ชิงชิงหันหน้าไปเล็กน้อยทำไมทุกคนถึงชอบแอบกระซิบข้างหลังนางกันนะ?
“ท่านเห็นอะไร?”
“เห็นเจ้าถูกผู้อื่นจ้องมอง”
เย่ชิงชิงไม่เข้าใจความหมายของเขาเลยแม้แต่น้อยแต่เผยรุ่นจือกลับหันหน้าหนีและไม่สนใจนางอีก
“บังเอิญข้าก็จ้องมองอยู่เหมือนกัน” เขากล่าว
ช่างเป็นมนุษย์ที่ยากจะเข้าใจเย่ชิงชิงยักไหล่ เร่งฝีเท้ารีบตามเผยฉางสี่ไป
……….
หลังจากวันที่สิบห้าผ่านพ้นเทศกาลบวงสรวงเทพเจ้าไปแล้วก็ได้เวลาลงมือปรับปรุงที่ดินที่เพิ่งซื้อมาใหม่ที่ดินสิบกว่าหมู่มีครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีใครเพาะปลูกต้องใช้แรงกายอย่างหนักในการฟื้นฟู
เหล่าคนงานประจำหลายคนมาร่วมแสดงความยินดีในตอนเช้าตรู่“ขอแสดงความยินดีกับซูเหนียงจื่อที่ได้ที่ดินดีเพิ่มขึ้นนะขอรับฮ่าฮ่าฮ่า...”
จินหยวนหัวเราะพลางถูมือแล้วเข้าเรื่องทันที “ไม่ทราบว่าเมื่อมีที่ดินเพิ่มขึ้นอีกสิบกว่าหมู่แล้วยังต้องการคนงานเพิ่มหรือไม่ขอรับ? พอดีข้ามีน้องชายที่กำลังว่างงานอยู่ที่บ้านอีก!”
เย่จื้อเฟิงเพิ่งจะบรรทุกของเสร็จเขาก้าวไปข้างหน้าแล้วโบกมือ “ที่ดินไม่มากไม่กล้าจ้างคนเพิ่มแล้วละ”
จินหยวนเก็บรอยยิ้มทันที“ไม่ใช่แล้ว...น้องเย่ ที่ดินมากมายขนาดนี้ไม่จ้างคนเพิ่มหรือ?จะให้พวกเราเจ็ดคนช่วยกันดูแลหมดเลยอย่างนั้นหรือ?”
“ทำแบบนั้นจะไหวหรือ ยังมีงานบนเขาอีกนะ ไม่ไหวหรอก!”
“นั่นสิ คิดว่าพวกเราเป็นคนเหล็กหรือไร?” คนอื่นก็พากันพูดเสริม
เย่จื้อเฟิงกวาดสายตามองทั้งห้าคนที่อยู่ตรงหน้าจึงเข้าใจเจตนาของพวกเขา เขายกคิ้วขึ้น “ทำไมถึงทำไม่ไหวเล่า?”
ผู้ที่เคยปลูกไม้ผลต่างรู้ดีแค่กล้าไม้หยั่งรากและรอดชีวิตได้ ก็แทบไม่ต้องดูแลอะไรมากนัก จะว่าไปแล้วภูเขาเล็กๆ หนึ่งลูก การดูแลเพียงคนเดียวหรือสองคนก็เพียงพอ ยิ่งกว่านั้นที่ดินเดิมสามหมู่ของพวกเขา หยางหลิ่วดูแลคนเดียวก็ยังเหลือเวลาว่างแถมบางครั้งหยางหลิ่วยังลงมาช่วยงานในลานบ้านด้วย
แต่เดิมตอนที่บุกเบิกที่ดินบนเขาปลูกต้นไม้และรดน้ำ นางซูเห็นว่างานเยอะเกินไปจึงจ้างคนเจ็ดคนรวดเดียวแต่หลังจากนั้นทุกคนก็ว่างงาน นางซูเองก็ไม่กล้าปลดออกจากงาน
สำหรับชาวนาธรรมดาในหมู่บ้านเถียนซินแต่ละครอบครัวมีที่ดินห้าหกหมู่ สองสามีภรรยาทำงานกันได้ไม่มีปัญหาซึ่งในจำนวนนี้ภรรยาต้องดูแลงานจุกจิกในบ้านด้วยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจึงเป็นคนดูแลที่ดิน
ส่วนคนงานประจำเหล่านี้มาทำงานในตอนเช้า กลับบ้านไปกินข้าวกลางวัน แล้วกลับมาทำงานอีกครั้งในช่วงบ่ายโมงพวกเขาทำงานแบบสบายๆ และขี้เกียจจนเป็นนิสัยห้าหกคนดูแลที่ดินสิบกว่าหมู่ไม่ได้เลยหรือ?
“น้องเย่ พวกเจ้าทำเช่นนี้ไม่ยุติธรรมเลยนะตอนแรกเชิญพวกเรามาก็บอกว่าจะให้ดูแลสวนผลไม้” จินหยวนนั่งลงบนก้อนหินแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้กลับเพิ่มที่ดินเข้ามาอีก ข้าไม่ทำแล้ว”
ไม่ทำแล้ว?นางซูที่อยู่ข้างๆ เดินเข้ามาถาม “เช่นนั้นเจ้าบอกมาสิว่าตอนนี้สวนผลไม้มีงานอะไรที่ต้องทำอีกบ้าง?”
จินหยวนกับคนอื่นๆมองหน้ากัน แล้วเบิกตากว้าง “ใส่ปุ๋ยอย่างไรเล่าขอรับไม่ใส่ปุ๋ยจะโตเร็วได้อย่างไร!”
นางซูถามอีก“งานนี้ต้องใช้งานทั้งหมดกี่คน? ทั้งเจ็ดคนเลยหรือ?”
“ซูเหนียงจื่อ ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” จินหยวนยืนขึ้นแล้วเอ่ยเสียงดัง“พวกเราไม่ได้แค่ดูแลสวนผลไม้ในแต่ละวันเท่านั้นไหที่ใส่ของกินทั้งหลายของท่าน ใครเป็นคนช่วยท่านขนกันเล่า!”
ทุกบ่ายหญิงชาวบ้านหลายคนจะมาช่วยเตรียมอาหารและบรรจุลงไหและในตอนเย็นคนงานประจำจะช่วยขนส่งและตรวจนับจำนวนให้นางซูเพื่อเตรียมพร้อมให้ห้างร้านไท่หรานขนไปในเช้าวันรุ่งขึ้น
นางซูเชื่อว่านางปฏิบัติต่อพวกเขาดีพอแล้วแม้พวกเขาจะกลับมาสายหลังจากพักเที่ยง นางก็ไม่เคยบ่นสักคำไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พวกเขาชอบรวมตัวกันดื่มสุราและยังแอบรื้อเนื้อตุ๋นหม้อดินกินอีก...
พี่เจียงเป็นคนซื่อตรงนางเคยบอกนางซูหลายครั้งแล้ว หากปฏิบัติต่อพวกเขาดีเกินไปคนพวกนี้จะไม่สำนึกบุญคุณ แต่จะยิ่งได้ใจและกระทำเรื่องที่เกินเลยมากขึ้นไปอีก