# บทที่ 14 — ลานกระบี่ที่ไม่มีผู้ฝึก
ราตรีที่สามยังมาไม่ถึง แต่ฝ่ายกฎไม่รอจนถึงวันนัด
ยามเย็นของวันนั้น ห้องประชุมเล็กหลังหอโอสถมีเพียงคนที่เกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง ป้าผู้าุโของโม่เฉิน เจียงอวี้หลาน เสิ่นเยว่โหรว ลั่วชิงเสวี่ย และโม่เฉินนั่งล้อมโต๊ะหิน แผ่นกระดาษข่มขู่จากกระเป๋าเหวินหลัววางอยู่ตรงกลาง กลิ่นกำยานเย็นบนขอบกระดาษจางลงแล้ว แต่ไม่มีใครลืมได้ว่ามันมาจากเครือข่ายเดียวกับพิษและค่ายกลทั้งหมด
“ลานกระบี่ร้างอยู่ทางใต้ของลานฝึก” เจียงอวี้หลานกล่าว “เดิมเป็ที่เก็บกระบี่เสียหายของสำนัก หลังเกิดเหตุไฟไหม้เมื่อสิบสองปีก่อนจึงถูกปิด ไม่มีศิษย์ไปที่นั่นนอกจากคนดูแลพื้นที่”
“ทางเข้าออกมีเท่าไร” โม่เฉินถาม
“ประตูหน้า ทางเดินใต้กำแพงตะวันตก และร่องน้ำแห้งด้านหลัง” นางตอบ “ฝ่ายกฎกำลังตรวจสามทาง แต่หากตัวประกันอยู่ข้างใน เราไม่อาจปิดล้อมแบบเปิดเผยั้แ่ตอนนี้”
เสิ่นเยว่โหรววางนิ้วบนถุงยา “เหวินหลัวพักอยู่ เขายังไม่ฟื้นพอให้ถามรายละเอียดเพิ่ม และเข็มยึดชะตาเหลือเวลาไม่ถึงสิบชั่วยาม หากเราไม่เริ่มตำรับถอนพิษก่อนหมดเวลา เขาอาจรอดจากศัตรูแต่ตายเพราะร่างตนเอง”
ป้าของโม่เฉินพยักหน้า “ข้าส่งคนไปหอเก็บยาชั้นในแล้ว แต่คืนนี้เื่ตัวประกันต้องตัดสินก่อน”
ลั่วชิงเสวี่ยมองจดหมาย “พวกมันขอปิ่นกระบี่ ข้าไปเอง”
“ไม่” โม่เฉินกับเสิ่นเยว่โหรวพูดพร้อมกัน
ลั่วชิงเสวี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้ายังไม่ทันพูดว่าไปคนเดียว”
“ต่อให้มีคนตามไป เ้าก็เป็หนึ่งในเงื่อนไขพิธี” โม่เฉินกล่าว “ศัตรูอาจไม่ได้้าปิ่นอย่างเดียว มัน้าให้เ้าปรากฏตัวด้วย”
“ถ้าเราไม่ไป น้องสาวเหวินหลัวอาจตาย” นางตอบ
“เพราะอย่างนั้นเราจึงต้องไป” เขาพูด “แต่ต้องไม่ไปในรูปแบบที่พวกมันเขียนไว้”
เจียงอวี้หลานมองเขา “อธิบาย”
โม่เฉินใช้ปลายพู่กันแตะแผนที่ลานกระบี่ “ศัตรูส่งจดหมายก่อนราตรีที่สาม แปลว่ามัน้าให้เรามีเวลาตระเตรียมและรู้สึกว่าเรายังเลือกได้ นั่นไม่ใช่การข่มขู่ของคนที่กลัวผู้คุมตัวประกันหลุดมือ แต่มันเป็การทดสอบ”
“ทดสอบอะไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ว่าปิ่นตอบสนองต่อสถานที่นี้หรือไม่ และว่าพวกเราจะนำเงื่อนไขพิธีเข้าไปให้มันเองหรือเปล่า”
ป้าของเขาพูดต่อ “หากเป็เช่นนั้น เราใช้ปิ่นจริงไม่ได้”
“เราไม่ใช้” โม่เฉินตอบ “แต่ให้พวกมันเชื่อว่าใช้”
แผนไม่ซับซ้อนจนต้องพึ่งปาฏิหาริย์ ป้าของเขาให้ช่างผนึกทำกล่องโลหะขนาดเท่ากล่องปิ่น หุ้มด้วยผ้าไหมเก่าที่ลั่วชิงเสวี่ยเคยใช้ และให้นางส่งปราณลงบนผ้าชั่วครู่ กลิ่นปราณของนางจึงติดอยู่กับกล่องได้ไม่นานพอจะหลอกการตรวจระดับต้น
ปิ่นจริงถูกเก็บในหีบผนึกของฝ่ายกฎพร้อมศิษย์คุ้มกันคนละสาย ลั่วชิงเสวี่ยจะไปถึงลานกระบี่ แต่ยืนอยู่หลังแนวผนึก ไม่เข้าใกล้แท่นกระบี่หรือส่งมอบของด้วยมือ
“ถ้าศัตรูตรวจจับละเอียดกว่าที่เราคิดล่ะ” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“เราจะรู้ว่ามัน้าของจริง” โม่เฉินตอบ “และถ้ามันพยายามยื้อเวลาแทนการฆ่าตัวประกัน เราจะรู้ว่าตัวประกันเป็เพียงเหยื่อล่อของพิธี”
ไม่มีแผนใดรับประกันว่าน้องสาวเหวินหลัวจะปลอดภัย นั่นทำให้ความเงียบหลังคำพูดเขาหนักอึ้งขึ้นมา แต่ยิ่งเพราะไม่มีทางปลอดภัยสมบูรณ์ พวกเขายิ่งต้องลดสิ่งที่ศัตรูได้ไปพร้อมกับช่วยเด็กให้มากที่สุด
ก่อนออกจากห้อง โม่เฉินแวะไปดูเหวินหลัวอีกครั้ง ชายหนุ่มยังหลับอยู่ เข็มทองดำปักอยู่เหนือหัวใจ แสงบนตัวเข็มอ่อนลงกว่าตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าจะพาน้องสาวเ้ากลับมา” โม่เฉินกล่าว แม้รู้ว่าคนบนเตียงอาจไม่ได้ยิน
ระบบลอยขึ้นข้างหน้าต่าง ดวงตาอีโมจิหรี่ลง
“โฮสต์กำลังให้สัญญาโดยไม่มีแต้มชะตาเหลือ”
“ข้าไม่ได้ให้สัญญากับระบบ”
“น่าเสียดาย ข้าเตรียมบันทึกคำพูดไว้แล้ว”
โม่เฉินไม่ตอบ เขาเพียงหันกลับไปเข้าร่วมขบวนของฝ่ายกฎ
ลานกระบี่ร้างอยู่หลังป่าต้นสนเตี้ย เมื่อดวงอาทิตย์ลับสันเขา พื้นลานก็ถูกเงาปกคลุมหมดแล้ว กระบี่หักหลายร้อยเล่มปักเอียงอยู่ในดิน บางเล่มมีเพียงด้าม บางเล่มเหลือครึ่งคมจนดูเหมือนป้ายหลุมศพ ไม่มีลมแรง แต่เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังเป็ระยะจากใต้พื้นดิน
เจียงอวี้หลานแบ่งกำลังตามแผน ศิษย์ฝ่ายกฎชุดหนึ่งซ่อนตามแนวกำแพงตะวันตก ชุดหนึ่งเฝ้าร่องน้ำแห้ง ป้าของโม่เฉินอยู่กับแกนผนึกด้านนอกเพื่อปิดค่ายกลหากเกิดเหตุ เสิ่นเยว่โหรวอยู่หลังโม่เฉินคอยดูอาการพิษและถือยาต้านพิษพร้อมใช้
ลั่วชิงเสวี่ยยืนข้างเขา กล่องโลหะหุ้มผ้าไหมอยู่ในมือ
“กลัวหรือไม่” นางถามเบา ๆ
“กลัว” โม่เฉินตอบทันที “ถ้าไม่กลัวคงพลาดง่าย”
นางมองเขาเหมือนไม่คิดว่าจะได้คำตอบตรงเช่นนั้น ก่อนมุมปากจะขยับเป็รอยยิ้มบาง “ดี อย่างน้อยเ้ายังรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่งที่สุดในลานนี้”
“ข้าต้องขอบคุณหรือไม่”
“ไม่ต้อง” นางตอบ “แค่ไม่ตายก็พอ”
เมื่อระฆังยามหนึ่งดังจากวังไกลออกไป เงาคนสวมผ้าคลุมขาวก็ปรากฏบนแท่นหินกลางลาน นางไม่ได้เดินออกมาจากทางใด เหมือนแสงจันทร์ที่ยังไม่ขึ้นค่อย ๆ รวมตัวเป็รูปร่าง
“นำปิ่นมา” เสียงนางผ่านผ้าคลุมฟังไม่ชัด แต่เป็เสียงหญิงแน่นอน
ลั่วชิงเสวี่ยยกกล่องขึ้น “น้องสาวเหวินหลัวอยู่ไหน”
หญิงผ้าคลุมไม่ตอบ นางชี้ไปยังกระบี่หักเล่มหนึ่งด้านซ้าย พื้นดินตรงนั้นสั่นเล็กน้อย แผ่นหินเปิดออก เผยเด็กหญิงวัยราวสิบขวบถูกมัดอยู่ในช่องแคบใต้ลาน ปากถูกปิดด้วยผ้า แต่ยังมีสติ นางดิ้นเมื่อเห็นทิศทางของพี่ชายไม่ได้มาเอง
“วางปิ่นบนแท่น” หญิงผ้าคลุมกล่าว “แล้วเด็กจะได้กลับบ้าน”
โม่เฉินไม่ขยับ เขาเห็นสิ่งหนึ่งก่อนคนอื่น—โซ่ที่มัดเด็กไม่ได้ต่อกับพื้น แต่ต่อเข้ากับด้ามกระบี่หักสามเล่ม หากใครตัดโซ่ผิดจังหวะ ด้ามทั้งสามอาจดึงบางอย่างจากใต้ลานขึ้นมา
“กล่องอยู่บนแท่นได้” เขากล่าว “แต่ปล่อยเด็กก่อน”
หญิงผ้าคลุมหัวเราะเบา ๆ “ศิษย์ไร้พร์มีสิทธิ์ต่อรองกับข้าหรือ”
“ไม่มี” โม่เฉินตอบ “แต่เ้าเองก็ยังไม่กล้าวางมือบนกล่อง เพราะหากปิ่นไม่ตอบสนอง เ้าคงเสียของที่้าไปแล้ว”
ลั่วชิงเสวี่ยขยับสายตาเพียงเล็กน้อย นางเข้าใจว่าเขากำลังถ่วงเวลา ไม่ใช่ยั่วให้อีกฝ่ายโกรธ เงาของศิษย์ฝ่ายกฎด้านหลังแนวกระบี่เริ่มเคลื่อนตามสัญญาณที่เจียงอวี้หลานให้ไว้
หญิงผ้าคลุมยืนนิ่งนานกว่าปกติ แล้วจึงยกมือขึ้น
พื้นลานสั่นอีกครั้ง เด็กหญิงถูกยกจากช่องใต้ดินขึ้นมาครึ่งตัว โซ่ที่เอวคลายออกเล็กน้อย แต่ยังมีเส้นดำเส้นหนึ่งผูกอยู่ตรงข้อเท้า
“วางกล่อง” นางกล่าว “นี่คือความเมตตาที่สุดของข้าแล้ว”
เสิ่นเยว่โหรวกระซิบข้างโม่เฉิน “เส้นดำคือค่ายกลเตือนภัย ไม่ใช่โซ่ธรรมดา ถ้าถูกตัด มันอาจะเิ”
โม่เฉินพยักหน้า แล้วหันไปหาลั่วชิงเสวี่ย “วาง”
นางเดินไปข้างหน้าเพียงสามก้าว วางกล่องบนขอบแท่น ไม่ใช่กลางแท่น แล้วถอยกลับทันที
หญิงผ้าคลุมยื่นมือออกมา แต่ก่อนปลายนิ้วจะแตะกล่อง แสงสีดำจากใต้แท่นก็พุ่งขึ้น พันกล่องไว้แล้วดึงเข้าหาวงค่ายกลกลางลาน
ไม่มีสิ่งใดตอบสนอง
หญิงผ้าคลุมชะงัก ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมเปลี่ยนเป็เย็นจัด “ของปลอม”
“ไม่ใช่” โม่เฉินกล่าว “เป็สิ่งที่เ้าอยากได้มากกว่า—คำตอบว่าพวกเรารู้ว่าค่ายกลนี้ทำอะไร”
ในจังหวะเดียวกัน เจียงอวี้หลานสั่ง “ลงมือ!”
ศิษย์ฝ่ายกฎพุ่งออกจากเงากำแพง ป้าของโม่เฉินเปิดค่ายกลกดพื้นลานจนกระบี่หักหลายเล่มหยุดสั่น ลั่วชิงเสวี่ยพุ่งเข้าหาเด็กหญิง ไม่ฟันโซ่ แต่ใช้ปลายกระบี่ตัดดินรอบด้ามกระบี่สามเล่มให้แตกออกจากกันตามที่โม่เฉินชี้
เสิ่นเยว่โหรวโยนเข็มเงินสามเล่มใส่เส้นดำที่ข้อเท้าเด็ก แทนที่จะตัด เส้นดำถูกตรึงจนไม่อาจส่งสัญญาณกลับลงพื้นได้
เด็กหญิงหลุดจากช่องใต้ดิน ลั่วชิงเสวี่ยรับนางไว้แล้วถอยกลับหลังม่านผนึกทันที
หญิงผ้าคลุมขาวไม่เลือกสู้กับทุกคน นางสะบัดแขนเสื้อ กระบี่หักรอบลานจึงปล่อยไอสีดำออกมาเป็กำแพง หมอกควันบีบให้ฝ่ายกฎต้องถอยหนึ่งก้าวเพื่อปกป้องเด็กและไม่สูดพิษเข้าไป
โม่เฉินมองผ่านหมอก เห็นนางเดินถอยไปยังมุมลานที่มีแท่นกระบี่แตกครึ่ง ข้างหลังแท่นมีเงาประตูหินโผล่ขึ้นมาจากดิน เขารู้ทันทีว่าทางนี้คือเส้นใต้ดินที่พวกเขาพบจากหอเอกสาร
“อย่าไล่!” เขาะโ
เจียงอวี้หลานชะงัก แม้ศิษย์บางคนกำลังจะตามไป
“นาง้าให้เราเข้าประตูนั้น” เขากล่าว “เด็กถูกช่วยแล้ว อย่าเปลี่ยนชัยชนะเป็กับดักใหม่”
หญิงผ้าคลุมหันกลับมาเพียงครู่เดียว ใต้ผ้าคลุมมีแววตาสีม่วงซีด แต่นางไม่กล่าวอะไร จากนั้นเงาประตูหินก็ปิดลงพร้อมร่างของนาง ราวกับไม่เคยมีอยู่
เมื่อหมอกควันจาง ลานกระบี่เหลือเพียงกล่องโลหะปลอมที่ไหม้เป็สีดำ และรอยค่ายกลรูปดอกบัวห้ากลีบบนแท่นหิน สี่กลีบเต็มสีดำ ส่วนกลีบสุดท้ายเข้มขึ้นกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อย
เด็กหญิงตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนลั่วชิงเสวี่ย เสิ่นเยว่โหรวตรวจชีพจรนางอย่างรวดเร็ว “ไม่ได้ถูกวางพิษหนัก แค่ถูกยากดปราณและอดอาหาร นางต้องพัก แต่รักษาได้”
โม่เฉินโล่งใจเป็ครั้งแรกั้แ่ได้รับจดหมาย พวกเขาไม่ได้จับคนร้าย ไม่ได้พบปิ่นจริง หรือหยุดพิธีได้ แต่ช่วยเด็กหนึ่งคนออกจากมือศัตรู และทำให้รู้ว่าหญิงผ้าคลุมขาว้าของจริงมากพอจะเผยตัวด้วยตนเอง
ระบบลอยขึ้นตรงหน้าเขา ดวงตาอีโมจิกลับมามีประกายกวนเล็กน้อย
“การเปลี่ยนชะตายืนยันแล้ว”
“รางวัล: แต้มชะตา 12 แต้ม”
ตัวเลขมุมหน้าต่างเปลี่ยนจาก 0 เป็ 12
โม่เฉินไม่ได้รู้สึกว่าตัวเลขนั้นเป็ชัยชนะนัก แต้มสิบสองไม่พอซื้อเม็ดยับยั้งพิษเพิ่มหรือเครื่องมือปกปิดกลิ่นปราณ มันเพียงยืนยันว่าการพาเด็กคนหนึ่งออกจากจุดตายเปลี่ยนเส้นทางชะตาได้จริง
และการเปลี่ยนเส้นทางนั้นไม่ใช่สิ่งที่ศัตรูคาดไว้
เจียงอวี้หลานเดินตรวจรอยค่ายกลบนแท่นอย่างระวัง “หญิงผ้าคลุมใช้ทางใต้ดิน แต่ประตูปิดด้วยผนึกจากด้านใน เราไม่ควรเปิดตามทันที” นางกล่าว “อย่างน้อยคืนนี้เราได้รู้ว่าทางนี้เชื่อมลานกระบี่กับหอเอกสารชำรุดจริง”
ป้าของโม่เฉินมองรอยดอกบัวห้ากลีบ “และรู้ว่าพวกมันยอมเผยเส้นทางเพื่อแลกกับปิ่น หากเราเก็บเส้นนี้ไว้เงียบ ๆ มันอาจพาเราไปถึงจุดที่สูงกว่า”
“น้องสาวเหวินหลัวจำอะไรได้หรือไม่” โม่เฉินถาม
เสิ่นเยว่โหรวมองเด็กหญิงที่ยังซบไหล่ลั่วชิงเสวี่ย “ให้นางพักก่อน นางถูกขังในความมืดหลายวันและได้ยากดปราณ หากรีบถามตอนนี้ ความทรงจำที่ได้คงปนความกลัวจนใช้เป็หลักฐานไม่ได้”
โม่เฉินพยักหน้า เขาไม่อยากเห็นเด็กที่พึ่งถูกช่วยเปลี่ยนจากตัวประกันของศัตรูเป็เครื่องมือของฝ่ายตนเอง การให้เวลานางหายใจไม่ทำให้คดีช้าลงเท่ากับการได้คำตอบผิดแล้วพาคนทั้งสำนักเดินเข้ากับดัก
โม่เฉินยังไม่ทันตอบ เสิ่นเยว่โหรวก็เรียกเขา
“กลับหอโอสถได้แล้ว เข็มยึดชะตาเหลือเวลาไม่มาก และข้าต้องใช้ตำรับถอนพิษกับเหวินหลัวก่อนที่เขาจะพูดอะไรไม่ได้อีก”
ลั่วชิงเสวี่ยอุ้มเด็กหญิงเดินผ่านเขาไป แล้วหยุดชั่วครู่ “เราช่วยนางได้เพราะเ้าไม่ให้ใครรีบตัดโซ่”
“เราช่วยนางได้เพราะทุกคนทำตามแผน” โม่เฉินตอบ
นางมองเขาเหมือนอยากพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายเพียงพยักหน้า
ทางกลับหอโอสถ เงาของประตูหินใต้ลานยังติดอยู่ในความคิดโม่เฉิน เขาไม่เชื่อว่าหญิงผ้าคลุมหนีเพราะเสียเปรียบเพียงอย่างเดียว นางยอมทิ้งจุดนัดพบและยอมให้พวกเขาช่วยตัวประกัน ราวกับการพบกันคืนนี้เป็แค่ขั้นตอนหนึ่งที่ต้องเกิด
หน้าต่างระบบลอยขึ้นข้างหูเขาเป็ครั้งสุดท้าย
“ข้อมูลใหม่: กระบี่ผู้พิทักษ์ไม่ใช่ผู้หญิงผ้าคลุมขาว”
“แล้วมันคืออะไร” โม่เฉินถามในใจ
ปากอีโมจิของระบบหุบลงช้า ๆ
“บางสิ่งที่หลับอยู่ใต้ประตูหิน ซึ่งนางเองก็ยังเปิดไม่ได้”