บทที่ 21
การร่วมมือ
“ท่านมาเสียเวลาพูดคุยกับข้ามามากมายเช่นนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่ว่าอยากจะมาพูดเื่พวกนี้ให้ข้าฟังเฉยๆหรอกกระมัง”
เถ้าแก่เนี้ยมู่ยิ้มแล้วก็กล่าวเข้าเื่ทันที “แน่นอนข้ามาหาคุณชายสวีก็เพราะ้าเจรจาการร่วมมือ”
“โอ้ว..” สวีหยางแสดงอย่างประหลาดใจ
สตรีผู้นี้คือผู้บำเพ็ญตัวตนระดับนาง อยากจะมาเจรจาการร่วมมืออะไรกับเขากัน เขาเป็เพียงแค่ผู้ฝึกยุทธในขอบเขตปรมาจารย์เท่านั้น
เพราะแบบนั้นทันทีที่นางกล่าวออกมาว่า อยากจะมาเจรจาการร่วมมือ ภายในส่วนลึกของจิตใจของสวีหยางก็อดบังเกิดความระแวดระวังขึ้นมาไม่ได้
ถึงอย่างไรเื่ของผู้บำเพ็ญก็ยังไม่ใช่เื่ที่ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์เช่นเขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ในตอนนี้
สวีหยางคิดจะตอบปฏิเสธไปทันที แต่ประโยคแรกที่นางพูดออกมาก็ต้องทำให้เขาถึงกับหยุดความคิดที่จะปฎิเสธนั้นไปก่อน
“ข้าจะใช้เคล็ดวิชาก่อกำเนิดรากปราณมาเป็ค่าตอบแทนในการร่วมมือครั้งนี้” ทันทีที่นางเอ่ยออกมาก็มอบผลประโยชน์ก้อนใหญ่มาวางเอาไว้ตรงหน้าเขาในทันที
สำหรับเคล็ดวิชาชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายและควบแน่นเป็รากปราณ ทำให้สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ สิ่งนี้เป็สิ่งที่สวีหยางสนใจมากที่สุดจริงๆ
และในตอนนี้สวีหยางก็รู้แล้วว่า เหตุใดสตรีด้านหน้าจึงกล่าวขึ้นเส้นทางแห่งการบำเพ็ญก่อน ก็คงจะเป็การยกระดับความล้ำค่าของของตอบแทนของตนเอง
สำหรับสวีหยางก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่าการเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร จำเป็จะต้องใช้เคล็ดวิชาที่ก่อรวมรากปราณเท่านั้นจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่ทางแห่งการบำเพ็ญได้
เพราะแบบนั้นค่าตอบแทนที่นางนำออกมา มันก็คงจะมีมูลค่าเหมือนกับเคล็ดวิชาเซียนเคล็ดวิชานึง แต่ในตอนนี้เมื่อเขารู้ถึงความสำคัญของมันแล้ว เคล็ดวิชานี้จะไม่ได้มีมูลค่าเทียบเท่ากับเคล็ดวิชาเซียนธรรมดาอีกแล้ว เพราะว่ามันจะเทียบเท่ากับเป็กุญแจสำคัญที่จะทำให้เขานั้นเปิดประตูเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญได้ มูลค่าของทั้งสองสิ่งแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้สวีหยางที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ของเคล็ดวิชานี้ย่อมเป็สิ่งที่เขา้ามากที่สุด เพราะสวีหยางไม่รู้ว่าความสามารถของระบบของเขา จะสามารถทำให้เขาก้าวข้ามจากระดับปรมาจารย์เข้าสู่ระดับของผู้บำเพ็ญได้หรือไม่
แต่ในความเข้าใจของสวีหยางเขาคิดว่าน่าจะเป็ไปไม่ได้ เพราะในตอนนี้แม้ว่าเคล็ดวิชาทั้งหมดของเขาจะทะลวงระดับขึ้นเรื่อยๆ ความแข็งแกร่งของเขาเองก็เพิ่มขึ้น แต่เขากับไม่สามารถััได้ถึงรากปราณที่ว่านั้นถือกำเนิดขึ้นมาภายในร่างกายเลย
แต่ถึงแม้ว่าอยากจะได้คิดวิชานี้มากเพียงใด สวีหยางก็ไม่ได้เสียสติขนาดที่ตนเองนั้นจะตอบรับในทันที เขาเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ค่าตอบแทนชิ้นใหญ่เช่นนี้เื่ที่ให้ข้าทำคงไม่ธรรมดา”
เถ้าแก่เนี้ยมู่ไม่ได้ตอบคำถามเขาในทันที แต่กับเปลี่ยนเื่แล้วก็ชวนพูดคุยไปว่า “ภายในเมืองไป๋สือคุณชายสวีคิดว่ามีผู้บำเพ็ญกี่คนหรือ?”
สวีหยางขมวดคิ้วไม่รู้ว่านางถามเื่นี้ไปทำไม แต่เขาครุ่นคิดเล็กน้อยและตอบกลับไป “ผู้คนภายนอกบอกว่าภายในเมืองแห่งนี้ผู้ที่น่าจะเป็ผู้บำเพ็ญก็มีเพียงแค่เดียว ก็คือหัวหน้ากองเนตร์”
สวีหยางหยุดเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองสตรีข้างกาย “หลังจากได้พบท่านข้าก็ไม่คิดเช่นนั้นแล้ว”
เถ้าแก่เนี้ยมู่พยักหน้า “แบบเช่นนั้นจริงๆ ภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้มีผู้บำเพ็ญอยู่ไม่น้อย”
“ภายในเมืองแห่งนี้มีผู้บำเพ็ญอยู่ไม่น้อยจริงๆ หัวหน้ากองเนตร์ก็เป็หนึ่งในนั้น”
เกี่ยวกับเื่ของผู้บำเพ็ญภายในเมือง สวีหยางยังคงอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างเขาจังเอ่ยถามออกมา “มีผู้ใดบ้างอย่างนั้นหรือ”
เมืองไป๋สือเป็สถานที่ที่เขาอาศัยอยู่ เขายอมอยากรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามสามารถคุกคามชีวิตของเขาได้อยู่แล้ว
“มีอยู่หลายคน ภายในกองเนตร์นอกจากเ้ากองเนตร์ที่เป็ระดับ 1 ขั้นสูงสุดแล้ว ยังมีอีก 3 คนที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขาที่เป็ผู้บำเพ็ญ”
“นอกจากนั้นก็ยังมีจวนเ้าเมือง เ้าเมืองไป๋สืออย่างมู่หยวนไห่ก็ถือว่าเป็ผู้บำเพ็ญเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญระดับ 1 ขั้นสูงสุด แต่ความสามารถของอีกฝ่ายก็ก้าวเข้าสู่ระดับผู้บำเพ็ญระดับ 1 ขั้นปลายไปแล้ว ใต้บังคับบัญชาของเ้าเมืองผู้นั้นก็ยังมีผู้บำเพ็ญที่เป็ลูกน้องอยู่อีกสองคน”
“นอกจากนี้ก็ยังมีกองทัพพิทักษ์เมือง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์เมือง แล้วก็รองแม่ทัพทั้งสองคนก็รู้แล้วแต่เป็ผู้บำเพ็ญ”
“นอกจากกองกำลังของราชสำนักทั้ง 3 แล้ว บรรพชนของ 3 ตระกูลใหญ่ในเมือง ก็ล้วนแล้วแต่เป็ผู้บำเพ็ญทั้งนั้น”
มุมปากของสวีหยางกระตุก ในตอนนี้เขาก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าผู้บำเพ็ญในเมืองคงมีอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดเช่นเดียวกันว่ามันจะมีเยอะมากขนาดนี้
แต่การที่สตรีข้างกายมาเปิดเผยตัวตนของผู้บำเพ็ญให้เขารู้มากมายเช่นนี้ มันก็ทำให้สวีหยางแสดงใบหน้าแปลกประหลาด
“เื่การร่วมมือที่ว่าคงไม่ใช่เกี่ยวกับเื่ของผู้บำเพ็ญพวกนี้หรอกกระมัง” สวีหยางถามออกมา
เถ้าแก่เนี้ยมู่มองออกไปด้านนอกแล้วเอ่ยขึ้น “อีกไม่นานโชควาสนาภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้กำลังจะถือกำเนิด”
ทิศทางที่นางมองไปคือทางทิศเหนือของเมืองไป๋สือ
“โชควาสนา?” สวีหยางงุนงง
เถ้าแก่เนี้ยมู่หัวเราะแล้วส่ายหน้า
“ไม่สิควรเรียกว่าผลผลิตมากกว่า”
“เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองไป๋สือล้วนเป็ผู้บำเพ็ญ ั้แ่เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เ้าเมืองและเ้ากองเนตร์มาประจำการที่เมืองไป๋สือแห่งนี้ พวกเขาก็เริ่มแผนการบางอย่างแล้ว”
“แผนการ?”
“ภายในอาณาเขตของเมืองไป๋สือมีผลไม้ิญญาชนิดนึงกำลังเติบโต มันคือสมบัติฟ้าดินที่ชื่อว่าต้นผลรวมปราณ”
“ั้แ่รู้ถึงการมีอยู่ของมันจวนเ้าเมืองและกองเนตร์ก็ร่วมมือกันหล่อเลี้ยงผลรวมปราณต้นนี้มานานหลายปีหวังรอให้มันสุกงอมแล้วก็จะเก็บเกี่ยว”
“รู้หรือไม่ว่าพวกเขาหล่อเลี้ยงผลปราณด้วยสิ่งใด?”
สวีหยางส่ายหน้า
“เหตุการณ์มารเงาและเหตุการณ์สัตว์อสูรออกอาละวาดทั้งหมดล้วนเป็สิ่งที่ใช้เก็บเกี่ยวสารอาหารให้กับต้นรวมปราณทั้งสิ้น” เถ้าแก่เนี้ยมู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินคำตอบของนางสวีหยางใบหน้าของเขาก็ปรากฏความตกตะลึง แต่เขาก็สงบใจได้อย่างรวดเร็วอาจจะเป็เพราะว่าเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าเื่ของมารเงามีบางอย่างผิดปกติ
ั้แ่การกระทำของหัวหน้ามือปราบซูผู้นั้นที่เขาสังหารไปและเื่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาเขาก็มองเห็นถึงความผิดปกติได้แล้ว
ดูเหมือนว่าความคิดของเขาจะถูกต้อง เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นผู้ที่อยู่เื้ัก็คือเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ภายในเมืองพวกนั้น
เถ้าแก่เนี้ยมู่อธิบายต่อว่า “หลายปีที่ผ่านมาเื่เกี่ยวกับมารเงาแล้วก็สัตว์อสูรนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่มันกลับถูกไปเป็ความลับได้ตลอด ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว การออกอาละวาดของมารเงาแล้วก็สัตว์อสูรไม่ได้ถูกทำอย่างลับๆอีกแล้ว นั่นก็เพราะว่าทั้งจวนเ้าเมืองและกองเนตร์กำลังเร่งกระบวนการสุดท้ายให้เสร็จสิ้นรวดเร็วขึ้นไปอีก”
สวีหยางในยามนี้อยู่ในท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง ผ่านไปสักพักเขาก็เอ่ยถามออกมา “ผลรวมปราณที่ท่านว่ามันมีค่ามากขนาดนั้นเลยหรือ?”
นี่คือสิ่งที่เขาสงสัยตามที่เถ้าแก่มู่ผู้นี้บอก เ้าเมืองและหัวหน้ากองเนตร์ที่น่าจะเป็ผู้บำเพ็ญเพียร ใช้เวลาหลายปีในการหล่อเลี้ยงสิ่งที่เรียกว่าผลรวมปราณ นั่นแสดงว่าของสิ่งนี้มีมูลค่ามหาศาลมาก เขาอยากจะรู้ว่ามันมีมูลค่าเพียงใดเพราะเื่นี้อาจจะชักนำอันตรายมาถึงเมืองไป๋สือที่เขาอยู่ได้
เถ้าแก่เนี้ยมู่เองก็ไม่คิดจะปิดบังนางอธิบายออกมา “มันคือผลไม้ิญญาระดับสอง สำหรับผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งนั้นสำคัญมาก”
“เป็เพราะคุณสมบัติของมันก็ตามชื่อเลยผลรวมปราณมันช่วยให้ผู้บำเพ็ญสามารถรวบรวมปราณิญญาในขณะที่กำลังฝึกฝนได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า”
“ผลไม้เช่นนี้ถือว่าธรรมดาทั่วไปแต่ว่าประโยชน์ของมันจริงๆ คือการนำมันไปหลอมเป็โอสถก่อแก่น ทำให้ช่วยเพิ่มโอกาสในการทะลวงจากระดับหนึ่งไประดับสองได้มากขึ้นหลายเท่า”
“ถ้าเกิดว่าไม่มีอาการาเ็สาหัสใกล้ตาย ผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งระยะสูงสุดกินโอสถที่หลอมเข้าไปแทบจะทะลวงผ่านไประดับสองได้อย่างแน่นอน”
---
ขเมื่อวานไม่ได้ลงง่านนักเขียนไออย่างหนักเหมือนจะป่วย ่นี้คนป่วยเยอะมากนักอ่านทุกท่านรักษาสุขภาพกันด้วยน๊า แต่วันนี้มีห้าตอนน๊า