เมื่อจื่อห่าวได้ยินก็รีบวิ่งหนีออกไปทันที เขาไม่กลัวปู่เขาในเมื่อถูกจับได้ เขาก็จะหนีให้เห็นต่อหน้าเลยละกัน จื่อห่าววิ่งแจ้นกลับเข้าไปในบ้านแล้วเขาก็วิ่งต่อไปจนทะลุออกหลังบ้านของเขาไป เขาจะหนีไปฐานทัพลับ
“ปู่หนอปู่ จะกี่ปีก็ยังเหมือนเดิมทุกปี ปีที่แล้วก็บอกไปแล้วแท้ๆว่าจะไม่ยอมอาบอีกเสียทั้งเงินทั้งเวลา ผีที่ไหนมันจะมีในโลกนี้กัน ถ้ามีมนุษย์คงโดนกินไปหมดแล้ว” จื่อห่าวอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างไม่พอใจเพราะว่า น้ำมนต์อะไรกันเขาไม่เชื่อเลยสักนิด แสงศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ไม่มี มีดีแค่กลิ่นที่หอม ดูก็รู้ว่ามันเป็แค่การเติมน้ำหอมผสมน้ำเปล่า
ระหว่างที่เขาเดินทางไปยังฐานทัพลับ เขาก็พรางคิดว่าคราวหน้าก็คงมีอีกเพราะงั้นต่อไปเขาจะต้องคิดวิธีให้ปู่เขาหยุดทำแบบนั้นสักที
“จื่อห่าว” เสียงของจินไห่ ดังออกจากทางด้านข้างของขวาเขาทำให้ต้องหันไปมองปนความสงสัย ก็พบกับชายวัยกลางคนธรรมดาผู้หนึ่ง และนั่นคือพ่อของเขาและเขาไม่รู้ว่าทำไมพ่อของเขาถึงมาอยู่ระหว่างทางได้เพราะโดยปกติแล้วพ่อของเข้าแทบจะไม่มาอยู่ตรงแถวป่าแถบนี้บ่อยนัก เท่าที่จำได้เขาไม่รู้เลยว่าพ่อเขาเคยมาที่นี่หรือไม่
“พ่อมาอยู่นี่ได้ไง?” จื่อห่าวถามพ่อเขากลับไปอย่างสงสัยว่าทำไมปกติพ่อของเขาที่มักจะหมกตัวอยู่แต่ในโรงแกะสลักถึงมาอยู่ที่นี่ได้
“เ้ามูมันหายไปน่ะสิปกติ หายไปไม่กี่ชั่วโมงก็กลับ แต่นี่มันหายไปั้แ่เช้าตรู่แล้ว และพ่อไม่อยากรบกวนแม่เ้าให้ไปหามันข้าเลยออกตามหามันเองอยู่” จินไห่เห็นลูกของตนทำหน้างงงวยก็พอจะเดาได้ว่าจื่อห่าวอยากรู้อะไรจึงได้ตอบให้หายสงสัย
“พ่อตอนนี้ข้าหนีปู่มาพอดี และไม่มีอะไรทำ ข้าว่าข้าออกหามันด้วยเลยแล้วกัน” จื่อห่าว ก็เป็ห่วงเ้ามู จึงอยากจะออกช่วยพ่อเขาหา และทมี่สำคัญ เขาอยากจะบ่นกับเ้ามูเหมือนอย่างที่เขาเคยทำมาเป็ประจำ
“ไม่ได้ตอนนี้อาทิตย์ตะลับขอบฟ้าแล้ว มันอันตราย พ่อไปตามหามันเอง ไม่ต้องห่วง พ่อหามันได้แน่นอนตอนนี้ลูกกลับบ้านไปก่อน” เมื่อเห็นอากาศเริ่มเย็นลง แสงอาทิตย์เริ่มหายไปเขาก็ไม่อยากจะให้ลูกต้องออกไปเสี่ยง
“พ่ออีกตั้งครั้งชั่วโมง อาทิตย์ถึงจะมืด ข้าว่าข้าช่วยหาด้วยดีกว่า สองหัวดีกว่าหัวเดียว” จื่อห่าวก็อยากเจอเ้ามูจริงๆ เลยอยากตามหามันด้วย
“ไม่ได้พ่อรู้ว่าลูกอยากจะบ่นกับมัน แต่ยังไงก็ไม่ได้ เ้ากลับไปก่อน ” คนเป็พ่อต่อให้รู้ว่าลูกตนเป็คนฉลาดแต่เขาก็ไม่อยากจะให้ลูกออกไปเจออันตรายใดๆโดยไม่คาดคิด
“พ่อข้ารู้ว่าท่านเป็ห่วงข้าเพราะงั้นข้าจะไปตามหามันในที่ๆ ไม่อันตราย เช่น ฐานลับพวกข้าไงต่อให้มืดยังไงก็ไม่มีทางจะมีอันตรายได้”
“ที่เขาตัด์น่ะหรือ?ตกลง เพียงแต่เ้าไปแค่ที่นั่นเท่านั้นห้ามไปที่อื่นอีก หากไม่เจอก็ให้รีบกลับและนี่เอาเครื่องรางของพ่อไปด้วย”โดยที่เขาเป็พ่อของจื่อห่าวเขารู้ดีว่าจื่อห่าวเป็คนยังไง เป็เด็กที่ดื้อรั้นแต่ก็ฉลาดเป็กรด เขาจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเขายังไม่อยากจะกลับไปหาปู่เขา
แทนที่จะให้ออกตามหาไปทั่วสู้ให้ไปหาในที่ปลอดภัยจะดีที่สุดเพราะที่นั่นที่เขานั่นเป็ที่เขาไว้ใจได้มากที่สุด
จื่อห่าวรับเครื่องรางที่เป็ไม้แกะสลักรูปทรงกลมมาแล้วเก็บไปที่กระเป๋ากางเกงเขาทันที
“รับทราบท่านพ่อท่านรู้ใจข้าที่สุด” จื่อห่าวยิ้มแย้มทันทีแทนที่จะกลับไปแล้วเจอเสียงบ่นของปู่ สู้ออกไปหาเ้ามูดีกว่าเพราะเขามีเื่จะเล่าเกี่ยวกับฝันประหลาดของเขาถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าเ้ามูไม่เข้าใจภาษามนุษย์แต่มันก็ยังนอนฟังเสมอมาทำให้เ้ามูก็เป็ที่บ่นระบายของจื่อห่าวไปโดยปริยาย
แล้วเขาก็มุ่งหน้าไปที่เขาตัด์ทันที
“อย่าลืมรีบไปรับกลับล่ะ” เมื่อเห็นจื่อห่าวพุ่งออกไปจินไห่ก็กล่าวเตือนลูกอีกครั้ง และเมื่อเห็นจื่อห่าวมุ่งไปถูกทางเขาก็ยิ้มออกมาพรางกล่าว
“เ้าบ่นกับมันบ่อยเกินไปรึเปล่ามันเลยไปหาที่สงบนอนหลับ”
จากทั้งนั้นจินไห่ก็พุ่งออกไปอีกทางตรงข้ามกับจื่อห่าว ไปยังป่าตะวันตกทันที โดยไม่รู้ว่านี่จะเป็ คำพูดสุดท้ายของสองพ่อลูกจินไห่กับจื่อห่าว
ณ เขาตัด์อีก 20 นาที ตะวันจะลับขอบฟ้า
ตรงตีนเขาจะเห็นได้ว่ามีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังกวาดหญ้าไปมากับเด็กหญิงอีกคนนึงเพียงแค่มองดูก็รู้ว่าทั้งคู่รู้จักกันดี
เพียงแต่อีกคนดูธรรมดาอีกคนราวกับเทพธิดาน้อย
“เชี่ยวชิงเ้ามาเก็บอะไรกับป้าเชียงหลิง ไม่สิ ครั้งนี้เป็สมุนไพรหายากอะไรอีกหรือ?”
เด็กหญิงที่จื่อห่าวถามก็คือเพื่อนสมัยเด็กของจื่อห่าวมีชื่อว่า เชี่ยวชิง ถึงแม้ว่าจะอายุได้เพียง10ปี แต่เชี่ยงชิงก็เปล่งประกายเต็มไปด้วยความงดงามน่ารักที่เหมือนกับแม่ของนางเองผมสีดำขลับยาวพาดลงบ่นบ่าทั้งสองข้างดวงตาสดใส ผิวพันสะอาดสะอ้านทุกท่วงท่ากริยาที่แสดงออกมาราวกับเป็ลูกหลานของเทพ์
“ท่านแม่แค่อยากลองทดสอบข้าน่ะไม่ได้มาเก็บสมุนไพรอะไร และท่านให้ข้าเรียนรู้และเก็บเกี่ยวเองโดยให้ลองเก็บเกี่ยวหญ้าเสือหมอบ”
“ข้ามั่นใจว่าเ้าได้เก็บมันมาได้เองแล้วแน่นอน” จื่อห่าวมั่นใจในเพื่อนคนนี้ของเขามากจนไม่ต้องถามว่าทำได้หรือไม่เพราะเขารู้ว่าเชี่ยวชิงทำได้แน่นอน
“ใช่ข้าเก็บมาได้แต่....” ก่อนที่เชียวชิงจะพูดจบก็มีเสียงแทรกมาจากด้านหลังของทั้งสอง
“ไม่ว่าเมื่อไหร่พวกเ้าก็ดูสนิทกันดีจื่อห่าว เ้าชอบเชียวชิงหรือ?” แม่ของเชียวชิงเข้ามาขัดจังหวะพอดีเพราะไม่อยากให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมากกว่านี้เพื่อทั้งคู่แล้วนางไม่อยากจะให้สนิทกันเกินไป จึงต้องถามออกไปตรงๆเพื่อทำลายบรรยากาศที่อาจจะพัฒนามากขึ้นไปอีก
“ท่านแม่ ท่านถามอะไร” เชียวชิงใก่อนจะรีบแจ้นหน้าแดงรีบบึ่งกลับบ้านโดยทิ้งแม่กับจื่อห่าวไว้ด้วยกัน
“หลานจื่อห่าว เ้ารู้ดีแก่ใจทำไมข้าถึงถามข้าไม่ห้ามหากเ้าชอบเชียวชิง ความรู้สึกห้ามกันไม่ได้ แต่ความรู้สึกแบบเด็กๆมันแค่ชั่วคราว วันข้างหน้าเ้าก็จะรู้เองว่าทำไม ข้าถึงทำเช่นนี้” พอพูดจบนางก็รีบพุ่งตามหลังเชียวชิงไปทันที
“ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าป้าหมายถึงอะไรป้าใจดีมากแล้วที่ให้นางมาคุยเล่นกับข้า และนี่อาจจะเป็โชคที่ดี่สั้นๆ่หนึ่งในชีวิตเท่านั้นวันข้างหน้านางก็คงจะโผบินลับฟ้า ลืมเลือนคนอย่างข้า หรือแม้แต่ลืมเลือนโลกไป”
จื่อห่าวรู้ดีว่าเขากับเชียวชิงนั้นเป็เพื่อนกันได้เพียงสั้นๆก็เท่านั้นเพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ระยะห่างระหว่างเขากับนางก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และจะเป็เส้นทางไม่มีทางที่จะกันได้ทั้งพร์ หน้าตา ยิ่งนานวันยิ่งแกตต่างกันอย่างชัดเจน เหมือนกับไก่บ้านกับหงส์เทพถึงแม้จะเกิดจากไข่เหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเติบโตไปพร้อมกันได้ต่างคนต่างมีทางเดินของตัวเอง และเขารู้ดีว่าเส้นทางของตนคงไปได้สั้นกว่านางแน่นอน ไหนเลยไก่บ้านจะบินได้ดั่งหงส์เทพ
“เอาล่ะ ข้าจะคิดอย่างกับคนแก่ได้ไงข้ายังเป็ด็กแท้ๆ”เขาส่ายหัวสลัดความคิดกลุ้มใจออกไปแล้วออกตามหาเ้ามูต่อ
โฮ่งๆ โฮ่งๆ
จื่อห่าวได้ยินเสียงจากยอดเขาแล้วได้ตัดสินใจตามเสียงไป
.
.
.
3 วันผ่านไป
ทุกคนได้มาถึงยอดเขานี่อีกครั้ง ทุกคนประหลาดใจว่าเ้ามูจะพามาทำไมในเมื่อั้แ่คืนแรกพวกเขาก็ออกตามหามาที่ตรงนี้แล้ว และยังค้นไปทั่วทั้งเขาแล้วด้วยทั้งบนต้นไม้ ใต้ดินหรือแม้กระทั่งในน้ำก็ระดมกำลังช่วยกันงมหาร่องรอยไม่พบอะไร
และตอนนี้เ้ามูมันกำลังมองไปที่สระน้ำทำให้ทุกคนต่างจ้องตามมันไป
อ๊ากกกกกกกกกกกกก
เสียงร้องของชาวบ้านคนหนึ่งที่ได้มาถึงก่อนเป็แรกที่กำลังจะเดินไปที่ใต้ต้นตัด์เพราะเขาอยากจะไปนั่งพักเอาแรง ก็ได้ร้องใออกมาจากสิ่งที่เขาเห็น
เสียงร้องทำให้คนอื่นๆ ต่างใแล้วรับวิ่งไปทางต้นเสียงทันทีฉากตรงหน้านั้นมี เครื่องครัว หม้อ กระทะ มีด และกองไฟกองหนึ่ง ที่ถูกทิ้งไว้ทำให้รู้ว่าที่นี่มีคนมาก่อกองไฟทำอาหารกินมาก่อน และมันมีกองเืที่แห้งกรังกระจายไปทั่วตรงมุมหนึ่งสันนิษญานได้ว่ามีคนนำสัตว์มาชำแหละและปรุงมันกินที่นี่
ชาวบ้านต่างงุนงงเพราะว่าเมื่อวันก่อนพวกเขาก็ได้มาดูแล้วแต่มันไม่มีอะไรเลยแล้วใครมาก่อกองไฟกัน
“ท่านเซียง ดูจากการแห้งของเืแล้วมันคือเืที่แห้งมาแล้วประมาณ3วัน”ท่านเซียงก็คือหัวหน้าหมู่บ้านคนปัจจุบัน และผู้ที่พูดออกมาก็คือนายพราณชำนาญผู้หนึ่งเขาเป็นายพราณที่เก่งที่สุดในหมู่บ้านและมีชื่อเสียงขจรไกล เขาเหงื่อตกทันทีที่เห็นเืเพราะเขารู้ดีว่านั้นไม่ใช่เืของสัตว์แน่นอนนั่นคือเืคน แต่เขาไม่อยากจะให้คนตื่นตระหนกจึงไม่ได้พูดออกไป
“ฟังข้า ให้ทุกท่านกลับไปยังหมู่บ้านก่อน ที่นี่ให้ข้ากับพราณจื่อหนานหารือกันก่อนแล้วรอฟังข่าวจากข้า”
ถึงแม่จะพูดแบบนั้นแต่ก็ยังชาวบ้านคนหนึ่งพูดออกมาอย่างกลัวๆว่า
“ท่านเซียงนี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น นี่มันบ้าอะไรั้แ่จื่อห่าวหายไป จากนั้นไม่นาน พ่อแม่ของจื่อห่าว สองแม่ลูกสกุลเซียงอีกก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วนี่อีก นี่เืใคร มันเพิ่งเกิดใช่หรือไม่เพราะ3วันก่อนไม่มีอะไรแบบนี้ แล้วตอนนี้ฆาตกรมันทำอย่างโจ่งแจ้งเลยแถมมันยังโรคจิต กิน....”
“หุปปาก” ท่านเซียงรีบหุปปากเขาทันทีก่อนที่จะทำให้คนในหมู่บ้านแตกตื่นไปมากกว่านี้
“หุปอะไร เรารู้ว่านั่นคือเืคน”แต่ชาวบ้านคนนั้นกลับไปหยุดพูด แถมยังพูดคนอื่นรับรู้มากขึ้น ว่ามีคนถูกฆ่าแล้วถูกจับมากิน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็หยุดความแตกตื่นของชาวบ้านไม่ได้ ทุกคนต่างหวาดกลัวหนักกว่าเดิมอีก
ตู้ม ตู้ม ตู้ม ตู้ม
เสียงปืน4นัดดังออกมา
“ทุกคนเงียบแล้วกลับไปที่บ้านปิดประตูหน้าต่างแล้วอยู่เงียบๆไป ไม่นานข้าจะกลับไปบอกทุกคนเอง”หลังจากนั้นทุกคนก็เงียบ แล้วกลับบ้านของตนเองไป
“ท่านเซียง ข้าว่ามันแปลกๆั้แ่จื่อห่าวหายไปนะ ไม่สิต้องบอกว่าแปลกั้แ่มีเ้านักบวชต้มตุ๋นนั่นมามากกว่า”พราณจื่อหนานตั้งข้อสันนิษฐานออกมา
“ข้าก็คิดงั้น แต่ก่อนอื่นต้องสืบก่อนว่านี่คือเืของใคร”
จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มตรวจสอบทุกอย่าง
ผ่านไปไม่นานทั้งคู่ต่างใเพราะว่ามีร่องรอยของจื่อห่าวทิ้งไว้อยู่ นั่นก็คือเศษเสื้อผ้าของเขาที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นและเครื่องรางทรงกลม ตามที่พ่อของจื่อห่าวบอกไว้ ว่าได้ให้ลูกชายเก็บไป
ทั้งคู่เหงื่อตก เพราะว่านี่มันจะประหลาดเกินไป เพราะจากการแห้งของเืจะเห็นได้ว่าเหมือนมันเพิ่งเกิดได้2วันแต่จื่อห่าวหายไป3วันแล้ว เพราะฉะนั้นมันเื่ที่เป็ไปไม่ได้แต่ทั้งคู่ก็ต้องข้อสันนิษฐานใหม่ มันอาจจะเป็ได้ว่า จื่อห่าวถูกจับไป1วันแล้วถูกนำมาฆ่าในอีกวัน
เมื่อทั้งคู่กลับมาที่หมู่บ้านก็ได้เล่าความคิดของพวกเขาออกไปให้คนในหมู่บ้านฟังจากนั้นก็ได้นำคนกลุ่มนึงกลับไปอีกรอบ ไปค้นหาอย่างละเอียดอีกทีจึงได้พบโครงกระดูกเด็กชายใน สระน้ำ และนำกลับไปที่บ้านสกุลเชียเพื่อจัดพิธีศพต่อไป
2 วันผ่านไป
ณ บ้านสกุลเชีย
งานศพถูกจัดขึ้น อย่างยิ่งใหญ่ คนมากหน้าหลายตามางาน บรรยากาศอึมครึมทุกคนที่มาคือคนที่รู้จักสกุลเชีย โดยสกุลเชีย เป็ครอบครัวโด่งดังปู่มีอิทธิพลมากมาย และเป็คนชอบช่วยเหลือผู้อื่น ย่าเป็ลูกหลานคนสกุลดังจากเมืองหลวงลูกสาวเกิดมาน่าตายสวยงามจนติดอันดับสาวงามล่มเมืองส่วนลูกเขยไม่ค่อยมีคนเคยเห็นเขา เขาเก็บตัวแต่งานฝีมือแกะสลักไม้ของเขากลับเป็ที่หนึ่งที่แม้แต่คนจากวังหลวงยังต้องมาง้อให้เขาแกะสลักบางอย่างให้
แต่ตอนนี้ทั้งบ้านกลับเหลือแค่ 2 ปู่ย่าเท่านั้น ทุกคนต่างถอนหายใจพลางคิด บ้านสกุลเชียคงถึงคราวหมดผู้สืบทอดและคงหายไปตามกาลเวลา