ตอนที่2 สินค้าพิเศษ
โจวหนิงอันเดินทางกลับหอพักโดยไม่รู้ตัวสักนิดว่ามีกลุ่มคนเข้ามาสำรวจภายในห้องพักหรูจำนวนสองกลุ่ม
กลุ่มแรกมีชายหนุ่มใส่แว่นตาท่าทางจริงจังเป็หัวหน้าเขามาพร้อมบอดี้การ์ดสี่คนเข้ามาตรวจสอบหญิงสาวนิรนามตามคำสั่งเ้านายพอไม่พบร่างของโจวหนิงอัน ชายใส่แว่นตาแสดงท่าทีผิดหวัง ก่อนสั่งบอดี้การ์ดให้ไปค้นหาหญิงสาวผ่านกล้องวงจรปิดของโรงแรมทันที
ส่วนอีกกลุ่มเป็ชายฉกรรจ์สองคนในชุดสีดำสวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้า ทั้งคู่เข้ามาทางประตูระเบียงหลังห้องพัก แล้วไปค้นหาตำแหน่งเคยซ่อนกล่องใส่แว่นตาพกพาไว้มีชายคนหนึ่งชี้ให้เพื่อนมองตำแหน่งเก้าอี้ใกล้ภาพแขวน ก่อนเขย่งเท้าควานหาบางสิ่งข้างหลังภาพพอไม่พบสิ่งของ้า ต่างเงื้อมือจะชกต่อยกันเอง แต่สุดท้ายชี้นิ้วด่ากันไร้สุ้มเสียงแล้วแยกย้ายค้นหาสิ่งของยังตำแหน่งอื่นจนทั่วห้องพอไม่พบจึงพากันหลบหนีออกไปทางเดิม
ด้านโจวหนิงอันลากสังขารบอบช้ำกลับหอพักด้วยความอ่อนล้าเธออาบน้ำลวก ๆ แล้วหลับไปทั้งที่ผมยาวเพิ่งสระยังเปียกอยู่ ก่อนตื่นขึ้นมาเพราะนาฬิกาปลุกแผดเสียงดังลั่น
“อื้อ.....เช้าแล้วเหรอเนี่ย”
หญิงสาวพึมพำบิดี้เีพลางรีบปิดเปลือกตาอีกครั้งเพราะแสงอาทิตย์ส่องมาแยงตาพอดีพองัวเงียลุกขึ้นนั่งเปิดเปลือกตาอีกครั้งพลันตกตะลึงตัวแข็งทื่ออย่างไม่เชื่อสายตาด้วยเห็นสิ่งของเครื่องใช้ภายในห้องทุกชิ้น รวมทั้งชุดนอนของตนมีรัศมีหลากสีแผ่ออกมาทว่ามีหลายสิ่งไร้สี หลายชิ้นมีสีขาว ส่วนสีชมพูมีนับชิ้นได้ มีเพียงห่อผ้าเช็ดหน้าบรรจุกล่องใส่แว่นตาซึ่งวางอยู่บนโต๊ะพับบนพื้นห้องเปล่งรัศมีสีเขียวพลางหัวใจเต้นแรงอย่างมีความหวังทันที แล้วถามตัวเองอย่างไม่แน่ใจว่า
“นั่นมัน.....มันยังเป็เหมือนเดิมเลยของใช้ในห้องฉันมีแต่ราคาถูก ๆ ถ้าอันไหนราคาไม่ถึงหนึ่งหยวนก็จะไม่มีสีอันไหนไม่เกินสิบหยวนมีสีขาว อันไหนไม่เกินร้อยหยวนมีสีชมพู แต่.....แต่อันนั้นมันเป็สีเขียวแล้วมันจะมีราคาเท่าไหร่ล่ะ”
โจวหนิงอันชี้นิ้วสั่นระริกตรงไปยังห่อผ้าดังกล่าวพลางคาดเดาราคากล่องแว่นตาพกพาได้คร่าว ๆ โดยพบว่าน่าจะมีราคาหลายแสนหยวนเธอไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองนัก แต่รัศมีสีเขียวที่แผ่ออกมานั้นไม่อาจปฏิเสธได้
หญิงสาวหันขวับมองผนังห้องติดเตียงนอนทันทีพลางเหลือบเห็นปฏิทินกากบาทวันที่ถึงเมื่อวาน ขณะวันนี้เป็วันที่ยี่สิบเก้าเดือนมกราคม ปีคริสต์ศักราชสองพันสิบสี่เธอพึมพำด้วยไม่แน่ใจว่าร้านรับซื้อสินค้าโบราณวัตถุจะเปิดให้บริการหรือไม่เนื่องจากเป็่ตรุษจีนพอดี
“ไม่ลองก็ไม่รู้เผื่อยังมีบางร้านเปิดทำการอยู่ ไม่งั้นวันนี้จะหาเงินที่ไหนไปให้แม่ล่ะ”
สุดท้ายหญิงสาวตัดสินใจลุกจากเตียงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะต้องหาทางช่วยเหลือแม่ให้ทันเวลาพลางลงจากเตียงโดยไม่สนใจอาการเจ็บแปล๊บเนินสาวซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเนื่องจากมีเื่สำคัญต้องใส่ใจมากกว่านี้
ครั้นอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยโดยไม่ได้พิจารณารูปร่างหน้าตาตนเองมากนักเธอลงไปรอรถเมล์อยู่หน้าหอพักอันพลุกพล่าน เนื่องจากวันนี้ผู้คนต่างออกมาจับจ่ายซื้อของเตรียมไหว้ใน่ตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่
โจวหนิงอันกวาดตามองผู้คนรอบตัวด้วยรอยยิ้มขมขื่นพลางพึมพำปลอบใจตัวเองว่า
“ไม่เป็ไรหรอกน่ามันก็เป็แค่วันจ่ายเอง พวกเขากำลังเตรียมตัวฉลองปีใหม่ฉันก็กำลังหาเงินช่วยแม่อยู่นี่ไง”
หญิงสาวยังคงมองโลกในแง่ดีพลางคิดปลอบใจว่าตนยังมีแม่เป็ครอบครัวเหลืออยู่อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็เด็กกำพร้าเหมือนคนอื่น ก่อนรีบผุดลุกขึ้นยืนเมื่อทอดตาเห็นรถเมล์หมายเลข้ากำลังแล่นเข้ามาใกล้สถานี
โจวหนิงอันไม่รู้ตัวสักนิดว่ามีบางคนกำลังแอบติดตามเธออยู่ห่างๆ เธอกำลังลุ้นแค่ให้ร้านรับซื้อโบราณวัตถุในย่านสำคัญยังมีร้านเปิดให้บริการเท่านั้น
ด้านชายหนุ่มใส่แว่นตานั่งอยู่เบาะหลังรถยนต์โดยมีสองบอดี้การ์ดทำหน้าที่ขับรถและนั่งคู่คนขับ ชายนั่งคู่คนขับเอี้ยวตัวกลับไปถามชายหนุ่มใส่แว่นตาซึ่งมีท่าทางผ่อนคลายมากกว่าเมื่อคืนว่า
“เลขาซ้ายคนของเราส่งประวัติคุณผู้หญิงคนนั้นเข้ามือถือคุณแล้ว พวกเรายังต้องตามเธออีกอยู่ไหมครับ”
“ตามสิ.....เ้านายสั่งมาว่าให้สืบเื่ชีวิตประจำวันด้วย”
หลงคุนหรือเลขานุการซ้ายเด็กกำพร้าของตระกูลหลงเงยหน้าตอบบอดี้การ์ด พลางเปิดดูข้อมูลจากโทรศัพท์ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนกดส่งต่อไปยังที่อยู่หนึ่งซึ่งมีเพียงไม่กี่คนล่วงรู้ที่อยู่อีเมลของเ้านาย
บอดี้การ์ดกำลังจะอ้าปากถามหลงคุนอีกครั้งแต่ถูกอีกฝ่ายพูดดักคออย่างรู้เท่าทันว่า
“ไม่ต้องถามว่าให้ตามไปถึงเมื่อไหร่ถ้าเ้านายอยากยกเลิกก็คงบอกพวกเราเอง”
บอดี้การ์ดหุบปากแว่บหนึ่งแล้วอ้าปากถามใหม่ในเื่อยากรู้มากกว่าเื่ก่อนหน้าว่า
“ขอถามสักข้อเถอะครับเลขาซ้ายถ้าคุณผู้หญิงคนนั้นมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น พวกเราต้องเข้าไปช่วยไหม”
คราวนี้หลงคุนขมวดคิ้วทันทีเพราะไม่ได้นึกถึงประเด็นนี้พลางตอบบอดี้การ์ดรู้ใจตามประสบการณ์เคยติดตามเ้านายหนุ่มว่า “คิดว่าไม่เ้านายคงแค่อยากรู้ชีวิตของเธอมากกว่า”
จากนั้นบอดี้การ์ดไม่ได้ถามอะไรหลงคุนอีกพวกเขารีบขับรถยนต์หรูสีดำติดตามรถเมล์ไปห่าง ๆ โดยไม่ยอมให้คลาดสายตากระทั่งเห็นเธอเดินลงจากรถเมล์เมื่อถึงแหล่งซื้อขายโบราณวัตถุแถบนอกเมืองอันเงียบเหงาเนื่องจาก่นี้ร้านค้าต่างปิดให้บริการเป็ส่วนใหญ่ ด้วยกำลังเตรียมตัวฉลองเทศกาลตรุษจีนนั่นเอง
ฝั่งโจวหนิงอันเมื่อลงจากรถเมล์เธอกวาดตามองหาร้านซื้อขายโบราณวัตถุยังเปิดอยู่ พลางทอดตาเห็นร้านเล็ก ๆ ร้านหนึ่งอยู่ท้ายตลาดกำลังตกแต่งหน้าร้านด้วยโคมไฟสีแดงอยู่พลางรีบเดินตรงไปหาอย่างมีความหวังทันที
เมื่อถึงหน้าร้านเก่าแก่ขนาดเล็กคูหาเดียวเธอเหลือบเห็นชายชราในชุดเสื้อถังจวงสีแดงแขนยาวกำลังหมุนตัวยกเก้าอี้เดินกลับเข้าไปในร้านจึงผลุนผลันเข้าไปถามพร้อมยื่นสิ่งของในฝ่ามือให้ดูทันทีว่า
“เถ้าแก่คะ เถ้าแก่ช่วยดูของนี่ให้หนูหน่อยค่ะมันน่าจะขายได้เท่าไหร่เหรอคะ”
ชายชราเหออี้ผู้เป็ปรมาจารย์เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุและอัญมณีล้ำค่าพลันชะงักฝีเท้าแล้วหมุนตัวกลับมาสำรวจลูกค้าหญิง ด้วยไม่คิดว่าจะมีคนสนใจสินค้าร้านตนในเวลานี้ทว่าพอเหลือบเห็นบางสิ่งในฝ่ามือของหญิงสาวพลันตาโตเป็ประกายแว่บหนึ่งแล้วถามด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า
“นั่นมันกล่องใส่แว่นตานี่แม่หนูได้มันมาจากที่ไหนเหรอ”
โจวหนิงอันชะงักครู่หนึ่งเพราะลืมคิดไปว่าสภาพตนไม่น่าจะมีของล้ำค่าไว้จึงสบตาชายชราพร้อมตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า
“นี่เป็สมบัติของพ่อหนูเหลือไว้ให้ค่ะตอนนี้หนูกำลังหางานทำแต่ไม่มีเงินไปจ่ายค่าหอพัก ก็เลยจำเป็เอามันมาขายนี่แหละค่ะเถ้าแก่ช่วยประเมินราคาให้หนูที หนูขอร้องล่ะ”
หญิงสาวจำเป็ต้องโกหกคำโตเพราะไม่สามารถบอกที่มาของมันได้พลางเข้าใจได้ถึงความลำบากใจของชายชรา ด้วยตระหนักว่าเขาคงไม่อยากรับซื้อของโจรแน่นอน
ชายชรากวาดตาสำรวจหญิงสาวผมยาวสวมแว่นตาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทรงล้าสมัย แตกต่างจากหญิงสาวยุคนี้ ทว่าเสื้อผ้ากลับดูสะอาดตาและมีกลิ่นหอมของน้ำยาซักผ้าโชยออกมาจางๆ ทั้งยังมีกิริยาสุภาพนอบน้อม พลางขมวดคิ้วไตร่ตรองบางอย่างก่อนตัดสินใจตอบว่า
“เอาเถอะ เข้ามาก่อนสิแม่หนูให้ฉันประเมินสินค้าก่อนแล้วกัน”
สุดท้ายชายชราเหออี้เลือกเชื่อสัญชาตญาณตนเองทั้งสังหรณ์ใจว่าอาจพบสินค้าพิเศษกว่าทุกชิ้นที่เคยมีในร้าน
จากนั้นชายชราเดินนำลูกค้าสาวตรงไปยังโต๊ะทำงานด้านในร้านเขาหัวใจเต้นแรงอยากตรวจสอบเพราะเหลือบเห็นลวดลายคุ้นตาปรากฏอยู่บนกล่องโลหะขนาดเล็กจึงอยากรู้ว่าจะใช่อย่างที่คิดหรือไม่ ประการสำคัญยังััได้ถึงกลิ่นอายของโบราณแท้จริงไม่ใช่สินค้าลอกเลียนแบบแน่นอน
โจวหนิงอันกำลังจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปในร้านตามหลังชายชราพลันชะงักฝีเท้าแล้วกวาดตามองรอบตัวด้วยตาเป็ประกายทันใด เนื่องจากสายตามองเห็นรัศมีจากโบราณวัตถุประเภทต่างๆ ภายในร้านเป็สีแสด สีเหลือง สีเขียว และสีน้ำเงิน มีเพียงไม่กี่ชิ้นเป็สีขาวและสีชมพูจึงเผลอยิ้มมั่นใจในทักษะลับ ทั้งคิดว่าตนมีโชควาสนาเข้าร้านเหมาะสมแล้ว
“สายตาฉันประเมินพวกมันได้จริงๆ ด้วย ฉันไม่ได้ฝันไปแน่เลย” หญิงสาวพึมพำมั่นใจ
ชายชราเรียกลูกค้าสาวอีกครั้งเมื่อเห็นหยุดยืนอยู่หน้าร้านทั้งยังกวาดตามองโบราณวัตถุภายในร้านด้วยตาเป็ประกายเหมือนคนล่วงรู้ราคาสินค้าพลางหรี่ตาพิจารณาท่าทางประหลาดดังกล่าว แล้วกวักมือเรียกให้เข้ามาเจรจาต่อกันด้านในว่า
“มานี่สิแม่หนู”
“ค่ะ” โจวหนิงอันขานรับอย่างกระตือรือร้น
เมื่อทั้งสองคนนั่งประจันหน้ากันบนโต๊ะทำงานสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่โดยมีอุปกรณ์หลากชนิดวางอยู่มุมขวาล่างฝั่งชายชรา เขาหยิบแว่นขยายมาส่องตรวจสอบลวดลายของกล่องใส่แว่นตาพกพาพลางพยักหน้าพอใจเป็ระยะ
โจวหนิงอันนั่งเงียบเข้าใจชายชราเพราะเห็นว่าเขากำลังตรวจสอบอย่างมีสมาธิพลางกวาดตามองรอบห้องโถงขนาดเล็กซึ่งคั่นระหว่างหน้าร้านที่มีชั้นวางโบราณวัตถุประเภทต่างๆ ส่วนอีกฟากมีมู่ลี่กั้นไว้ พลางขมวดคิ้วเพราะมองเห็นเงาของใครบางคนนั่งอยู่ด้านใน
หญิงสาวหันกลับมาให้ความสนใจชายชราต่อทว่าเหลือบเห็นบางสิ่งแตกหักหลายชิ้นวางอยู่ในถาดเล็กบนโต๊ะติดผนังห้องพลันตาโตยิ่งกว่าเดิมเพราะมีรัศมีสีครามแผ่ออกมา ด้วยคาดเดาว่าเศษกาน้ำชาโบราณน่าจะมีราคาราวร้อยล้านหยวนพลางนั่งนิ่งตกตะลึงโดยไม่รู้ว่าชายชราเงยหน้าจ้องมองเธออยู่
“เป็อะไรล่ะนั่นแม่หนู”เหออี้ถามลูกค้าสาวด้วยความสงสัยในท่าทีแปลกประหลาด
“ปะ.....เปล่าค่ะเถ้าแก่คะ ตกลงว่าหนูจะขายมันได้เท่าไหร่เหรอคะ”
“เดี๋ยวก่อนนะฉันต้องตรวจสอบด้านในด้วย” ชายชราวางแว่นขยายลงแล้วตอบตามจริง